วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม

วัง ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงสถานที่แห่งอำนาจและประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นแหล่งกำเนิด สำรับอาหาร ที่สะท้อนความละเอียดอ่อนและศิลปะการครัวชาววัง

หนึ่งใน ‘วัง’ ที่มีชื่อเสียงด้านอาหารคือ วังบางขุนพรหม วังที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุลบริพัตร) พระราชโอรสลำดับที่ 33 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม (ประทับนั่งพระเก้าอี้ จากซ้าย) สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต, สมเด็จฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร, สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรีฯ ทรงอุ้มพระองค์เจ้าปรียชาติสุขุมพันธุ์ 

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม วงดนตรีวังบางขุนพรหม (รุ่นใหญ่) พ.ศ.2458 ระนาดเอก นายทรัพย์ เซ็นพานิช, ระนาดทุ้ม นายฉัตร สุนทรวาทิน, ฆ้องวงใหญ่ นายล่อ สุนทรวาทิน, ตะโพน นายแมว พาทยโกศล
 

สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ท่านเจ้าของวังบางขุนพรหม ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้าน ‘ดนตรี’ ทั้งไทยและสากล ทรงโปรดการเลี้ยงกล้วยไม้จนสามารถผสมพันธุ์ใหม่ได้ด้วยพระองค์เอง ทรงนิพนธ์ตำราเล่นกล้วยไม้เล่มแรกของประเทศไทย และทรงได้รับการยกย่องให้เป็น ‘พระบิดาแห่งวงการกล้วยไม้ในประเทศไทย’

ขณะที่ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ทรงปลีกพระองค์เสด็จออกจากพระบรมมหาราชวังมาประทับที่บ้านของลูกชาย คือ ‘วังบางขุนพรหม’ พร้อมพระราชธิดาลำดับที่ 19 ของพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (สมเด็จพระพี่นางฯ ในสมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต)

ทั้งสองพระองค์ต่างได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้านายฝ่ายในที่มีพระปรีชาสามารถด้านงานศิลปหัตถกรรมทั้งการทำอาหารคาวหวาน งานประดิษฐ์ดอกไม้สด ฯลฯ ทำให้วังบางขุนพรหมมีชื่อเลื่องลือด้านสำรับการครัว

เปิดอาคาร ‘ห้องเครื่อง’ วังบางขุนพรหม

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ได้โปรดให้ พระสถิตย์นิมานการ เป็นผู้ออกแบบและสร้าง ‘ห้องเครื่อง’ หรือ ‘ครัว’ ขึ้นพร้อมกับการสร้างตำหนักหอ ทั้งนี้เพราะทรงพิถีพิถันในเรื่องความเป็นอยู่ของพระราชโอรสมาก

ตัวอาคาร ‘ห้องเครื่อง’ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของตำหนักหอ ริมคูน้ำทางด้านทิศเหนือ แปงเป็น ห้องเครื่องฝรั่ง และ ห้องเครื่องไทย มีทางเดินหลังคาคลุมไปถึงตำหนักหอเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ที่จะต้องเดินและเพื่อให้เครื่องเสวยที่จะนำขึ้นถวายบนตำหนักไม่เปียกหากเกิดฝนตก

  เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม วังบางขุนพรหม สร้างเสร็จและมีพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2449

‘ห้องเครื่อง’ เป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนถึงรสนิยมและชีวิตของผู้คนภายในวังบางขุนพรหมได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการจัดเลี้ยงและการรับรองแขกเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

‘ห้องเครื่องฝรั่ง’ ของวังบางขุนพรหม มีชื่อเสียงมากในเรื่องการปรุงอาหารฝรั่งโดยกุ๊กไทยประจำวัง โดยเมื่อครั้ง รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ เสวยพระกระยาหาร ณ วังบางขุนพรหม ทรงพอพระราชหฤทัยในรสชาติพระกระยาหารฝรั่งเป็นอย่างมาก

