เหตุผลแท้จริงที่ทำให้ “โอดิสซีอุส” วีรบุรุษสงครามกรุงทรอยแห่ง The Odyssey ไม่ยอมกลับบ้าน ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน” ตีความมหากาพย์เรื่องนี้อย่างไร
เวลาที่มีการพูดถึงมหากาพย์อิเลียด และมหากาพย์โอดิสซี ผู้คนส่วนใหญ่มักเพ่งความสนใจไปยัง สงครามกรุงทรอย โดยเฉพาะกลศึก “ม้าไม้” อันระบือลือลั่นที่ทำให้กองทัพกรีกมีชัยเหนือกรุงทรอย หลังจากยกทัพข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำศึกที่ยืดเยื้อ ทหารต้องกินนอนอยู่บนชายหาด ตากแดดตากฝนกันจนผิวไหม้เป็นเวลานานถึง 10 ปี
เมื่อคริสโตเฟอร์ โนแลนประกาศว่าจะหยิบโอดิสซีมาทำเป็นภาพยนตร์ คนก็ตั้งตารอดูว่าจะเขาย่นย่อมหากาพย์ที่มีความยาวกว่า 121,000 คำ พิมพ์เป็นหนังสือได้ 24 เล่ม ออกมาเป็นหนังความยาวเฉียด 3 ชั่วโมง (2 ชั่วโมง 52 นาที) ได้อย่างไร
ที่สำคัญ โนแลน ผู้ทำมาหมดแล้วทั้งหนังไซไฟสุดล้ำ Interstellar, Inception, Tenet (จนกลายเป็นภาพจำว่าเขาทำหนังเข้าใจยาก) หนังสงครามฟอร์มยักษ์ Dunkirk หนังซูเปอร์ฮีโร่ Batman ไตรภาค Dark Knight รวมถึงหนังระทึกขวัญ หนัง neo-noir ผู้กำกับที่คอหนังถึงกับตั้งสมญานามให้ว่า “เสด็จพ่อ” คนนี้ เลือกที่จะนำเสนอโอดิสซีออกมาในแง่มุมไหน
แน่นอนว่าสงครามกรุงทรอย และกลศึกม้าไม้เป็นเรื่องที่ต้องมี เพราะ “โอดิสซีอัส” ตัวเอกของเรื่อง เป็นผู้ออกอุบายให้สร้างม้าไม้จนกองทัพกรีกได้รับชัยชนะ ส่วนตัวเขาได้รับการยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษสงคราม” ชื่อเสียงขจรขจาย ถูกจดจารไว้ในลำนำที่ขับขานสืบต่อกันมา ก่อนจะถูกนำมาบันทึกลงในหนังสือที่กลายมาเป็นมหากาพย์โอดิสซีในท้ายที่สุด
ถึงแม้ว่า The Odyssey ของโนแลนจะยังคงเชิดชูโอดิสซีอัสว่าเป็นจอมทัพผู้เก่งกาจเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการขับเน้น “บาดแผลทางใจ” ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “วีรบุรุษสงคราม” ของอาณาจักรหนึ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผู้ร้ายที่วางอุบายหลอกล่อให้คนของตัวเองบุกเข้าไปปล้นสะดม เข่นฆ่าผู้คนไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อย จับผู้หญิงมาข่มขืน เผาทำลายเมือง ๆ หนึ่งจนวอดวาย
หลังสงครามเมืองทรอยที่กินเวลา 10 ปีจบลง โอดิสซีอัสยังต้องใช้เวลาอีกถึง 10 ปี กว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านที่เมืองอิธากา เพราะต้องเผชิญทั้งน้ำวนมรณะ ยักษ์ตาเดียว แม่มดสาปคนเป็นหมู ไซเรนผู้ใช้เสียงเพลงหลอกล่อให้มนุษย์เสียสติ เทพีคาลิปโซที่จับเขาขังอยู่บนเกาะนาน 7 ปี แม้แต่นรก ดินแดนของคนตาย โอดิสซีอัสยังต้องไปเยือนเพื่อหาทางกลับบ้าน
โนแลนนำเสนอเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างทรงพลัง ฉากเกี่ยวกับไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียว และการไปเยือนยมโลก มีกลิ่นอายของหนังสยองขวัญที่กดดัน สั่นประสาทให้คนดูรู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างอะไรกับตัวละครที่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้น
แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าคริสโตเฟอร์ โนแลนสอดแทรกความเลวร้ายของสงครามลงไปในฉากเกี่ยวกับตัวละครหญิงทุกฉาก
ไม่ว่าจะเป็นฉาก “เซอร์ซี” สาปลูกน้องของโอดิสซีอัสให้กลายเป็นหมู ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากถึงวิธีการนำเสนออันน่าสยดสยอง เป็นการนำเอาสไตล์ของหนัง body horror อย่าง The Fly หรือ An American Werewolf in London มาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม
ขณะเดียวกันฝีมือการแสดงของซาแมนธา มอร์ตัน นักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่โนแลนตั้งใจเลือกมารับบท เซอร์ซีโดยเฉพาะ สามารถถ่ายทอดให้เห็นถึงความตะกละตะกลามของทหารที่ไปรบในสงคราม บุกเข้าไปในบ้านคนอื่นเพื่อกวาดเอาเสบียงโดยไม่รู้สึกผิด รวมไปถึงความเพิกเฉยของผู้นำทัพแบบโอดิสซีอัสต่อการกระทำอันป่าเถื่อนของลูกน้องตัวเอง
“เซอร์ซี” ในหนังของโนแลนจึงไม่ใช่แม่มดผู้โหดร้าย แต่คือผู้หญิงที่กระทำแบบนั้นลงไปเพื่อปกป้องตัวเองจากความป่าเถื่อนของผู้บุกรุก ที่สำคัญ เซอร์ซีบอกว่าเธอไม่ได้เปลี่ยน “คน” เป็น “สัตว์” แต่เธอทำให้พวกเขากลับสู่ “ตัวตนที่แท้จริง” ของตัวเองต่างหาก
โดยซีนที่เซอร์ซีคลายมนต์สะกดให้ลูกน้องของโอดิสซีอัสกลับร่างมนุษย์นั้น หากตั้งใจฟังดี ๆ จะได้ยินถ้อยคำที่เธอพร่ำพรรณนาว่า จงกลับมาสู่ “ร่างที่ปลอมเปลือก” ซึ่งหมายถึง “ร่างมนุษย์” ของทหารเหล่านั้นนั่นเอง
ถ้าเราจะดู “โอดิสซี” เป็นเรื่องเล่าแบบแฟนตาซีก็ไม่ผิด โดยมองว่าสาเหตุที่โอดิสซีอัสใช้เวลาถึงสิบปีในการเดินทางกลับบ้านก็เพราะเขาต้องเผชิญทั้งความพิโรธของเหล่าทวยเทพ ต่อสู้กับแม่มด สัตว์ประหลาด ภูตผีปีศาจ รวมถึงแอบเผลอไผลไปกับความเอาใจใส่ของนางไม้คาลิปโซที่ช่วยเขาเอาไว้ตอนเรือแตก ก่อนจะหลงรักจึงกักขังเขาไว้บนเกาะนานถึง 7 ปี
ในหนังมีหลายฉากที่ถ่ายทอดผ่านปากของเพเนโลพี และเทเลมาคัส ภรรยาและบุตรชายของเขาว่า โอดิสซีอัสย้ำนักย้ำหนาให้รักษา “กฎของซูส” เอาไว้อย่างเคร่งครัด นั่นหมายความว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แต่ทว่าโอดิสซีอัสกลับทำลาย “กฎของซูส” ลงด้วยน้ำมือตัวเองตอนที่เขาวางกลศึกม้าไม้ แอบซ่อนทหารไว้ข้างในซึ่งออกมาเข่นฆ่าผู้คน ไม่เว้นเด็ก ผู้หญิง คนชรา เผาบ้านเรือน ตัดหัวรูปเคารพเทพีอะธีนา ทำลายกรุงทรอยราบเป็นหน้ากลองในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับนักรบที่ภาคภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างโอดิสซีอัสอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะ คาลิปโซ ที่บอกว่าเธอไม่ได้กักขังโอดิสซีอัสไว้ แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่ไม่อยากกลับบ้าน ประโยคนี้ของคาลิปโซไพล่ทำให้นึกไปถึงประโยคที่ เมเนเลอัส น้องชายอะกาเมมนอน สามีของเฮเลนพูดเอาไว้ว่า “จะมีอะไรกักขังคนแบบนั้น (นักรบผู้เก่งกาจแบบโอดิสซีอัส) ได้”
ปิดท้ายด้วยฉากที่โอดิสซีอัสคุยกับเพเนโลพีถึงความสำคัญของ “กฎแห่งซูส” ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีอารยธรรม เป็นผู้มีจิตใจสูงกว่าสัตว์ป่าหรือพวกอนารยชน แต่การที่มนุษย์ยุคนี้ (เหตุการณ์ใน The Odyssey เกิดขึ้นในยุคกรีกโบราณ ช่วงปลายยุคสำริด) พร้อมใจกันละเมิดกฎแห่งซูสกันโดยถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง พวกที่มาเฝ้ารอแต่งงานกับเพเนโลพีในวังไม่ไปไหนนานหลายปี ภรรยาของอะกาเมมนอนกับชู้รัก รวมไปถึง แอนติโนอัส ที่ไม่ทำตามสัญญากับ ไซนอน ผู้ไปรบแทนตัวเอง
การละเมิดกฎของซูสทำให้อารยธรรมมนุษย์ล่มสลาย เกิดยุคมืดอยู่นานหลายปีหลังยุคสำริด แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ไม่เคยจดจำความผิดพลาดที่โอดิสซีอัสได้กระทำเอาไว้ใน The Odyssey เลย
สามารถรับชม The Odyssey ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ IMAX เนื่องจากนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์ทั้งเรื่อง


