จริงหรือ? การเปลี่ยนจากกาแฟแก้วละ 60-120 บาท ตามร้านกาแฟ มาเป็นกาแฟชงเองดื่มเองที่บ้านกับเมล็ดกาแฟคุณภาพดี ในราคาหลัก 20-30 บาท ช่วยให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นปีละหลายหมื่นบาท มากพอจะจ่ายค่าน้ำมันรถได้หลายเดือนเลยทีเดียว
ในยุค 'น้ำมันแพง' ที่ไม่รู้ว่าจะแพงไปถึงไหน และค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้วก็มีแนวโน้มขยับปรับขึ้นไปอีก มาลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มกาแฟกันดีกว่าครับ สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะได้ทั้งรสชาติที่ 'ถูกใจ' และ 'ถูกเงิน' เป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนในการเซฟค่าใช้จ่าย แต่ยังคงได้จิบกาแฟแก้วโปรดต่อด้วยใจอันรื่นรมย์
เพราะกาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน วันไหนไม่ได้ดื่ม เหมือนชีวิตขาดอะไรไปบางอย่าง ผู้เขียนรู้สึกอย่างนี้ จึงมักบอกกับตัวเองว่า จะไม่ขอลดทอนคุณภาพกาแฟที่ดื่มทุกวันเด็ดขาด (ยกเว้นจำเป็นจริง ๆ ) และพยายามที่จะฉลาดซื้อ เปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้บริโภคแบบ 'คุมงบประมาณ' อะไร ๆ ที่เป็นต้นทุนแฝงก็ตัดทิ้งไป
ต่อไปนี้ เป็น 'เทคนิค' การดื่มกาแฟในยุคที่ต้นทุนพลังงานแพงขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเอง จริง ๆ ก็ประยุกต์ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ที่ราคาสินค้าสูงขึ้น
ในยุคน้ำมันแพง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มกาแฟเพียงเล็กน้อย สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ (ภาพ : pexels by Studio 31)
ชงดื่มเองที่บ้าน-ออฟฟิศ
เป็นวิธีดื่มกาแฟที่ประหยัดที่สุดแล้ว สามารถเลือกเมล็ดกาแฟได้ตามงบประมาณและตามรสนิยมด้วย จะเป็นกาแฟสดหรือกาแฟผงสำเร็จรูปก็ได้ทั้งนั้น เฉลี่ยราคาต่อแก้วเพียงไม่กี่สิบบาท ก็อย่างที่มีวลีเด็ดประจำโฮมคาเฟ่ทุกบ้าน... "ชงเองหลักสิบ รสชาติหลักร้อย ประหยัดหลักพันต่อเดือน รวมๆแล้วหลายหมื่นบาทต่อปี"
ยุคนี้มีกาแฟสำเร็จรูปที่รสชาติใกล้เคียงกาแฟสด เป็นแบบ 'ฟรีซดราย' (Freeze Dried) พอละลายน้ำปุ๊บก็หอมปั๊บ รสชาตินุ่มนวล แถมมีฟองเครมาสวย ๆ ส่วนใหญ่นิยมแปะฉลากสีทองบนขวด ราคาสูงกว่ากาแฟผงสำเร็จรูปแบบสเปรย์ดรายอยู่พอสมควร แต่โดยเฉลี่ยต่อแก้วถูกกว่าซื้อกาแฟตามร้าน
ถ้าชอบความสดและความหอมกรุ่น ก็เลือกซื้อเมล็ดกาแฟคั่วมาบดเองชงเองที่บ้านหรือที่ทำงาน กรณีไม่อยากลงทุนเครื่องบด ก็แนะนำ 'กาแฟคั่วบด' (Ground Coffee) แบบบรรจุถุง ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อตามร้านรวงคาเฟ่ได้หลายเท่าตัว
