เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

อินไซด์เทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 กับ ‘กัลปพฤกษ์’ ที่เก็บบรรยาย สีสันของงานมาเล่าให้ฟังกันอย่างน่าสนใจ พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึกรายละเอียดหนังแต่ละเรื่องว่าทำไมถึงคว้ารางวัลไปครอง

นับเป็นการกลับมาจัดงานในรูปแบบปกติเป็นครั้งแรกของเทศกาล Berlin Film Festival ครั้งที่ 73 ประจำปี 2023 นี้ หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนักในช่วงท้าย ๆ ของเทศกาล Berlin Film Festival ปี 2020 ทำให้ในปี 2021 ต้องย้ายไปจัดแบบออนไลน์

 

ส่วนปี 2022 ต้องจัดงานภายใต้มาตรการเฝ้าระวังเข้มข้นที่ผู้ชมต้องตรวจเชื้อกันทุกเช้าก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูหนังในโรงได้ เรียกได้ว่าต้องลุ้นกันตั้งแต่ไก่โห่เลยว่าแต่ละวันจะมีสิทธิ์ได้ดูหนังกับเขาไหม เพราะไม่ว่าจะสวมหน้ากากป้องกันอย่างไร การนั่งดูหนังในโรงพร้อมกันหลาย ๆ คนก็นับเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อการติดเชื้ออย่างไม่อาจเลี่ยง

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

แต่มาถึงงานปี 2023 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-26 กุมภาพันธ์ เทศกาลเบอร์ลินไม่มีมาตรการอะไรดังกล่าวอีกต่อไป หน้ากากก็ไม่จำเป็นสวม ผลการตรวจ ATK หรือ RT-PCR ก็ไม่ต้องลำบากไปทำอะไร ผู้ร่วมลงทะเบียนสามารถแสดงบัตรโชว์ตั๋ว (จากระบบจองออนไลน์) เดินเข้าไปดูเรื่องที่อยากดูในโรงกันทันทีได้ ไม่ต่างจากเมื่อปี 2020!

 

            และหลังจากได้ไล่ตามดูหนังสายประกวดของเทศกาลเบอร์ลินประจำปีนี้ครบทั้ง 19 เรื่อง ก็ได้มาร่วมลุ้นผลรางวัลว่ามีเรื่องไหนตรงใจ เรื่องไหนเซอร์ไพรส์บ้างหรือไม่ ในค่ำคืนของวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งสำหรับผลการตัดสินจากคณะกรรมการที่ออกมาสำหรับส่วนการประกวดหลักก็มีเรื่องที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ กันเป็นลำดับดังต่อไปนี้

 

            รางวัลแรกที่ประกาศคือรางวัลด้านศิลปะภาพยนตร์ดีเด่น ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลไปได้แก่ Hélène Louvart ผู้ถ่ายภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Disco Boy กำกับโดย Giacomo Abbruzzese จากอิตาลี ที่ร่วมทุนสร้างและจ้างนักแสดงจากหลายเชื้อชาติมาร่วมเล่นจนแทบจะระบุสัญชาติไม่ถูก

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

Disco Boy_@Films Grand Huit

 

เนื้อหาของหนังก็มีความโลกาภิวัฒน์ตาลปัตรโยงใยไม่แพ้กัน เมื่อ Aleksei หนุ่มชาวเบลารุสกำลังหลบหนีคดี จับพลัดจับผลูได้สมัครเข้าเป็นกองกำลังทหารประจำต่างชาติของฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการได้สัญชาติ เข้าจึงต้องเข้าร่วมฝึกหนักเหมือนเพื่อนทหารคนอื่น ๆ

 

ก่อนจะมาเชื่อมโยงกับเรื่องราวของ Jomo หัวหน้ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่อต้านนายทุนน้ำมันที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ณ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนเจอร์ประเทศไนจีเรีย สะท้อนภาพการใช้สงครามและความรุนแรงในโลกร่วมสมัย ว่าคนชายขอบตัวเล็ก ๆ ในปัจจุบันรู้สึกกับมันอย่างไร

 

ซึ่งผู้กำกับก็เลือกใช้ทั้งสไตล์การกำกับภาพอันหวือหวาและดนตรี electronic จังหวะเต้นรำรุกเร้าเขย่าฟลอร์ดิสโกมาสร้างสีสันให้กับตัวหนังได้อย่างแปลกหูแปลกตา งานภาพเลยสวยงามน่าชมโดดเด่นกว่าเรื่องอื่น ๆ จนเห็นได้ชัดและดูจะเหมาะสมกับรางวัลนี้ไปพอสมควร