ในการจัดประทานเลี้ยงหลายครั้ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเลือกอาหารฝรั่งจากตำรา แล้วทรงปรึกษากับกุ๊กในการเตรียมอาหารจัดเลี้ยง

รวมถึงเมื่อขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ยังโปรดให้จ่าพลาธิการมาศึกษาการปรุงอาหารแบบตะวันตกจากห้องเครื่องวังบางขุนพรหม เพื่อนำไปปฏิบัติสำหรับงานจัดเลี้ยงของกองทัพเรือ

คำบอกเล่าจากอดีตข้าหลวงในวังกล่าวถึงการมี พ่อครัวชาวจีนหรือชาวต่างชาติ ทำหน้าที่ปรุงอาหารแบบตะวันตก ซึ่งในเอกสารบางแห่งเรียกกันว่า “เจ๊กเย็น” ทำหน้าที่ปรุงอาหารฝรั่งสำหรับถวายเจ้านายและใช้ในงานเลี้ยงรับรอง

‘ห้องเครื่องไทย’ เป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนขนบการบริโภคแบบราชสำนักของ ‘วังบางขุนพรหม’ ตั้งอยู่แยกออกจากตัวตำหนักหลัก บริเวณท้ายวังใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อความสะดวกในการจัดหาน้ำและวัตถุดิบ รวมถึงลดกลิ่นควันจากการประกอบอาหาร

การปรุงอาหารในห้องเครื่องไทยเป็นระบบขนาดใหญ่ มีข้าหลวงและเจ้าหน้าที่จำนวนมากทำงานร่วมกัน แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เช่น ผู้หุงข้าว ผู้ตำน้ำพริก ผู้ย่างปลา และผู้จัดสำรับ

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม จานตราประจำพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต จานกระเบื้องเคลือบสีขาวทรงกลม ขอบหยัก ขอบจานเคลือบสีเขียว มีลวดลายดอกไม้สีขาวกระจายอยู่ตามขอบโดยรอบ เขียนลายเส้นสีทองที่ริมขอบจาน

บันทึกและคำบอกเล่าของผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ใน ‘วังบางขุนพรหม’ ระบุว่า มีการหุงข้าวครั้งละหลายกระทะ และจัดเตรียมอาหารสำหรับคนจำนวนมากภายในวังทุกวัน แสดงให้เห็นว่า ‘ห้องเครื่องไทย’ ไม่เพียงรองรับเจ้านายเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางอาหารของผู้คน

วังบางขุนพรหม ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในสี่วังต้นตำรับอาหารชาววัง” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญและมาตรฐานของห้องเครื่องไทยในด้านรสชาติ ความประณีต และแบบแผนการจัดสำรับอาหาร

 

จาก ‘ห้องเครื่อง’ สู่ตำรับอาหารวังบางขุนพรหม

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม ผัดส้มเสี้ยวหมูหรือไก่

ผัดส้มเสี้ยวหมูหรือไก่ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรีฯ ทรงได้ตำรับอาหารนี้เมื่อเสด็จฯ ทางเรือ ไปจอดที่หน้าวัดส้มเสี้ยว ทรงได้กลิ่นหอมของผัดซึ่งคนจีนกำลังผัดอยู่ จึงได้รับสั่งถามถึงเครื่องปรุงและกลับมาทรงลองปรุง โดยให้ชื่อว่า ‘ผัดส้มเสี้ยว’ ตามชื่อวัด

เครื่องปรุง : หมูหรือไก่ ½ กิโลกรัม มะเขือเจ้าพระยา 5 ลูก น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา พริกเขียว-แดงหั่น 5 เม็ด กระเทียม 3 กลีบ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ใบโหระพา 1 ก้าน ผงเครื่องเทศที่คั่วแล้ว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ หอมแดง 5 หัว น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง : หั่นหมูหรือไก่เป็นชิ้นเล็กๆ หอม-กระเทียมตำหยาบๆ ตั้งกระทะใส่หอม กระเทียม ผงเครื่องเทศ ผัดไฟอ่อนๆ ให้หอม แล้วนำหมูหรือไก่ลงผัดจนสุก ใส่น้ำส้มสายชู น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ มะเขือผ่าเล็กๆ พริก ใบโหระพา จัดใส่จานได้