แล้วอุปกรณ์ชงแบบเบสิค ๆ ในโหมดนี้ส่วนใหญ่เป็นระบบแมนนวลที่ราคาเข้าถึงได้ง่าย ประเภท 'งบน้อยแต่ถึกทน' ทั้งนั้น เช่น กาแฟดริป, แอโรเพรส, โคลด์ บรูว์, มอคค่า พ็อต และเฟรนช์เพรส ซึ่งตัวหลังนี้ใช้ตีฟองนมได้อีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม การลงทุนซื้อเครื่องบดกาแฟเพิ่ม ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว เดี๋ยวนี้มีเครื่องบดกาแฟขนาดพกพาแบบมือหมุนจำหน่ายมากมายหลายรุ่นหลากราคา ใช้ได้นานหลายปีทีเดียว
หากต้องการสะดวกและรวดเร็ว ไม่ชอบแบบสโลโมชั่น แนะนำให้ลงทุนซื้อเครื่องชงกาแฟแบบ 'ออโต้' ไว้ใช้ระยะยาว เดี๋ยวนี้ชงได้หลายเมนู กาแฟนมอย่างคาปูชิโน่ก็ได้ บางรุ่นมีเครื่องบดในตัวเสร็จสรรพ ถ้าเป็นกาแฟแคปซูล ก็เลือกใช้แคปซูลแบบรียูส ช่วยลดขยะพลาสสิกได้ดีทีเดียว
กาแฟผงสำเร็จรูปหรือกาแฟอินสแตนท์ที่รสชาติใกล้เคียงกาแฟสด เป็นแบบฟรีซดราย (ภาพ : Message Coffee on Unsplash)
ประหยัดแต่ไม่ลดสเปก
การเลือกซื้อสินค้าให้ 'คุ้มค่า' ไม่ใช่เพียงการเลือกสิ่งของราคาถูกที่สุด แต่คือการได้ประโยชน์สูงสุดจากเงินที่จ่ายไป
ดังนั้น ช่วงที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่ม ลองเปลี่ยนจากการเดินเข้าร้านกาแฟแบรนด์ดัง ๆ มาแวะเติมกาแฟตามร้านกาแฟอิสระ หรือเลือกซื้อจากร้านที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับปริมาณและคุณภาพ เพื่อลดต้นทุนต่อแก้วให้ถูกลง บอกเลยว่ารสชาติหลายร้านดีไม่แพ้กัน แต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง
แต่วิธีนี้ก็ต้องเลือกหรือคัดกรองร้านหน่อยนะครับ ร้านอิสระเล็ก ๆ อาจขายกาแฟราคาสูงก็ได้ แม้จะเป็นเมนูเบสิคอย่างกาแฟดำก็ตาม เพราะบางร้านเลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพสูงแบบ 'ซูเปอร์สเปเชียลตี้' การสแกนหาร้านที่ถูกใจ-ถูกราคา เป็นสิ่งจำเป็น
ส่วนการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟมาชงเอง ควรมี 'ลายแทง' โรงคั่วกาแฟไทยที่ราคาเป็นมิตร และขอแนะนำให้เลือกถุงใหญ่ เพราะมักมีราคาเฉลี่ยถูกกว่าการซื้อถุงไซส์เล็ก เช่น เชนร้านกาแฟไทยดัง ๆ บางแห่ง ขายเมล็ดกาแฟถุงเล็กขนาด 250 กรัม ราคา 250 บาท ถ้าถุงใหญ่ขนาด 1,000 กรัม ราคาประมาณ 800 บาท หรือมากกว่านี้นิดหน่อย จะเห็นราคาขายต่างกันเยอะทีเดียว
แต่การซื้อเมล็ดกาแฟมาเก็บตุนเก็บไว้มาก ๆ ก็มี 'ข้อเสีย' คือพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัย 4 อย่างนี้ ได้แก่ อากาศ (ออกซิเจน), ความชื้น, ความร้อน และแสงแดด เพื่อเก็บเมล็ดกาแฟในถุงเดิมให้คงความสดใหม่ได้นานที่สุด
บางร้านหรือบางโรงคั่วกาแฟมี 'ระบบสมาชิก' (Subscription) ที่ให้ส่วนลด 10-15% พร้อมส่งฟรีถึงบ้าน คุ้มกว่าการออกไปสั่งซื้อเองบ่อย ๆ
เฟรนช์เพรส เป็นหนึ่งในวิธีดื่มกาแฟแบบประหยัด เลือกเมล็ดกาแฟได้ตามงบประมาณและตามรสนิยม (ภาพ : pexels by Georgi Petrov)
อยู่นอกบ้านก็เซฟค่ากาแฟได้
คอกาแฟหลายคนอยากลดขั้นตอนการใช้น้ำมันเดินทางไปร้านกาแฟ และลดต้นทุนต่อแก้วให้ถูกลง แต่ 'ปัญหา' คือ เมื่อเดินทางออกจากบ้าน จะชงกาแฟดื่มเองได้อย่างไร มีวิธีนำเสนอไหม?
