“แดร็กไทย” กลายเป็นที่พูดถึงในไทยหลังจากที่ “Gawdland” สามารถคว้าแชมป์รายการ “RuPaul’s Drag Race UK VS The World Season 2” มาครองได้สำเร็จ แต่คนในประเทศกลับยังไม่รู้จัก “แดร็กควีน” เท่าที่ควร แม้ว่าแดร็กจะอยู่ในสังคมไทยมานานแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกลุ่มคนที่พยายามผลักดันให้แดร็กควีนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หนึ่งในนั้น ภัทร เลิศสุกิตติพงศา กรรมการบริษัท เยลโล่แชนแนล จำกัด ที่เปลี่ยนนิยามของแดร็กจากเพียงความบันเทิงในสถานบันเทิงยามค่ำคืน ให้กลายเป็นวัฒนธรรมที่จับต้องได้และมีมูลค่าทางธุรกิจระดับสากล
“กรุงเทพธุรกิจ” พูดคุยกับภัทรถึงเบื้องหลังการทำงานและความทุ่มเทที่มีให้แก่คอมมูนิตี้แห่งนี้ จนสามารถพาแบรนด์ไทยอย่าง “Drag Arena” ไปปักธงในต่างแดน และการสร้างโปรเจกต์ยักษ์อย่าง “Drag Bangkok Festival”
กรรมการบริษัท เยลโล่แชนแนล จำกัด
“แดร็ก” (Drag) แดร็กมาจากคำว่า “Dressed Resembling As a Girl” ที่แปลว่า แต่งตัวเป็นผู้หญิง ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของบุคคลเพศตรงข้ามเพื่อใช้ในการแสดง โดยจะต้องมีความเหนือจริง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การแต่งหน้า และการแสดง หากแต่งตัวเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า “แดร็กควีน” (Drag Queen) ขณะที่แต่งตัวเป็นชายจะเรียกว่า “แดร็กคิง” (Drag King) โดยไม่คำนึงว่าผู้แสดงจะเป็นเพศอะไร มีรสนิยมทางเพศแบบใด หรือจะแต่งเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รวมถึงงานศิลปะใด ๆ ก็เรียกว่า “แดร็ก” ได้ทั้งสิ้น
“Drag Arena” เวทีแสดงศักยภาพแดร็กควีนของไทย
แดร็กกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากรายการ “RuPaul’s Drag Race” รายการเรียลลิตี้ค้นหาสุดยอดแดร็กควีนผู้มีเสน่ห์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ความกล้าและความสามารถ ของ “รูพอล” แดร็กควีนชื่อดังของโลก ซึ่งรายการนี้หนึ่งในรายการที่ประสบความสำเร็จมากในปัจจุบัน ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเวอร์ชันของตนเองแล้วกว่า 10 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มี “Drag Race Thailand” มาแล้วถึง 3 ซีซั่น และยังเป็นชาติแรกที่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเองตั้งแต่ปี 2018
เพื่อแสดงให้โลกได้เห็นว่าแดร็กควีนไทยมีดีและให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภัทรจึงได้จัดการแข่งขัน “Drag Arena” ซึ่งเป็นรายการเรียลลิตี้ให้แดร็กควีนมาแข่งลิปซิงค์แบตเทิลกัน โดยเขาได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันนี้ว่า
“ที่จริงแดร็กไม่ได้ทำได้แค่การลิปซิงก์ หรือโชว์สตั๊นท์ แต่มันเป็นสิ่งที่สตรองมาก เพราะมันเสพง่าย เข้าถึงง่าย และมีดนตรีด้วย เราเลยเริ่มจากตรงนี้ก่อน แต่พอทำผ่านมา 3 ซีซั่น กลายเป็นว่าผลตอบรับมันก่อให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ศิลปินรู้สึกว่านี่คือเวทีที่เขาจะพิสูจน์ตัวเองได้”