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม เครื่องเคียงข้าวแช่วังบางขุนพรหม

ข้าวแช่วังบางขุนพรหม (รับประทาน 10 คน) รับประทานกับพริกหยวกทอด ปลาเค็ม หัวหอมยัดไส้ และ ลูกกะปิ เรียก ‘กะปิข้าวแช่’ ปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ พอคำ ทำเสวยทุกฤดูร้อน

เครื่องปรุงกะปิข้าวแช่ : ข่า 5 แว่น กะทิ 1 กิโลกรัม หอมแดง ½ กิโลกรัม กระเทียม 2 ขีด ตะไคร้ 4 ต้น รากผักชี 5 ราก กะปิ 3 ช้อนโต๊ะ กระชาย 1 กิโลกรัม ปลาดุก 1 กิโลกรัม น้ำตาลปี๊บ ½ กิโลกรัม น้ำปลา

วิธีปรุง : ปลาดุกจะย่างหรือนึ่งก็ได้ แกะเอาแต่เนื้อ, ตะไคร้ รากผักชี ข่า กระชาย หั่นเป็นแว่นๆ โขลกรวมกับหอมแดงกระเทียมให้ละเอียด ผสมกะปิในกะทิ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงผัดในกระทะ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ผัดจนแห้งและเหนียว ยกลงจากเตา พออุ่นๆ นำมาปั้นเป็นลูกกลมขนาดพอคำ นำไปชุบไข่ทอดอีกที

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม สเต๊กน้ำเขละ

สเต๊กน้ำเขละ (เนื้อบด ไก่ หรือหมูก็ได้) เครื่องปรุง : เนื้อ ½ กิโลกรัม หัวหอมใหญ่ 2 หัว เนย 2 ช้อนโต๊ะ ซอสมะเขือเทศสดหรือกระป๋อง ถั่วลันเตากระป๋องหรือห่อ เกลือแลพริกไทย

วิธีปรุง : นำเนื้อบดมาปั้นเป็นก้อนแบนๆ แล้วทอดกับเนย (พักไว้), หั่นหัวหอมใหญ่เป็นเส้นๆ ตั้งกระทะใส่เนย ผัดให้หอม ใส่ถั่วลันเตา ซอสมะเขือเทศสด ปรุงรสด้วยเกลือ-พริกไทย นำเนื้อบดที่ทอดแล้วใส่จาน ราดด้วยน้ำซอสที่ผัดได้

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม ยำตะลิงปิง

ยำตะลิงปิง เครื่องปรุง : กุ้งต้ม หมูสามชั้นต้ม ไข่ต้มสุกบิหยาบๆ ตะลิงปิงหั่นตามขวางชิ้นเล็กๆ พริกแห้งทอดกรอบ หักชิ้นเล็กๆ หัวกะทิเคี่ยวให้ข้น น้ำปลาดี น้ำตาล

วิธีปรุง : นำตะลิงปิงคลุกกับหมูต้ม กุ้งต้ม หัวกะทิ น้ำปลา น้ำตาล ชิมรสตามชอบแล้วนำพริกทอดและไข่ต้มโรยหน้า

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม บุงัด

ขนมโบราณที่ปรากฏในตำราอาหารวังบางขุนพรหม บุงัด  เครื่องปรุง : กล้วยน้ำว้า 10 ผล เผือก 3 ขีด มันเทศ 3 ขีด ถั่วดำต้มแล้ว ½ กิโลกรัม น้ำกะทิ 7 ขีด เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง : ต้มกล้วยน้ำว้าให้สุก หั่นเล็กๆ เช่นเดียวกับเผือกและมันเทศ น้ำกะทิตั้งเตาให้เดือด ใส่ถั่วดำ มันเทศ เผือก กล้วย พอเดือดประมาณ 15 นาที หมั่นคนอย่าให้เป็นลูก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลทราย ชิมดูพอหวาน เค็ม รับประทานได้

