ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านราชประสงค์ที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่าง พื้นที่ภายใน รีเดล เรสเตอรองต์ แอนด์ ไวน์ บาร์ (Riedel Restaurant & Wine Bar) ใน เกษรวิลเลจ กลับถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แสงไฟสลัวที่ตกกระทบลงบนเครื่องแก้วคริสตัล ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความหรูหราของสถานที่ แต่ยังเป็นสัญญาณเริ่มต้นของกิจกรรม Exclusive Wine Tasting ที่รวบรวมเหล่าคนรักไวน์ระดับ KOLs, ผู้บริหารจากเนชั่น กรุ๊ป และซอมเมลิเยร์แถวหน้าของไทย ให้มารวมตัวกันภายใต้จุดประสงค์เดียว นั่นคือการเดินทางสู่หัวใจของฝรั่งเศสตอนใต้ ผ่านแก้วไวน์
ความพิเศษของงานนี้ไม่ได้อยู่ที่ไวน์ชั้นเลิศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรากฏตัวของ เคลมองต์ เมงกุส (Clement Mengus) ผู้บริหารหนุ่มและไวน์เมคเกอร์ผู้เปี่ยมไปด้วยพลัง เขาไม่ได้พกมาเพียงความรู้ทางเทคนิค แต่เขานำเอา "จิตวิญญาณ" และ "อากาศ" ของหมู่บ้านอัสซิญอง (Assignan) ติดตัวมาด้วย
การพูดคุยเริ่มต้นขึ้นด้วยความเป็นกันเอง ราวกับเพื่อนเก่าที่นำเรื่องราวจากแดนไกลมาเล่าสู่กันฟัง โดยมี จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา ล่ามกิตติมศักดิ์ คอยถ่ายทอดความละเมียดละไมของเนื้อหา ให้กลายเป็นภาษาไทยที่สละสลวยและเปี่ยมด้วยอรรถรส
ก่อนที่สัมผัสแรกของไวน์จะเริ่มต้น ทุกท่านถูกดึงดูดสายตาไปยังหน้าจอที่ฉายภาพวิดีโอบรรยากาศล่าสุดของไร่ ชาโต คาสติญโญ (Chateau Castigno) ซึ่งเพิ่งถ่ายทำและตัดต่อเสร็จสิ้นเพียง 15 วันก่อนหน้างาน ภาพของขุนเขาที่โอบล้อมหมู่บ้านเล็กๆ และแถวต้นองุ่นที่เรียงรายอย่างสงบงาม ภายใต้แสงแดดของแคว้นออกซีตานี ได้กลายเป็น "ออร์เดิร์ฟทางสายตา" ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งไม่ใช่แค่การนำเสนอข้อมูลของบริษัท แต่เป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ ให้แขกทุกคนเริ่มสัมผัสได้ถึงความรักและความทุ่มเทที่ถูกบรรจุอยู่ในไวน์ทุกหยดที่กำลังจะถูกรินลงในแก้ว
ปรัชญาแห่งการ "รอคอย" และจังหวะชีวิตที่ถักทอโดยธรรมชาติ
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังหมุนไปด้วยความเร่งรีบ แต่ภายในวงสนทนาที่รีเดล บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความนิ่งสงบ เมื่อ เคลมองต์ เมงกุส เริ่มเปิดใจถึงหัวใจสำคัญของการทำไวน์ที่ Chateau Castigno เขาย้ำว่าที่นี่ไม่ได้มองไวน์เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ต้องรีบผลิตและรีบขาย แต่ไวน์คือ "ผลึกของเวลา" และการทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างซื่อสัตย์ที่สุด
เคลมองต์ พาแขกผู้มีเกียรติจมดิ่งลงไปในความอัศจรรย์ของเขต แซงค์-ซินิยน (Saint-Chinian) เล่าถึงดินสีแดงเพลิงที่มีหินปูนแทรกซึม ซึ่งเป็นแหล่งพำนักของต้นองุ่นเก่าแก่ (Old Vines) บางต้นที่หยั่งรากลึกลงสู่พื้นดินมาตั้งแต่ปี 1902
