วัฒนธรรมเป็นเครื่องบอกตัวตนการดำรงอยู่ของประเทศชาติสังคม ภาพยนตร์คือหนึ่งในหลักฐานอันเป็นรูปธรรมแสดงให้โลกได้รับรู้ ด้วยเหตุนี้เทศกาลภาพยนตร์ยูเครนจึงเดินหน้ามาเป็นปีที่ 2 เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค. เนื่องในวาระครบรอบ 35 ปีการเป็นประเทศเอกราช ขณะที่การรุกรานของรัสเซียยังไม่มีแววยุติ
เทศกาลภาพยนตร์ยูเครนครั้งที่ 2 เปิดฉากด้วย SHADOWS OF FORGOTTEN ANCESTORS ภาพยนตร์ปี 1964 ผลงานการกำกับของ Sergei Parajanov ดัดแปลงจากนวนิยายปี 1911 ของ Mykhailo Kotsiubynsky นักเขียนยูเครนผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากการพำนักอยู่ในภูมิภาคฮุตซูล ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของอีวานและมาริชกา เด็กชายหญิงจากสองครอบครัวคู่อริ พ่อของอีวานถูกพ่อของมาริชกาลอบสังหาร ด้วยความเป็นเด็กอีวานจึงชำระแค้นด้วยการโยนริบบิ้นผูกผมของเธอลงแม่น้ำ
เมื่อเวลาผ่านไปเด็กสองคนลืมเรื่องราวในหนหลัง อีวานและมาริชกาในวัยแรกแย้มกลับกลายเป็นคู่รักกัน แต่ความสูญเสียพ่อทำให้อีวานต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดูแลครอบครัว เขาออกจากหมู่บ้านไปทำงานหาเงินในถิ่นอื่น กระนั้นทั้งคู่ต่างยึดมั่นในสัญญารัก น่าเสียดายที่ชะตาไม่เป็นใจ เมื่อเสร็จสิ้นฤดูกาลทำงานอีวานกลับหมู่บ้านพบว่า คนรักของเขาจมน้ำตายไปเสียแล้ว ความโศกเศร้าทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถอยู่ในถิ่นเดิมได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจใช้ชีวิตเร่ร่อนจนพบโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด
ภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจด้วยบรรยากาศธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น บทเพลง เครื่องดนตรี ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่แตกต่างไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้ชมเหมือนได้หลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ความเข้าใจในบริบทมีมากขึ้นจากคำกล่าวของวิกเตอร์ เซเมนอฟ (Viktor Semenov) อุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย
"นี่เป็นเรื่องราวของความรักและการสูญเสียที่ถ่ายทอดออกมาอย่างงดงาม มันเป็นยิ่งกว่าเรื่องราวในเวลาที่อัตลักษณ์ยูเครนกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดภาษายูเครน ร้องเพลงยูเครน แสดงวัฒนธรรมยูเครนด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ มันเป็นการปฏิวัติด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ภาพยนตร์บ่งบอกชัดเจนว่า วัฒนธรรมยูเครนยังคงอยู่ และนั่นคือความงดงาม ผู้สร้างผลงานชิ้นนี้ต้องจ่ายด้วยราคาอันสูงลิ่ว สำหรับผลงานสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นต่อเสรีภาพในการแสดงออกของเขา"
อุปทูตเล่าต่อไปว่า ผู้กำกับถูกจำคุกในภายหลัง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่รอดมาได้นานกว่าคนที่ไม่ต้องการให้ภาพยนตร์ฉาย ถึงวันนี้ SHADOWS OF FORGOTTEN ANCESTORS เป็นผลงานคลาสสิกเรื่องหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ขณะที่สตูดิโอโอเล็กซานเดอร์ ดอฟเชนโกที่ใช้ถ่ายทำเพิ่งตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา รัสเซียจงใจใช้ขีปนาวุธโจมตีอาคารและทำลายคอลเลกชันเครื่องแต่งกายที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในยูเครน สตูดิโอแห่งนี้เก็บเครื่องแต่งกายประมาณ 100,000 ชุด และเสื้อผ้าอีก 3 ล้านชิ้น ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการฟื้นฟูบูรณะและกำลังค้นหาอุปกรณ์ที่จำเป็น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงดำเนินงานต่อไป
การฉายภาพยนตร์คลาสสิกเรื่องนี้ที่กรุงเทพฯ ซึ่งห่างไกลจากยูเครนมากนัก จึงเป็นการบอกโลกถึงประเทศยูเครน วัฒนธรรมยูเครน และทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ประเทศนี้มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร
“ผมเห็นสัญลักษณ์อันลึกซึ้งในหนัง ผู้กำกับชาวยูเครนถูกจำคุก วัฒนธรรมยูเครนถูกแบน พวกเขาพยายามยึดครองผืนแผ่นดินของเราและทำลายความเป็นรัฐ แต่แม้ทำทุกอย่างชาวยูเครนยังปกป้องอัตลักษณ์ของพวกเขา ยังสร้างหนัง เขียนบทกวี แต่งเพลง" อุปทูตกล่าวอย่างสะเทือนอารมณ์ซึ่งคนดูก็เห็นพ้อง เทศกาลภาพยนตร์ยูเครนครั้งที่ 2 เป็นการยืนยันถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง ไม่อาจลบเลือนหรือถูกลบล้างลงไปได้ ตราบเท่าที่ชาวยูเครนยังมีลมหายใจ