คำตอบคือ 'ชงได้แน่นอน' และ 'ง่ายกว่าที่คิด' แค่ต้องปรับวิธีคิดเรื่องอุปกรณ์นิดหน่อย บอกเลยว่านี่จุดเริ่มต้นของความสนุก แน่นอนว่ามีหลายวิธีด้วยกัน อย่างผู้เขียนชอบทำกาแฟโคลด์บรูว์หรือกาแฟสกัดเย็นไว้ดื่มเองตอนออกนอกบ้าน มีขวดเก็บความเย็นคู่ใจประจำตัว พกพาไปด้วยทุกที่ ประหยัดเงินค่ากาแฟได้เห็น ๆ แถมได้รสชาติที่ถูกใจอีกต่างหาก
อาวุธลับที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้จริงแบบเห็นผลทันที... ยุคนี้มี 'ขวดเก็บอุณหภูมิ' (Vacuum Flask) หรือบางทีก็เรียกว่ากระติกน้ำสูญญากาศ ให้เลือกใช้หลายรูปแบบ ช่วยเก็บความร้อน-เย็นของเครื่องดื่มได้ยาวนาน 6-24 ชั่วโมงทีเดียว เหมาะกับการใส่กาแฟชงเองได้ทุกชนิด
ผู้เขียนมีใช้หลายใบ เพื่อน ๆ ผู้ใจดีซื้อให้เป็นของขวัญปีใหม่ ถูกใจมาก ๆ
หรือถ้าอยากได้อารมณ์แบบชงสด ก็ต้อง 'เครื่องชงกาแฟแบบพกพา' (Portable Coffee Maker) สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่บนดอย, ในออฟฟิศ หรือระหว่างเดินทาง ได้ดื่มเอสเพรสโซ่เข้ม ๆ สบาย ๆ แถมชงง่ายอีกต่างหาก เดี๋ยวนี้บางรุ่นมีระบบต้มน้ำร้อนในตัวเอง ไม่ต้องวุ่นวายไปหาน้ำร้อนมาเติม มีทั้งแบบใช้มือปั๊มแรงดัน และแบบไร้สายใช้แบตเตอรี่ ชงได้ทั้งกาแฟบดและกาแฟแคปซูล
ชงโคลด์บรูว์หรือกาแฟสกัดเย็นไว้ดื่มเองนอกบ้าน ใส่ขวดเก็บความเย็น ประหยัดเงินค่ากาแฟได้เห็น ๆ (ภาพ : An Nguyen on Unsplash)
นักล่าโปรโมชั่นลดแหลกแจกแถม
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม หากยังจำเป็นต้องซื้อกาแฟตามร้านในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การใช้กลยุทธ์ 'นักล่าโปรโมชั่น' จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าการเดินเข้าไปซื้อในราคาปกติได้เช่นกัน
หนึ่งในวิธีซื้อกาแฟตามร้านให้คุ้มค่าที่สุดซึ่งได้รับความนิยมมาก คือ เลือกร้านที่มีโปรโมชั่นแบบ 'ลดแหลกแจกแถม' และมีแต้มสะสม เช่น โปรซื้อ 1 แถม 1 หรือถ้าสั่งซื้อผ่านทางสมาร์ทโฟน บางร้านมีคูปองส่วนลดให้ 30-50% หรือได้ดาวพิเศษ จะได้ราคาถูกกว่าการเดินทางไปสั่งซื้อหน้าเคาน์เตอร์เอง
บางร้านมีแคมเปญดึงดูดใจ หากสั่งผ่านแอปพลิเคชั่นส่งอาหารบ่อย ๆ การสมัครแพ็กเกจรายเดือน จะช่วยลดค่าส่งให้เป็น 0 บาท