ความน่าทึ่งที่ทำให้คนรักไวน์ในงานต้องหยุดฟัง คือเรื่องราวของความยั่งยืนที่ไม่ได้มีแค่ชื่อเรียก แต่เป็นการลงมือทำผ่านวิถี Organic และ Biodynamic ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตวงโคจรของดวงจันทร์และดวงดาว เพื่อกำหนดจังหวะในการดูแลแปลงองุ่น เพราะเชื่อว่าแรงดึงดูดและพลังงานจากจักรวาลมีผลต่อพลังชีวิต (Vibrancy) ในทุกอณูของน้ำองุ่น
และภาพที่ทำให้แขกในงานประทับใจไม่น้อย คือเรื่องราวของ Udoline และ Princesse ม้าที่เป็นเสมือนสมาชิกสำคัญของครอบครัว Castigno การเลือกใช้ม้าแทนรถแทรกเตอร์ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นความประณีตในการปกป้อง "ชีวิต" ในดิน รถแทรกเตอร์น้ำหนักหลายตันจะอัดหน้าดินจนแน่นทึบ แต่รอยเท้าของม้าจะช่วยให้ดินยังคง "หายใจ" ได้ จุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ยังคงทำงานอย่างอิสระ ส่งผลให้รากองุ่นสามารถดึงความอุดมสมบูรณ์และเอกลักษณ์ของแร่ธาตุขึ้นมาสู่ผลองุ่นได้อย่างบริสุทธิ์
รายละเอียดเชิงลึกเหล่านี้ทำให้แขกผู้ร่วมงานเริ่มเข้าใจว่า ทำไมไวน์จาก Castigno ถึงถูกเรียกว่า "ไวน์ที่มีชีวิต" เพราะไวน์ที่นี่ไม่ได้ถูกแทรกแซงโดยสารเคมีหรือเครื่องจักร แต่ถูกบ่มเพาะด้วยความอดทน และการให้เกียรติแก่ผืนดินอย่างถึงที่สุด
The Symphony of 8 Labels: ท่วงทำนองแห่งอัสซิญองในหนึ่งจิบ
เมื่อความเข้าใจในปรัชญาถูกปูพื้นฐานไว้อย่างหนักแน่น ก็ถึงเวลาที่แก้วไวน์บนโต๊ะจะทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องต่อ เคลมองต์ เริ่มต้นนำพาแขกผู้มีเกียรติเดินทางเข้าสู่โลกของความสดชื่นด้วย Rosé Brut Nature 2021 สปาร์กลิ่งไวน์ที่ผลิตตามกรรมวิธีดั้งเดิม (Traditional Method) โดยใช้ความบริสุทธิ์จากองุ่น Cinsault, Syrah และ Grenache Noir บ่มนานถึง 24 เดือน เขาเน้นย้ำว่านี่คือไวน์ที่ปราศจากการเติมน้ำตาล (Zero Dosage) เพื่อเผยให้เห็นรสสัมผัสแท้ของผลเบอร์รี่แดงและฟองที่ละเอียดนุ่มราวกับสัมผัสของแพรไหม
จังหวะถัดมาคือบทโหมโรงของไวน์ขาวที่ชูเอกลักษณ์ของแคว้นออกซีตานีได้อย่างน่าอัศจรรย์ Chateau Castigno Blanc 2020 ที่ผสาน Roussanne และ Grenache Blanc จนได้ความเนียนนุ่มและมีชีวิตชีวา ตามมาด้วย Nirwana Blanc 2020 ไวน์สีเหลืองทองมันเงาที่ เคลมองต์ บรรยายถึงความซับซ้อนที่ได้จากองุ่นต้นเก่าแก่ ให้รสสัมผัสที่ยาวนานจนแขกบางท่านถึงกับเปรียบเปรยว่า มีความสง่างามไม่แพ้ไวน์ Riesling ชั้นเลิศจากเขตอากาศที่หนาวเย็น
เมื่อเข้าสู่ช่วงของไวน์แดง บรรยากาศในงานเริ่มทวีความลุ่มลึก เริ่มจาก Secret Des Dieux 2019 หรือ "ความลับของเทพเจ้า" ที่รวมเอาความเข้มข้นของ Carignan และ Syrah มาแสดงพลัง แขกสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมุนไพรดำและเครื่องเทศที่ซับซ้อน ต่อเนื่องด้วย Combebelle 2023 ไวน์แดงรุ่นใหม่ล่าสุดที่ เคลมองต์ ภูมิใจนำเสนอ เพราะมันคือการหลอมรวมระหว่าง "พลังดิบ" ของพันธุ์องุ่นท้องถิ่นเข้ากับ "ความประณีต" ของกรรมวิธีแบบยั่งยืน ให้แทนนินที่ละเอียดนุ่มนวลอย่างน่าทึ่ง