 

 

รางวัลต่อมาคือรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งก็ตกเป็นของหนังที่เรียกได้ว่า ‘ดูยาก’ มากที่สุดในบรรดาหนังสายประกวดปีนี้ นั่นคือหนังเยอรมันเรื่อง Music ของผู้กำกับหญิงที่มีลายเซ็นการเล่าอันแปลกแปร่งเฉพาะตัวอย่าง Angela Schanelec ซึ่งเธอเป็นผู้เขียนบทเอง  

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 Music_@faktura film_Schellac

 

จากเรื่องย่อ Music อ้างว่าเนื้อหาสร้างจากแรงบันดาลใจในอ่านบทละครกรีก Oedipus Rex ของ Sophocles แต่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับละครเรื่องนี้จริง ๆ กลับอยู่ในเฉพาะส่วนแรกของหนัง ในฉากที่เมื่อฝ่ายบิดาได้มาพบกับบุตรชายที่ห่างกายกันไปนานจนฝ่ายหลังโตเป็นผู้ใหญ่ พยายามจะเข้าไปทักทายบุตรชาย แต่กลับถูกบุตรชายเข้าใจว่าประสงค์ร้ายแล้วฆ่าตายเสียก่อน ณ ดินแดนกรีกช่วงยุค 1980s  

 

หากเรื่องราวจริง ๆ ของหนังเหมือนจะตั้งใจเล่าถึงกลุ่มหนุ่มสาวที่มีหัวใจรักในการดนตรีตามที่ชื่อเรื่องได้สื่อไว้ ทั้งดนตรีโบราณในยุค Baroque มาจนถึงเพลงร้องร่วมสมัย สนอกสนใจถึงขั้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่ำเรียน ณ ย่าน Potsdamer Platz สถานที่จัดงานหลักของเทศกาลภาพยนตร์เมืองเบอร์ลิน จนได้มาเจอเหตุการณ์อุบัติเหตุเลือดตกยางออกแบบเดียวกับที่เคยเจอที่กรีซมาก่อน 

 

 

หนังเรื่องนี้เหมือนจะเน้นเล่นเรื่องการซ้อนเส้นเรื่องหลากหลายตัวละครแบบเดียวกับการประพันธ์ดนตรีลักษณะ counterpoint ร้อยแนวประสานเสียงโดยนำหลาย ๆ ทำนองมาซ้อนเกี่ยวกันเป็นโครงคอร์ดที่นิยมกันในยุค Baroque เรื่องราวที่เหมือนจะสะเปะสะปะต่างทิศทางกัน จึงเชื่อมด้วยโครง harmony ที่ต้องถอยออกมามองเป็นภาพใหญ่ ดูให้จบทั้งเรื่องก่อนจึงจะพอเห็นส่วนเกี่ยวโยงกันได้

 

กลายเป็นงานที่อาจจะไม่เหมาะกับการดูชมเพียงรอบเดียวเหมือนการเสพงาน counterpoint อันซับซ้อนของยุค Baroque จนคว้ารางวัลบทยอดเยี่ยมประจำปีนี้ไปได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ!

 

 

มาที่รางวัลทางการแสดงซึ่งต้องขอบอกเลยว่าเทศกาล Berlin Film Festival เป็นเทศกาลยักษ์ใหญ่แห่งแรก ๆ ที่ตัดสินใจยกเลิกการแบ่งหมวดรางวัลเป็น ‘นักแสดงชาย’ และ ‘นักแสดงหญิง’ เพราะช่วงหลัง ๆ มีปรากฏการณ์นักแสดงทรานส์ หรือนักแสดงที่มารับบทตัวละครทรานส์ แสดงฝีมือทางการแสดงเอาไว้ในหนังสายประกวดอย่างมากมาย

 

แต่พอกรรมการจะให้รางวัลกลับไม่รู้ว่าจะจับลงหมวดไหน จะไปแข่งกับนักแสดงชาย ก็สู้บทแบบผู้ชายไปเลยไม่ได้ จะไปแข่งกับนักแสดงหญิง ก็สู้บทในแบบผู้หญิงไปเลยไม่ได้ สุดท้ายก็เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นการมอบรางวัล ‘การแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงในบทนำ’ และ ‘การแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงในบทสมทบ’ โดยไม่ต้องมาจำแนกแบ่งเพศใด ๆ ให้ต้องปวดหัวในยุคสมัยแห่งการเปิดความหลากหลายอย่างทุกวันนี้