 

งาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม

วังบางขุนพรหม ตั้งอยู่ที่ปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ตัดกับถนนสามเสน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ มีสถาปัตยกรรมอาคารที่สวยงามโดดเด่นด้วยลวดลายปูนปั้นที่ผสมผสานระหว่างศิลปะเรอเนซองซ์ (Renaissance) และศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากยุคบาโรก (Baroque) และโรโกโก (Rococo)

ออกแบบโดย คาร์ล ซันเดรสกี (Carl Sundreczki) สถาปนิกชาวเยอรมัน เริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ.2444 มาแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2449 โดยสถาปนิกชาวอิตาลี มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) และมีพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมในปีนั้นเอง

ปัจจุบัน ‘วังบางขุนพรหม’ เป็นส่วนหนึ่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการบูรณะปรับปรุงอาคารให้คงสภาพสวยงามแข็งแรง ด้วยหลักกรรมวิธีการอนุรักษ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมาโดยตลอด

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม นิทรรศการหมุนเวียน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม

เนื่องในโอกาส 120 ปีของการขึ้นพระตำหนักใหม่ของวังบางขุนพรหม ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำ นิทรรศการหมุนเวียน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม เพื่อบอกเล่าเรื่องราวศาสตร์และศิลป์ ชีวิตในวังที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้านายวังบางขุนพรหม

ซึ่งสะท้อนรสนิยมอันผสมผสานความเป็นไทยและตะวันตก ความประณีตพิถีพิถัน และความรื่นรมย์ ผ่านอาหาร ดนตรี ศิลปะ และวิถีชาววัง

ได้รับการสนับสนุนข้อมูล รูปภาพ การจัดกิจกรรม การเตรียมงานต่าง ๆ รวมทั้งเข้าร่วมจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ บ้านซอยชิดลม ฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร และฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารอาคาร เพื่อให้นิทรรศการนี้มีความสมบูรณ์

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม เหยือกโลหะเงินสำหรับใส่นมหรือครีม ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผลิตจากบริษัท Walker & Hall เมือง Sheffield ประเทศอังกฤษ ช่วงประมาณพ.ศ.2428-2451

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม ชุดภาชนะใส่และเก็บเนย ประกอบด้วยฝาครอบโลหะทรงโดม ขึ้นรูปเป็นแฉกโค้งโดยรอบ ถาดรองมีลวดลายซี่รัศมี

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม หลนปลาร้า
 

นอกจากตัวอย่างสำรับอาหารข้างต้นแล้ว ผู้เข้าชมนิทรรศการฯ ยังได้ชมโมเดลอาหารจานเด่นของวังบางขุนพรหม รวม 11 สำรับ พร้อมสูตรอาหารและวิธีปรุง ได้แก่

  • แกงหน่อไม้สดกับหมู่ย่าง
  • หมูกระจก
  • กุ้งทอดมัน
  • หลนปลาร้า
  • หมูหวาน
  • ยำส้มโอ

รวมทั้งของใช้บนโต๊ะอาหารตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ “ทูนกระหม่อมบริพัตร” (การสะกดคำว่า “ทูนกระหม่อม” ด้วยอักษร “น” เป็นการเขียนพระนามโดยเฉพาะของวังบางขุนพรหม) และวัตถุจัดแสดงอื่น ๆ จากวังบางขุนพรหมที่สะท้อนรสนิยมและวัฒนธรรมการบริโภคในราชสำนักอย่างงดงาม

เปิดห้องเครื่อง - 11 สำรับอาหาร ชมฟรีในงาน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย สถานที่จัดนิทรรศการฯ

นิทรรศการหมุนเวียน “เสน่ห์” วังบางขุนพรหม กำหนดจัดแสดง ณ ลานนิทรรศการ ชั้น 1 ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่าง 7 พฤษภาคม - 28 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 - 20.00 น. เข้าชมฟรี ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า