และแล้วการเดินทางก็มาถึงจุดสูงสุด กับสองขวดที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของไร่ นั่นคือ Chateau Castigno Rouge 2019 ที่ได้จากต้นองุ่น Carignan เก่าแก่กว่าร้อยปี ให้ความรู้สึกหรูหราด้วยกลิ่นยาสูบสีทองและเนื้อไวน์ที่ละเอียดอ่อน และ Nirwana Rouge 2017 ที่ผลิตจาก Grenache 100% ของต้นองุ่นอายุ 80 ปี บ่มเพาะยาวนานจนเกิดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเปลือกส้มแมนดารินและอบเชย นี่คือเสน่ห์ของ "กาลเวลา" ที่ธรรมชาติมอบให้โดยไม่ต้องเร่งรัด
ก่อนจะปิดท้ายช่วง Tasting อย่างสมบูรณ์แบบด้วย Merlot 2014 ไวน์จากต้นอายุ 40 ปีที่ให้โครงสร้างหรูหราและกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ทิ้งท้ายไว้ในลำคออย่างยาวนาน การได้จิบไวน์ไปพร้อมกับการฟัง เคลมองต์ เมงกุส บรรยายถึงการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนของการผลิต ทำให้แขกทุกคนในงานตระหนักว่า ไวน์ชั้นเลิศไม่ได้เกิดจากห้องแล็บที่ทันสมัย แต่เกิดจากการฟังเสียงของธรรมชาติและโอบกอดความแตกต่างของแต่ละฤดูกาลเอาไว้อย่างนอบน้อม
เมื่อความลับถูกเผย และการเดินทางที่รอคอย
หลังจากที่แขกผู้มีเกียรติได้อิ่มเอมกับทั้ง 8 ฉลากไปแล้ว บรรยากาศความสงบเงียบใน Riedel ก็ถูกปลุกให้คึกคักขึ้นอีกครั้งด้วยกิจกรรม Blind Tasting ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ เคลมองต์ จงใจท้าทายประสาทสัมผัสของเหล่านักดื่มระดับแถวหน้า โจทย์ในครั้งนี้คือการประชันรสสัมผัสระหว่างไวน์ Merlot 100% ของ Castigno (2014) กับไวน์ "ขวดปริศนา" ที่ถูกปิดฉลากไว้มิดชิด
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสนุกสนาน แขกหลายท่านพยายามแยกแยะความซับซ้อนของโครงสร้างและแทนนิน จนเมื่อคำเฉลยถูกเปิดเผยออกมาก็สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งห้อง เพราะไวน์ปริศนาขวดนั้น คือไวน์จากเขตปอเมอโรล (Pomerol) อันเลื่องชื่อแห่งบอร์กโดซ์ ซึ่งเป็นไวน์ที่มีสัดส่วนของ Merlot ถึง 90% การที่แขกหลายท่านสัมผัสได้ถึงคุณภาพที่ทัดเทียมกัน คือเครื่องยืนยันอย่างดีที่สุด หากเราเคารพดินและปล่อยให้ธรรมชาติทำงานอย่างเต็มที่ ไวน์จากอัสซิญองก็สามารถเปล่งประกายความสง่างามออกมาได้อย่างน่าพึงพอใจ
ในขณะที่งานเลี้ยงดำเนินมาถึงบทสรุป ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ในใจของแขกทุกคนไม่ใช่เพียงรสชาติที่ติดอยู่บนปลายลิ้น แต่คือความอิ่มเอมใจที่ได้สัมผัสกับ "ความหมายใหม่" ของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ก่อนจากกันในวันนั้น มีการแย้มข่าวดีที่ทำให้คอไวน์ต้องใจเต้น เมื่อ Chateau Castigno ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับสื่อในเครือเนชั่น ทั้ง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และ The People ในการรังสรรค์ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) "Sustainable Wine Tour"
การเดินทางครั้งนี้จะพาทุกท่านบินลัดฟ้าไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งอัสซิญองด้วยตัวเองในเดือนกันยายน 2026 เพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่า Sustainable Wine Resort ที่มีมากกว่าแค่ไร่ไวน์ แต่มีทั้งที่พักดีไซน์เก๋ อาหารระดับมิชลินสตาร์ และวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัวนั้นมีเสน่ห์เพียงใด