 

โดยได้เริ่มธรรมเนียมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021  มาถึง ค.ศ. 2023 เทศกาลเบอร์ลินก็บรรลุพันธกิจอันดีงามในความเปลี่ยนแปลงอันนี้ เมื่อบทบาทของตัวละคร transgender สามารถคว้าทั้งสองรางวัลใหญ่ทางการแสดงไปในปีเดียวกัน นั่นคือ ‘รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมในบทนำ’ และ ‘การแสดงยอดเยี่ยมในบทสมทบ’

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

Sofia Otelo / Credit : Tobias SCHWARZ / AFP

 

เริ่มจาก ‘รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมในบทนำ’ ซึ่งตกเป็นของน้อง Sofía Otelo จากเรื่อง 20,000 Species of Bees ของผู้กำกับ Estibaliz Urresola Solaguren

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 Sofia Otero จาก 20,000 Species of Bees_@Gariza Films_Inicia Films

 

โดย Sofia Otelo รับบทเป็นสาวน้อย transgirl นาม Lucia ชาวบาสก์ จากสเปน ในวัยเพียง 8 ขวบปี ที่ต้องต่อสู้ให้ทุกคนยอมรับในความเป็น ‘เด็กผู้หญิง’ ชื่อ Lucia ของเธอ แม้ว่าร่างกายกำเนิดของเธอจะเป็นชาย และชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ เด็กชาย Aitor ที่เธอรังเกียจหนักหนา

 

แถมมารดาผู้เป็นศิลปินหัวใจเปิดกว้างก็พยายามจะยัดเยียดการเลี้ยงดูให้เธอเป็นเด็ก non-binary พร้อมตั้งชื่อเล่นที่แบ่งเพศอย่าง Coco ให้อย่างเสร็จสรรพ โดยไม่ยอมรับความจริงว่าแท้แล้วบุตรของเธอต้องการได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้หญิง’ ในขณะที่การเป็น non-binary มิใช่สิ่งที่เธอสนใจ

 

สร้างเนื้อหาเรื่องราวชวนว้าวุ่นหัวใจในขณะที่เธอเดินทางไปพักผ่อนช่วงฤดูร้อน ณ ฟาร์มเลี้ยงผึ้งท่ามกลางดินแดนชนบทของคุณป้า ซึ่งหนังก็เล่าได้สมจริงจนคนดูแทบไม่รู้เลยว่า เพศสภาพที่แท้จริงของน้อง Sofía Otelo เป็นอย่างไร เพราะเธอได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวละคร Lucia ไปแล้วจริง ๆ!

 

 

ส่วน ‘รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมในสมทบ’ ก็ได้แก่นักแสดงทรานส์ในชีวิตจริงชื่อ Thea Ehre ในบท Leni สาวทรานส์ที่เพิ่งจะพ้นโทษคดียาเสพติดจากคุกในบาหลี และได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับ Robert นายตำรวจสืบสวนสอบสวนหนุ่มที่ขอให้เธอเป็นนางนกต่อจับตัวคนร้ายในหนังเยอรมันเรื่อง Till the End of the Night กำกับโดย Christoph Hochhäusler

 

ซึ่งก็ผสมผสานความเป็นหนัง thriller อาชญากรรมดำมืดด้วยบรรยากาศแบบเควียร์ ๆ ผ่านตัวละครเกย์และทรานส์ ให้อรรถรสคล้ายคลึงกับงานแนวอาชญากรรมอมตะหลาย ๆ เรื่องของผู้กำกับเคียร์ในตำนานอย่าง Rainer Werner Fassbinder ได้เป็นอย่างดี

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 Thea Ehre จาก Till the End of the Night_@Reinhold Vorschneider_Heimatfilm

 

Thea Ehre ก็ฝากสีสันทางการแสดงในเรื่องนี้ไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ คนก็อาจจะสงสัยว่าเธอเองก็เป็นตัวละครเดินเรื่องรายใหญ่ เหตุไฉนจึงมาได้รับรางวัลเป็นนักแสดงสมทบ?!