ด้วยผลตอบรับที่ดี ทำให้ต่างประเทศสนใจและอยากให้ไปจัดในประเทศอื่น ๆ ในเอเชียด้วย โดยภัทรเล่าด้วยความภูมิใจว่า “มีออร์แกไนเซอร์มาดู Drag Arena ของบ้านเราแล้ว เขาตกใจว่า ทำไมแดร็กบ้านคุณแบทเทิลกันได้เบอร์นี้เลยเหรอ เขาเลยอยากให้เราไปจัดให้ที่ไต้หวันบ้าง”
การไปจัดการแข่งขันในต่างประเทศนี้ เป็นการทำงานร่วมกันโดยใช้ไลเซนส์ของไทย เพราะชื่อของ Drag Arena มีความแข็งแกร่งในระดับสากลแล้ว “เราไม่ได้แค่โยนชื่อไปให้เขาจัดเอง แต่เราจัดทีมจากประเทศไทยไป เราขนแดร็กไทยไปแสดงที่นั่นด้วย มันเหมือนเป็นการขายของและโชว์ศักยภาพศิลปินเราไปพร้อมกัน” ภัทรกล่าว
นอกจาก “Drag Arena Taiwan” ในไต้หวันจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามแล้ว ก็ยังมี “Drag Arena Malaysia” ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่ยังไม่เปิดรับกลุ่ม LGBTQ+ อีกทั้งยังมีการต่อยอดไปเป็น “DRAG ARENA ASIA 2026” ซึ่งรวมตัวแทนแดร็กควีนจาก 8 ประเทศทั่วเอเชียไปแข่งขันกันในงาน “Asia Pride Games 2026” ที่ไต้หวันเป็นเจ้าภาพ ขณะเดียวกัน ภัทรก็เปิดเผยอีกว่ายังมีแผนจะขยายแฟรนไชส์ Drag Arena ไปยัง ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกหลายประเทศในเอเชีย
“Drag Bangkok” คอมมูนิตี้ของแดร็กไทย
ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าคอมมูนิตี้แดร็กอยู่ในไทยมานานแล้ว แต่ในอดีตถ้าจะดูแดร็กจะต้องไปดูการแสดงที่บาร์เท่านั้น ซึ่งทำให้แดร็กยังอยู่จำกัดอยู่แค่ในวงเล็ก ๆ ทั้งที่ศิลปินแดร็กมีความสามารถ และผลักดันให้ไปได้ไกลมากกว่านี้ ภัทรจึงจัดงาน “Drag Bangkok” ขึ้น เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ของแดร็กไทย
ภัทรเล่าว่า “เราเป็นแฟนคลับแดร็กมาตลอด เราเห็นแล้วว่าเรามีศิลปินเยอะมาก มีซัพพอร์ตเตอร์ มีแฟน ๆ เยอะมาก แต่มันไม่มีจุดนัดพบ เพราะถึงจะมีกระแสจากรายการ Drag Race แต่คนจะดูแดร็กได้ต้องไปที่บาร์เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับคนรุ่นใหม่”
“เราอยากให้แดร็กสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่จริง ๆ อยากให้แมส เราได้เข้าไปจอยขบวนไพรด์ เราเห็นพลังงานบางอย่างที่มันคลิกกับแดร็ก” ภัทรกล่าวเสริม
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์เพื่อจัดเป็นงาน “Drag Bangkok Festival 2024” ขึ้นมา ในช่วงงาน Pride Month ซึ่งในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่เคยมีเทศกาลแดร็กในลักษณะนี้มาก่อน ภัทรยอมรับว่าตอนนั้น คนที่ไม่รู้จักแดร็กมาก่อนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าแดร็กคืออะไร
“ปีแรกที่ทำ 3 วัน บอกเลยว่าหน้างานสับสนมาก เหมือนกับว่าเขาเข้ามาดูเพราะสนใจ แต่เขายังไม่เก็ต” ภัทรยอมรับตรง ๆ เขาสังเกตเห็นว่าผู้ชมอาจจะตื่นเต้นในโมเมนต์ที่เห็นการตีลังกาหรือการแสดงที่หวือหวา แต่หลังจากงานจบลง ผลลัพธ์ที่แท้จริงกลับน่าประทับใจกว่านั้น
