ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนีในเขตฟรีเซียเหนือ มีเครื่องดื่มกาแฟค็อกเทลท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมาก ชื่อว่า 'ฟารีเซียร์ คัฟเฟ่' (Pharisäer Kaffee) เมนูนี้เปี่ยมไปด้วยตำนานลับที่สนุกสนานและประเพณีการดื่มที่น่าสนใจยิ่ง แล้วประวัติต้นกำเนิดสืบสาวข้อมูลย้อนหลัง กลับไปได้ไกลถึงศตวรรษที่ 19 ทีเดียว
ฟารีเซียร์ คัฟเฟ่ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มกาแฟ แต่เป็นกาแฟที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ 'เฉพาะถิ่น' ของเขตฟรีเซียเหนือ จัดเป็นกาแฟผสมเหล้ารุ่นแรก ๆ ของยุโรปเลยก็ว่าได้ เหมาะจิบมาก ๆ ในวันที่อากาศหนาวเย็น
รูปโฉมของ 'กาแฟฟารีเซียร์' จากอดีตจนถึงปัจจุบัน แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย เสิร์ฟในแก้วเซรามิคทรงสูงสีบลูแอนด์ไวท์ ที่ตกแต่งด้วยลวดลายพื้นเมืองเยอรมัน ด้านบนแก้ว ท็อปปิ้งด้วยวิปครีมหนานุ่มแบบจัดเต็ม ส่วนภายในแก้ว มีกาแฟดำ(ร้อน) กับเหล้ารัมที่ส่วนใหญ่นิยมใช้ดาร์กรัม
ส่วนผสมดั้งเดิมประกอบด้วย กาแฟดำจากเมล็ดกาแฟคั่วค่อนข้างเข้ม ผสมกับดาร์กรัม เติมน้ำตาลทรายก้อน ก่อนโปะหน้าด้วยวิปครีมหนานุ่ม ยุคโน้นใช้กาแฟฟิลเตอร์ที่มีผ้าเป็นถุงกรอง แต่ยุคนี้เปลี่ยนมาใช้กาแฟดริปและอเมริกาโน่ มีโรยผงโกโก้บนวิปครีมด้วย ส่วนน้ำตาลทรายถูกยกเลิกไป ตามสมัยนิยมที่คนกินหวานน้อยลง
ฟารีเซียร์ คัฟเฟ่ กาแฟผสมเหล้ารัมท็อปปิ้งวิปครีม เป็นเครื่องดื่มระดับตำนานประจำภูมิภาคฟรีเซียเหนือ ของเยอรมนี (ภาพ : Charlie Waradee)
เมนูนี้เคยเป็นประเด็นถึงขั้น 'ขึ้นศาล' ในปี ค.ศ. 1981 ชนวนเหตุเกิดขึ้นหลังมีลูกค้าคนหนึ่งไปสั่งกาแฟฟารีเซียร์ในร้านอาหารเมืองเฟลนส์บวร์ก แล้วพบว่ารสชาติจืดชืดมาก เพราะร้านใส่เหล้ารัมลงไป 20 มล. ลูกค้าจึงปฏิเสธที่จะจ่ายเงินค่ากาแฟจำนวน 7 มาร์ก จนถูกเจ้าของร้านฟ้องร้องเป็นคดีความขึ้นมา
สุดท้ายเคสนี้ ผู้พิพากษาประจำเมืองตัดสินว่า กาแฟที่จะใช้ชื่อว่า 'ฟารีเซียร์' ได้นั้น ต้องมีส่วนผสมของ 'เหล้ารัมอย่างน้อย 40 มล.' หากใส่น้อยกว่านั้นจะถือว่าเป็นการเอาเปรียบและหลอกลวงผู้บริโภค เพื่อคงความเป็นเอกลักษณ์ของเมนูต้นตำรับเอาไว้ต่อไป
ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวในย่านฟรีเซียเหนือ ลองสั่งเมนูท้องถิ่นนี้มาดื่ม ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร, ร้านเบเกอรี่, ค็อกเทลบาร์ หรือรีสอร์ทที่พัก จะเห็นหน้าค่าตากาแฟฟารีเซียร์ในแบบต้นตำรับแทบเหมือนกันหมด เพียงแต่การตกแต่งวิปครีมด้านบนแก้ว แตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น
การท่องเที่ยวเขตฟรีเซียเหนือ โปรโมทกาแฟฟารีเซียร์ พร้อมๆกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ เช่น เดินดูนก และปั่นจักรยานชมวิว (ภาพ : instagram.com/nordstrand.nordsee)
เช่นเดียวกัน 'ประเพณีการดื่ม' ที่อดีตเป็นเช่นไรปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อดีตเคยมีกติกา/มีกิมมิกอย่างไร ปัจจุบันนักท่องเที่ยวและผู้คนท้องถิ่นก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์ตรงนี้เอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