 

 

แต่สำหรับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในการประกวดของปีนี้ ถือว่ามีความพลิกโผอยู่พอสมควร เนื่องจากผู้ชนะคือผู้กำกับ Philippe Garrel จากฝรั่งเศส ที่เล่าเรื่องราวน่ารัก ๆ เกี่ยวกับการตั้งคณะละครเชิดหุ่นของเจ้าของกิจการซึ่งเป็นบิดา

 

โดยมีหนึ่งบุตรและสองธิดาร่วมกับผู้ช่วยเป็นมือที่สี่ร่วมเป็นนักแสดง ตั้งเป็นธุรกิจมหรสพคาราวานขนาดเล็กในชื่อ Le grand chariot ในหนังเรื่อง The Plough ที่ออกจะมีเนื้อหาเรียบ ๆ ง่าย ๆ เล่าการต่อสู้หาเลี้ยงชีวิตของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ในฝรั่งเศสจนไม่ได้เห็นการกำกับที่โดดเด่นแพรวพราวอะไรนัก

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 The Plough_@Benjamin Baltimore_2022 Productions_Close Up Films_Arte France Cinema_RTS Radio Television Suisse_Tournon Films

 

แต่ Philippe Garrel ก็ดูจะจริงใจกับการเล่าเรื่องราวภายในครอบครัวของเขาเองนี้มาก โดยได้ชวนให้บุตรชายดาราดัง Louis Garrel และบุตรสาวตัวจริงเสียงจริง Esther Garrel และ Lena Garrel มาร่วมเล่นในหนังเรื่องนี้ จนงานแลดูมีกลิ่นอายของการเป็นหนังย้อนยุคกึ่งสารคดีที่เล่าเรื่องแต่งมาซ้อนทับกับประสบการณ์ชีวิตที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ

 

 

สำหรับรางวัล Jury Prize ซึ่งส่วนใหญ่จะถือเป็นรางวัลรองชนะเลิศอันดับสองของการประกวดหนังทั้งเรื่องในเทศกาล ผลที่ออกมามักจะเป็นหนัง ‘เสียงแตก’ ที่กรรมการบางส่วนอาจชอบเอามาก ๆ แต่กรรมการอีกส่วนอาจไม่ได้ปลาบปลื้มอะไรนัก สุดท้ายจึงเหมือนเป็นรางวัลปลอบใจว่ามันคืองานที่กรรมการส่วนหนึ่งประทับใจจนอยากจะแสดงความชื่นชมด้วยการยกให้สักรางวัล

 

ซึ่งในปีนี้เรื่องที่คู่ควรกับตำแหน่ง Jury Prize ของเทศกาลเบอร์ลินก็คือหนังทดลองจากโปรตุเกสของ João Canijo เรื่อง Bad Living ที่คงต้องจำชื่อกันดี ๆ เพราะปีนี้ผู้กำกับ João Canijo มีหนังประกวดในเทศกาลเบอร์ลินถึงสองเรื่องที่ตั้งใจสร้างส่องสะท้อนกัน

 

นั่นคือ Bad Living เรื่องนี้ และอีกเรื่องคือ Living Bad ในสาย Encounters ซึ่งก็เล่าเรื่องราวเหตุการณ์จากฉากหลังเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองของกล้องในการเล่าแต่ละเรื่อง! 

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 Bad Living_@Midas Filmes

 

Bad Living เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงแรมตากอากาศยุคโบราณในโปรตุเกสที่ดูแลโดย Piedade มารดาผู้มีปมความลับภายในใจ กับคุณยายที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และลูกจ้างหญิงรายอื่น ๆ โดยเมื่อ Salomé บุตรสาวที่เคยเลือกที่จะไปอาศัยอยู่กับบิดาหลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน ได้หวนกลับมายังโรงแรมแห่งนี้อีกครั้งหลังจากบิดาเสียชีวิตลง ปมปัญหาในอดีตจึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

 

ย้อนความหลังแห่งทายาทอสุรีที่จะมาอธิบายว่าตระกูลฝ่ายหญิงของบ้านหลังใหญ่นี้ ใยจึงเหมือนมีสายเลือดมารดาอาถรรพ์ที่จะทำให้พวกเธอไม่มีวันได้พบความสุขกับการเป็น ‘เมีย’ และ ‘แม่’ เอาเลย

 

 