“คนเก็ตจริง ๆ หลังจากที่งานเสร็จไปแล้ว เราเริ่มเห็นคนโพสต์หาว่าอยากได้แดร็กไปทำอีเวนต์ที่จังหวัดต่างๆ เริ่มมีการบรรจุคำว่าแดร็กเข้าไปในงานของภาคเอกชนและภาครัฐ”
อย่างไรก็ตาม ภัทรมองว่าการเติบโตของคอมมูนิตี้แดร็กในไทยไม่ได้เกิดขึ้นจาก Drag Bangkok เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากรายการ Drag Race โดยเขาแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงแรกเริ่มจากการมีรายการ Drag Race Thailand เมื่อ 8 ปีก่อน ที่ทำให้คนรู้จักศิลปะแดร็กมากขึ้น
จากนั้นในปี 2022 ที่ “Pangina Heals” แดร็กควีนชาวไทยและโฮสต์รายการ Drag Race Thailand เข้าร่วมการแข่งขัน “RuPaul's Drag Race UK vs The World” ซีซั่นแรก ซึ่งทำให้โลกหันมามองแดร็กไทย และเกิดมีมมากมายที่ใช้มาถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ทำให้คนไทยเข้าใจแดร็กมากขึ้น
ล่าสุดกับความสำเร็จของ “Gawdland” ผู้ชนะรายการ “RuPaul’s Drag Race UK VS The World Season 2” ซึ่งก็ทำให้สปอนเซอร์และพาร์ทเนอร์เริ่มเข้าใจว่าแดร็กสามารถทำอะไรได้บ้าง มากกว่าแค่การโชว์เท่านั้น ทำให้ปัจจุบันแดร็กปรากฏตัวในงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต และโฆษณา รวมถึงถูกมองเห็นในโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น
“ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าแดร็กไม่ใช่แค่ลิปซิงค์โชว์ เราเริ่มคุยเรื่องธุรกิจได้ ตอนนี้เริ่มมีข้อเสนอให้แดร็กเป็นพรีเซนเตอร์ ร่วมงานอีเวนต์ ถ่ายโฆษณา เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้ ซึ่งสำคัญกับเรา เพราะเราต้องการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขา” ภัทรกล่าว
สมาคมและสหกรณ์แดร็ก
ด้วยเหตุนี้ ภัทรจึงวางแผนที่จะจัดตั้ง “สมาคมแดร็ก” ขึ้น โดยตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเก็บข้อมูลและพูดคุยกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวศิลปิน องค์กร และออร์แกไนเซอร์ต่าง ๆ เพื่อหาพันธกิจที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง เพราะเขาไม่ได้ต้องการจดสมาคมเพียงเพื่อให้มีชื่อ แต่ต้องการสร้างมาตรฐานอาชีพและสวัสดิการที่แท้จริงให้กับศิลปินแดร็ก
“การตั้งสมาคมจะทำให้ทุกอย่างครบวงจร ทำให้ศิลปินของเรามั่นคงให้ได้ เราคุยตั้งแต่หลักสูตรการเรียนการสอนด้วยซ้ำ แล้วจะได้ค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ สวัสดิการมีไหม คือเราทำทั้งหมดเพื่อเป็นอีโคซิสเต็มที่แบบสุดท้ายถ้ามันสำเร็จเราก็จะมีแดร็กรุ่นใหม่ ที่มีคุณภาพไปเรื่อย ๆ”