อย่างผู้เขียนมีแอปพลิเคชันค่ายมือถือและธนาคาร มีระบบ 'สะสมแต้ม' ได้สิทธิ์แลกซื้อกาแฟร้านดังในราคาส่วนลด 50% หรือใช้คะแนนสะสมแลกฟรี จริง ๆ ก็ไม่เคยใช้มาก่อน แต่รอบนี้คงต้องลองใช้บริการดูบ้าง เสียสิทธิ์มาหลายรอบแหละครับ
ขวดเก็บอุณหภูมิหรือกระติกน้ำสูญญากาศ เก็บความร้อน-เย็นของเครื่องดื่มได้ยาวนาน 6-24 ชั่วโมง (ภาพ : Moon Moons on Unsplash)
จะว่าไปแล้ว ร้านกาแฟสัญชาติไทยบางแห่งมีนโยบายมอบส่วนลดให้ทันที 5-10 บาท เมื่อลูกค้านำ 'แก้วส่วนตัว' มาเอง (Bring Your Own Cup) วิธีนี้ได้ทั้งส่วนลดราคาและช่วยลดขยะไปในตัวด้วย
นอกจากนั้น ยังมีวิธีเซฟเงินค่ากาแฟช่วงน้ำมันแพงได้อีกหลายวิธี เช่น 'เปลี่ยนเมนู' และ 'ลดความถี่' ลองเปลี่ยนไปดื่มกาแฟดำแทน เป็นเมนูที่ถูกกว่า เพราะต้นทุนของนม, ครีมเทียม กับน้ำตาล ทำให้ราคาต่อแก้วสูงขึ้น หรือจะลองลดปริมาณการดื่มต่อวันลง เหลือเพียงวันละ 1 แก้ว อาจเลือกดื่มในเวลาที่ต้องการความสดชื่นที่สุด เช่น ช่วงเช้าก่อนเริ่มทำงาน
การซื้อกาแฟมาชงเองดื่มเอง ประหยัดกว่าซื้อก็จริง แต่คำถามคือ 'รสชาติ' จะอร่อยสู้บาริสต้าและมือชงกาแฟตามร้านได้หรือไม่
การใช้กลยุทธ์นักล่าโปรโมชั่น อีกวิธีช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ เมื่อซื้อเครื่องดื่มตามร้านกาแฟ (ภาพ : pexels by Khoa Võ)
ผู้เขียนมั่นใจว่า การเปลี่ยนจาก 'กาแฟที่พอดื่มได้' ให้กลายเป็น 'กาแฟที่อร่อยสู้ร้านได้' เป็นไปได้แน่นอน ขอให้มีการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะจนชำนาญ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อุปกรณ์ (ตัวแปรสำคัญ), วัตถุดิบ (เมล็ดกาแฟคือหัวใจ) และทักษะ (ควบคุมคุณภาพ)
การเลือกซื้อเครื่องดื่มให้คุ้มค่าที่สุดในยุคน้ำมันแพงหรือสถานการณ์ใดก็ตามที่ค่าครองชีพสูง ๆ ไม่ใช่เพียงการเลือกของที่มีราคาถูกที่สุด แต่คือ การหาจุดคุ้มค่าที่สุดของกาแฟที่เราดื่ม บวกด้วยผลลัพธ์ที่พึงพอใจ รับรองว่าการปรับเปลี่ยนแม้เพียงเล็กน้อย ช่วยให้เรา ๆ ท่าน ๆ ดื่มกาแฟแก้วโปรดได้อร่อยต่อไปเหมือนเดิม โดยไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าด้านใดก็ตาม
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการดื่มกาแฟแก้วโปรด ในทุกช่วงเวลาและทุกสถานการณ์ครับ
.......................................
เขียนโดย : ชาลี วาระดี