หนังเรื่องนี้โดดเด่นที่การสร้างบรรยากาศสะท้อนความเก่าแก่แบบลายครามที่ยังคงดำเนินกิจการได้ของโรงแรมแห่งนี้ผ่านการเล่นล้อกับโครงสร้างสถาปัตยกรรม ปรับมุมกล้องสร้างมุมมองในองศาที่แปลกตา ใช้กระจกและเงาสะท้อนย้อนแสงแบ่งซีกข้างตัวละครกันไปมา ผสานเสียงกระซิบกระซาบทะลุผนังห้องจนฟังไม่รู้ภาษา

 

ส่วนดาราต่างก็พร้อมใจกันเล่นล้นเล่นใหญ่ในแบบฉบับของละครหลังข่าว แต่ทำไมมันกลับชวนให้ต้องปวดร้าวไปทุกความรู้สึกของตัวละครอย่างน่าประหลาด ดูแล้วชวนให้คิดว่าผู้กำกับควรจะกวาดรางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมไปครองได้มากกว่า Philippe Garrel  แต่การที่หนังที่มีสไตล์สุดโต่งจนทั้งกรรมการและผู้ชมอาจจะเสียงแตกกันขนาดนี้ การได้รับรางวัล Jury Prize ก็น่าจะเป็นอะไรที่น่ายินดีอยู่เหมือนกัน หากมันจะเป็นงานที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็คงจะยากจะแสนยากในการคว้ารางวัลใหญ่

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

 Credit : John MACDOUGALL / AFP

 

สำหรับรางวัลรองชนะเลิศ ซึ่งก็คือรางวัลหมีเงิน Grand Jury Prize ก็ได้แก่หนังเยอรมันเรื่อง Afire ของ Christian Petzold ที่เนื้อหาก็อาจจะดูร่วมสมัยและประนีประนอมขึ้นมาหน่อยในระดับที่ผู้ชมหมู่มากน่าจะร่วม enjoy ได้ เป็นหนังตลกปัญญาชนคนโรแมนติกในแบบที่ไม่ค่อยจะเห็นเท่าไรนักในวงการหนังเยอรมันร่วมสมัย

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023 Afire_@Christian Schulz_Schramm Film

 

เล่าเรื่องราวของสองหนุ่มคู่ซี้ Leon กับ Felix ที่ชวนกันเดินทางไปพักผ่อนตากอากาศเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงาน โดยหนุ่ม Leon เป็นนักเขียนที่กำลังหาทางปั่นนวนิยายเล่มใหม่ในช่วงที่ความคิดสร้างสรรค์ตีบตัน ส่วน Felix เพื่อนหนุ่มเชื้อสายแขกของเขาก็ยังต้องรวบรวมผลงานศิลปะเพื่อวางแผนอนาคตของตนต่อ

 

แต่บรรยากาศอันร่มรื่นของบ้านพักหลังนี้จะทำให้พวกเขามีสมาธิต่อการงานได้จริงหรือ? เมื่อปรากฏว่า Nadja แม่ค้าขายไอศกรีมรับจ้างสาวสวยได้มาพำนักอยู่ ณ บ้านหลังนั้นด้วย โดยเธอมักจะแอบจู๋จี๋กับ Devid นายช่างหนุ่มรูปร่างและมัดกล้ามมัดใจที่อาศัยอยู่ละแวกข้างเคียง ซึ่งต่อมาความสัมพันธ์สวาทเริ่มจะย้ายเบี่ยงขยับขยายเมื่อแต่ละฝ่ายต่างมีเสรีในความสัมพันธ์ ยกเว้นก็แต่เพียงฝ่าย Leon เท่านั้นที่ยังอยากจะจดจ้องกับงานไม่ได้ปรารถนาที่จะหาความสำราญเหมือนชายหญิงคู่อื่น ๆ!

 

 

มุกตลกของหนังเรื่องนี้จึงดูจะมีความร่วมสมัยที่สะท้อนถึงทั้งรสนิยมทางเพศที่เลื่อนไหล ปมการไขว่คว้าหาความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงการใส่สัญลักษณ์สำคัญของ ‘ไฟป่า’ บริเวณเคียงใกล้ที่ก่อให้เกิดเป็นม่านหมอกควันและสาดรังสีให้ท้องนภากลายเป็นสีแดงฉานตามชื่อหนังเยอรมัน Roter Himmel ที่สื่อความว่า ‘นภาสีเพลิง’! ได้อย่างชาญฉลาด

 