“ถ้าเราทำสมาคม เรารับรองมาตรฐานแดร็กได้ ดังนั้นค่าแรงต้องขึ้นให้เรานะ คุณจะจ้างแดร็ก 1 คน คุณต้องรู้นะว่าต้นทุนเขามียังไง หรือว่าร้านอยากจ้างประจำใช่ไหม คุณมีสวัสดิการให้เขาไหม มีประกันสังคมให้เขาไหม หรือตัวแดร็กเองถ้าอยู่อยากได้งานต่างประเทศ ต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง มาตรฐานการแสดง การสื่อสารภาษา มันต้องได้อะไรบ้าง คนที่ขาดก็ต้องถูกผลักดัน ทั้งหมดนี้เราอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ เพราะเราอยากตั้งแล้วทำงานได้เลย”
นอกจากนี้ ภัทรยังตั้งใจจะจัดตั้ง “สหกรณ์แดร็ก” ซึ่งน่าจะเสร็จก่อนสมาคม เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและแหล่งหาสินค้ามือสองให้แก่แดร็กหน้าใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มหาของจากที่ไหน เช่น รองเท้า หรือ วิกผมสำหรับแดร็กพลัสไซส์
“สหกรณ์จะเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ทุกคนได้มาแชร์แมททีเรียลกัน และก็มีทุนให้สำหรับควีนไปใช้ทำโปรเจ็กต์ เพราะแดร็กไม่ได้มีอยู่แค่ในกรุงเทพฯ ยังมีแดร็กในจังหวัดอื่น ๆ ที่อาจจะไม่ได้หยิบจับอะไรได้ง่ายเหมือนในกรุงเทพ”
แต่ถึงแดร็กควีนกรุงเทพจะเข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าแดร็กจากจังหวัดอื่น ๆ จะสู้ไม่ได้ จากประสบการณ์ที่ภัทรพา Drag Arena ไปทัวร์ตามจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ได้เห็นศักยภาพและความเชี่ยวชาญของควีนในพื้นที่ที่แตกต่างกันไป
“แดร็กแต่ละจังหวัดมีคัลเจอร์ของตัวเองที่สตรองมาก โดยเฉพาะพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ซึ่งก็จะผสมกับคัลเจอร์นางโชว์ ทุกครั้งที่เราเอาแดร็กจากกรุงเทพฯ ไปเพอร์ฟอร์มที่จังหวัดต่าง ๆ จะเห็นความแตกต่างของเอนเนอร์จี วิธีกการเลือกเพลง วิธีการโชว์ไม่เหมือนกันเลย แล้วหลายคนทำเองทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า มองภาพรวมเป็นโชว์ไดเรกเตอร์ได้ แต่กรุงเทพฯ อาจเล่นกับคนดูเก่งกว่า เรียกแขกเก่ง”
กรรมการบริษัท เยลโล่แชนแนล จำกัด
“Thailand Drag Star” ประกวดนางงามแดร็ก
เนื่องจากแดร็กควีนไม่ได้มีความสามารถแค่การลิปซิงค์ ยังมีแดร็กควีนสายนางงาม (pageant) หรือ “ลุคควีน” ซึ่งเป็นที่รู้จักด้วยเช่นกัน เพื่อส่งเสริมแดร็กควีนกลุ่มนี้ ภัทรจึงจัดการประกวด “Thailand Drag Star” เพื่อเฟ้นหาลุคควีนหรือคนที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ สนุกกับการคิดลุคของตัวเอง ออกแบบคาแรคเตอร์ วางแผนเรื่องการแต่งหน้าและบุคลิกภาพ แล้วนำเสนอออกมาบนเวที
“เราต้องการคนที่แค่เดินมาเห็น ก็รู้เลยว่านี่คือแดร็ก มีโททัลลุคที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าต้องแต่งตัวใหญ่โตอลังการเสมอไป แต่คุณต้องชัดเจนว่าคุณคือใคร ปีนี้การแข่งขันเลยเข้มข้นขึ้น มีอีเวนต์มากขึ้น และเพิ่มวันแข่งขันเพื่อทดสอบในเรื่องนี้โดยเฉพาะ น่าจะเป็นปีที่สนุกมาก”
สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มีด้วยกัน 3 รอบ คือ รอบเปิดตัว ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ในงาน Bangkok Pride Awards 2026 ซึ่งจะมีการทำชาเลนจ์ให้คะแนนด้วย ส่วนรอบที่ 2: Immersive Space: จัดที่ SEACON Square ระหว่างวันที่ 12-14 มิ.ย. โดยผู้เข้าแข่งขันต้องแต่งหน้าและทำ Challenge กลางห้าง ท่ามกลางสายตาคนเดินผ่านไปมา
ภัทรกล่าวว่าตั้งใจจัดประกวดรูปแบบนี้ เพราะอยากให้คนทั่วไปเห็นการทำงานของแดร็กมากขึ้น อีกทั้งในช่วงพัก ผู้ชมสามารถเข้ามามีส่วนร่วม มาลองแต่งหน้า หรือจะถ่ายภาพคู่กับเซ็ต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่ากว่าจะเป็นแดร็กนั้นยากเพียงใด และทำให้คนรู้สึกอยากซัพพอร์ตแดร็กมากขึ้น
ส่วนรอบไฟนอล จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน ที่ BITECH Bangna ซึ่งมีการประกวดเต็มรูปแบบคล้ายกับการประกวดนางงาม มีทั้งรอบตอบคำถามและรอบคีย์เวิร์ด
อย่างไรก็ตาม ภัทรกล่าวว่าการสนับสนุนควีนสามารถทำได้เลย ไม่ต้องให้มีการประกวด “ง่ายที่สุดเลยก็เข้ามาซัพพอร์ตทางโซเชียลมีเดีย กดไลก์ กดแชร์ คอมเมนต์ อินบ็อกซ์มาพูดคุยกัน ไม่ต้องกลัวควีน อยากรู้อะไรถามได้เลย หรือจะตามไปดูที่งานอีเวนต์ ตามบาร์ด้วยก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวเราต้องทำคอนเทนต์แนะนำสำหรับคนไม่เคยไป ว่าไปบาร์แล้วต้องทำตัวอย่างไร ฉันอยากจะถ่ายรูปควีนยังไง ฉันจะให้เงินควีนแบบไหน”
แต่ถ้าเป็นสเกลใหญ่ขึ้น ระดับภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นแบรนด์และบริษัท ภัทรแนะนว่าให้ลองพิจารณาดูว่าจะสามารถเอาแดร็กมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมได้แค่ไหน ซึ่งอาจจะต้องมาวางแผนกันว่าจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ของแดร็กไปใช้อย่างไร
ส่วนภาครัฐ ภัทรกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าอยากให้นำเม็ดเงินมาสนับสนุนวงการแดร็ก เพื่อนำไปต่อยอดได้ “เราแปลงเม็ดเงินมาเป็นเวทีประกวด เป็นโอกาสในการทำให้เกิดการเผยแพร่รายการ Drag Race Thailand ทางฟรีทีวี หรือเป็นการซัพพอร์ตให้แดร็กไทยไปโชว์ตัวที่ต่างประเทศได้”
“เราคาดหวังกับภาครัฐเสมอ แต่เราไม่สามารถฝากความหวังทุกอย่างไว้ที่ภาครัฐได้ ที่ผ่านมา 10 กว่าปี เราพูดได้เต็มปากเลยว่าเราทำกันมาเอง ถ้ามีการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ ก็จะมาเติมสิ่งที่เราขาด อยากให้มองเราเป็นโปรดักต์เลยด้วยซ้ำ ว่าเราทำอะไรให้ได้บ้าง เรามีมูลค่าเท่าไหร่บ้าง อยากจะอัดฉีดตรงนี้อย่างไร แล้วอยากได้รีเทิร์นแบบไหน อันนี้มันแฟร์ที่สุด นอกจากจะได้เม็ดเงินเข้าประเทศแล้ว ยังขายวัฒนธรรมไปด้วย”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า RuPaul’s Drag Race เป็นรายการที่ผลักดันให้แดร็กเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นในไทย แต่วงการแดร็กคงอยู่รอดไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากผู้ชมและภาครัฐ ทั้งที่ควีนไทยก็มีความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
บทความโดย กฤตพล สุธีภัทรกุล