นี่คือ...เสน่ห์ความคลาสสิกไร้กาลเวลาของฟารีเซียร์ คัฟเฟ่
จุดกำเนิดของเมนูนี้เกิดขึ้นในปีค.ศ. 1872 ณ เกาะนอร์ดชตรันท์ เกาะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเขตฟรีเซียเหนือ
มีเรื่องเล่าว่าในสมัยนั้นมีบาทหลวงชื่อ กุสตาฟ บอยเออร์ ท่านเป็นคนเคร่งครัดในศาสนาและต่อต้านการดื่มสุรา วันหนึ่งในพิธีรับศีลล้างบาปที่บ้านของชาวไร่ชื่อโยฮันเซน ชาวบ้านอยากดื่ม 'เหล้ารัม' เพื่อคลายหนาว แต่ไม่กล้าดื่มต่อหน้าบาทหลวง
เพื่อไม่ให้บาทหลวงได้กลิ่นเหล้า เจ้าภาพงานจึงใช้วิปครีมมาเป็น 'กลยุทธ์บังตา' แอบผสมเหล้ารัมลงในกาแฟร้อนเข้มข้น แล้วโปะหน้าด้วยวิปครีมหนา ๆ เพื่อปิดกั้นไม่ให้กลิ่นเหล้าระเหยออกมา แล้วแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่มาร่วมงาน ขณะที่บาทหลวงได้จิบเฉพาะกาแฟธรรมดาที่มีแค่วิปครีม
กาแฟฟารีเซียร์แบบดั้งเดิม กับขนมเค้กพื้นถิ่น ของร้านฟารีเซียร์โฮฟ (ภาพ : facebook.com/Pharisäerhof)
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชาวบ้านในงานเริ่มสนุกสนานและเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนบาทหลวงเริ่มเอ๊ะใจ ในที่สุดก็ขอลองดื่มกาแฟจากแก้วของชาวบ้านรายหนึ่ง (บางตำนานว่ามีคนส่งผิดแก้ว) จึงพบว่ามีความลับ 'ซ่อน' อยู่ใต้วิปครีมนั้น
ทันทีที่น้ำกาแฟร้อน ๆ ที่ชุ่มไปด้วยดาร์กรัมรสเข้มข้นไหลผ่านชั้นครีมเข้าสู่ปาก บาทหลวงบอยเออร์ก็รู้ทันทีว่าถูกหลอกเข้าเสียแล้ว ด้วยความโมโห บาทหลวงจึงตะโกนออกมาว่า "โอ้... เจ้าพวกฟารีซี!"
คำว่า ฟารีซี (Pharisees) ที่บาทหลวงใช้เปรียบเปรย มีความหมายในทำนอง 'คนที่มือถือสากปากถือศีล' หรือ 'คนต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง' เพื่อประชดประชันชาวบ้านที่ต่อหน้าทำเป็นเคร่งศาสนา แต่ลับหลังกลับแอบผสมเหล้าดื่มกันอย่างสนุกสนาน
ทว่าชาวบ้านกลับ 'ชอบใจ' ในชื่อเรียกนี้เป็นอย่างมาก
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมนูกาแฟดำผสมดาร์กรัมท็อปปิ้งวิปครีมหนา ๆ จึงถูกเรียกขานว่า 'ฟารีเซียร์ คัฟเฟ่' เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพิธีรับศีลล้างบาปของชาวเกาะนอร์ดชตรันท์ในวันนั้น
ร้านฟารีเซียร์โฮฟ เปิดให้บริการเป็นร้านกาแฟควบร้านอาหาร และรีสอร์ทขนาดเล็ก มีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ (ภาพ : facebook.com/Pharisäerhof)
ตำนานบทนี้กลายมาเป็น 'จุดขาย' ที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันพูดถึงแบบอมยิ้มทุกครั้ง ยามที่ได้สั่งเมนูกาแฟค็อกเทลนี้มาดื่ม และจะยิ่งได้อรรถรสและบรรยากาศมากขึ้น หากไปร้าน 'ฟารีเซียร์โฮฟ' (Pharisäerhof) อันเป็นสถานที่เกิดเหตุจริงในตำนาน
จุดตั้งร้านฟารีเซียร์โฮฟในปัจจุบัน เคยเป็นบ้านไร่ของครอบครัวผู้จัดงานรับศีลล้างบาปอันโด่งดังมาก่อน ต่อมาได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับประเทศ เป็น 'บ้านทุ่งสไตล์ฟรีเซียน' แท้ ๆ เปิดให้บริการเป็นร้านกาแฟควบร้านอาหาร และรีสอร์ทขนาดเล็ก เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
ในเว็บไซต์ของฟารีเซียร์โฮฟ ระบุว่า "คุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องดื่มคลาสสิกชื่อดังแสนอร่อยอย่างฟาริเซียร์ ที่ทำจากกาแฟร้อน, เหล้ารัม และครีม มีต้นกำเนิดที่นี่ ที่ฟารีเซียร์โฮฟ"
หากต้องการสัมผัสวัฒนธรรมกาแฟและเค้กยามบ่ายแบบเยอรมันแท้ ๆ ยังมีอีกหลายร้านที่เสิร์ฟฟารีเซียร์ คัฟเฟ่ คู่กับเค้กพื้นเมือง เช่น ร้านอุเซส ฟารีเซียร์ ชตูฟ (Uhse's Pharisäer Stuuv), ไอส์คาเฟ่ นอร์เดอร์ไน (Eiscafe Norderney), ฮาเฟนคัฟฟี่ (HafenKaffee) และคาเฟ่ เบเกอรี่ ชูลท์ (Café Bakery Schult)
ในวัฒนธรรมอาหารของเยอรมัน กาแฟมักจับคู่กับขนมเค้กยามบ่าย ในภาพเป็นชุดฟารีเซียร์ คัฟเฟ่ ของร้านอุเซส ฟารีเซียร์ ชตูฟ (ภาพ : facebook.com/Uhse's Pharisäer Stuuv)
แถบ 'ฟรีเซียเหนือ' ของเยอรมนี เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ติดชายฝั่งทะเล มีวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่โดดเด่น เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบความสงบ อากาศบริสุทธิ์ และกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะการเดินดูนก และปั่นจักรยานกินลมชมวิวรอบเกาะ
แล้วการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่นี้ก็ไม่ลังเลที่จะ 'โปรโมท' ให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเปิดประสบการณ์ทางวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น ด้วยการชิมฟารีเซียร์ เครื่องดื่มกาแฟประจำภูมิภาค เป็นความสุขสไตล์ฟรีเซียนที่ทุกคนมาสัมผัสได้ด้วยตัวเอง
อย่างที่เกริ่นไว้ เมนูนี้มีตำนานลับและประเพณีการดื่ม ชนิดที่หากมีใครแหก 'กฎเหล็ก' จะโดนลงโทษ ฐานทำลายความตั้งใจเดิมของบรรพบุรุษที่แอบดื่มกาแฟผสมเหล้ารัมโปะวิปครีมโดยหวังหลบรอดสายตาของบาทหลวง
ตามธรรมเนียมการดื่มฟารีเซียร์ มีกฎกติกาว่า ห้ามใช้ช้อนคนส่วมผสมให้เข้ากัน แต่ให้จิบกาแฟร้อนผสมเหล้ารัมผ่านชั้นวิปครีมเย็น ๆ ใครเผลอใช้ช้อนคน จะต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงกาแฟคนทั้งโต๊ะทันที ประมาณว่า 'จ่ายรอบวง' นั่นแหละ
ตามธรรมเนียมการดื่มฟารีเซียร์ ให้จิบกาแฟร้อนผสมเหล้ารัมผ่านชั้นวิปครีม ใครเผลอใช้ช้อนคน จะถูกลงโทษให้เป็นเจ้ามือเลี้ยงกาแฟทั้งโต๊ะ (ภาพ : Charlie Waradee)
ในการโปรโมทกาแฟฟารีเซียร์ หน่วยงานด้านการเที่ยวของเขตฟรีเซียเหนือ มีการจัดกิจกรรม "ห้ามใช้ช้อนคนเด็ดขาด' จนกลายเป็นกิมมิกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมาท้าทายกัน หากใครทำผิดกฎต้องเลี้ยงเพื่อนทั้งโต๊ะ สร้างเสียงหัวเราะและประสบการณ์ที่น่าจดจำในกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยว
การเปลี่ยนเมนูกาแฟพื้นเมืองแก้วหนึ่ง ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการดื่มด่ำความสุขสไตล์ฟรีเซียน จึงสะท้อนถึงแก่นแท้ของ 'การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร' (Gastronomy Tourism) นำไปสู่ภาพจำทางสายตาอันทรงพลังยิ่งนักในยุคดิจิทัล
เมื่อนักท่องเที่ยวโพสต์ภาพกาแฟฟารีเซียร์พร้อมวิปครีมพูน ๆ ในแก้วเซรามิคบลูแอนด์ไวท์ ลงโซเชียลมีเดียคราใด ก็มีความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นคำประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า
"นี่พวกเธอ...ฉันมาถึงฟรีเซียเหนือแล้วนะจ๊ะ"
......................................
เขียนโดย : ชาลี วาระดี