รางวัลใหญ่ที่สุดของเทศกาลฯ นั่นก็คือรางวัลหมีทองคำ หรือ Golden Bear ประจำปีนี้ ก็ตกเป็นของหนังสารคดีเล็ก ๆ เรื่องเดียวในสายประกวดนั่นก็คือเรื่อง On the Adamant ของผู้กำกับฝรั่งเศส Nicolas Philibert ที่ทำเอาทั้งงานประกาศรางวัลเงียบกริบ เพราะถือเป็นหนังม้ามืดที่จู่ ๆ ก็กระโจนมาคว้ารางวัลใหญ่ โดยไม่เคยมีใครกะเก็งเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเลย

 

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

Nicolas Philibert กับรางวัลหมีทองคำ  / Credit : Tobias SCHWARZ / AFP

เจาะลึกผลรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festival 2023

On the Adamant_@TS Production_Longride

 

On the Adamant เป็นสารคดีความยาว 109 นาที ที่ตลอดทั้งเรื่อง นำเสนอเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นภายในและบริเวณรอบนอกอีกเล็กน้อยของอาคารไม้ลอยน้ำ L’Adamant ซึ่งเป็นศูนย์บำบัดผู้ป่วยทางจิตที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ บริเวณย่าน Port de la Rapée ของแม่น้ำเซน กรุงปารีส

 

ความพิเศษของศูนย์บำบัดแห่งนี้ก็คือ ถ้าได้เข้าไปเยือนจะแทบไม่ได้เห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือบุคลากรที่สวมชุดเครื่องแบบสาธารณสุขใด ๆ เลย เพราะ L’Adamant มีปรัชญาในการรักษาเยียวยาผู้ป่วยทางจิตด้วยกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ นานา เหมือนเป็นคลับเป็นชมรมสำหรับกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือน ๆ กัน

 

ไม่ว่าจะเป็นการตั้งวงดนตรีร่วมกันบรรเลง การสร้างสรรค์งานศิลปะ การจัดเทศกาลภาพยนตร์ย่อม ๆ ชมหนังอมตะคลาสสิกหลาย ๆ เรื่องแล้วอภิปรายกัน ซึ่งเมื่อได้เห็นผู้ป่วยเหล่านี้มีความสุขกับทุก ๆ กิจกรรมที่พวกเขาทำ ด้วยผลงานที่สร้างสรรค์ได้อย่างมหัศจรรย์จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นผลผลิตที่ได้จากผู้ป่วยทางจิต

 

 

ผู้ชมก็คงอดนึกชื่นชมไม่ได้ว่าทั้งรัฐบาลฝรั่งเศส และสถาบัน L’Adamant แห่งนี้มีความเป็นมนุษยธรรมต่อผู้ป่วยของพวกเขาด้วยความเคารพกันมากมายขนาดไหน ทำให้อาคารลอยน้ำหลังเล็ก ๆ พื้นที่เพียงไม่กี่ตารางวาเป็นดั่งเรือนสุขาวดีที่อยากจะแวะไปเยี่ยมเยือนพบปะและพูดคุยร่วมกิจกรรมกับพวกเขาในทุก ๆ วัน

 

            เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้ว หนังเล็ก ๆ ที่เหมือนจะไม่ได้ใช้เทคนิคหรือวิธีการเล่าเชิงภาพยนตร์สารคดีที่แพรวพราวอะไรเรื่องนี้ จึงมิใช่ผลงานที่ใคร ๆ จะมองข้ามได้ง่าย ๆ เพราะมันเป็นหนังที่ดูจบแล้วคงไม่มีใครอดอมยิ้มเอ็นดูเหล่าผู้ป่วยที่มีความสุขที่สุดในโลกบนเรือนแพ L’Adamant แห่งนี้ไปได้

 

และถ้ามันเป็นหนังที่กรรมการทุกคนเลือกลงคะแนนไว้ในใจกันทุกคน ผลรวมที่ออกมาจึงทำให้ On the Adamant กลายเป็นอันดับหนึ่งเอาชนะหนังประกวดเรื่องอื่น ๆ ของเทศกาลไปได้ในที่สุด!

 

คณะกรรมการตัดสินรางวัลสายประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ประจำปี 2023 นี้ประกอบด้วย Golshifteh Farahani, Valeska Grisebach, Radu Jude, Francine Maisler, Carla Simon, Johnnie To โดยมีนักแสดงสาว Kristen Stewart ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน