ภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เข้าฉายในปี 2026 ยังคงเต็มไปด้วยหนังภาคต่อและหนังรีเมค ล่าสุดที่เพิ่งเข้าฉายไปหมาด ๆ คือ “The Devil Wears Prada 2” ที่เข้าฉายห่างจากภาคแรกนานถึง 20 ปี และหลังจากนี้ก็ยังมีหนังภาคต่อจ่อคิวฉายยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยเฉพาะ “Disney” ที่มีทั้งหนังซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel ทั้ง “Spider-Man: Brand New Day” และ “Avengers: Doomsday” ภาคต่อหนังของเล่นที่ไม่มีใครคิดว่าจะภาคต่ออย่าง “Toy Story 5” ภาคแยกของ “Star Wars” กับ “The Mandalorian and Grogu” รวมถึงภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันเจ้าหญิง “Moana”
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าการเอาหนังเก่าเกิน 20 ปีมาสร้างภาคต่อจะกลายเป็นเทรนด์ที่ทุกค่ายเลือกใช้ โดยมีข่าวประกาศสร้าง “Practical Magic 2” ซึ่งจะเข้าฉายภายในปีนี้ “Bend It Like Beckham” วางโปรแกรมไว้ในปี 2027 รวมถึงหนังผีระดับตำนานอย่าง “The Mummy” ภาค 4 ที่จะเข้าฉายในปี 2028 โดยจะได้นักแสดงจากภาคก่อนกลับมารับบทนำอีกครั้ง
ยังไม่รวมถึงหนังดังที่มีภาคต่อออกมาเรื่อย ๆ อย่าง “Avatar” “Fast & Furious” “Jurassic World” “Insidious” “The Hunger Games” “Scream” และ “James Bond” ไปจนถึงแฟรนไชส์ที่ห่างหายไปนานจนไม่คิดว่าจะมีภาคต่อแล้ว อย่าง “Scary Movie” ที่เดินทางมาถึงภาค 6 และห่างจากภาคก่อนถึง 13 ปี หรือแม้กระทั่งแอนิเมชันสุดฮิตในยุค 2000 อย่าง “Shrek” และ “Ice Age” ก็เตรียมกลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง
ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นว่าฮอลลีวูดกำลังติดอยู่ใน “กับดักเซฟโซน” ของหนังภาคต่อและรีเมคอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังภาคต่อสามารถทำรายได้ได้ดีกว่าหนังต้นฉบับ หากย้อนดูรายชื่อภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกตั้งแต่ปี 2010 เป็นมาจะพบว่าในทุกปีจะมีหนังภาคต่ออย่างน้อย 7 เรื่องที่ติดโผ 10 อันดับหนังทำเงินมากที่สุดของปีนั้น ๆ โดยในปี 2011, 2017, 2018, 2019, 2022 และ 2024 ไม่มีหนังใหม่ติด 10 อันดับหนังทำเงินมากที่สุดเลย
หวังสร้างเม็ดเงิน
นับตั้งแต่ยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา ก็ยังไม่มีปีไหนเลยที่รายได้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดทำรายได้รวมกันแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาของสตรีมมิ่ง ที่ทำให้พฤติกรรมการดูหนังของผู้ชมที่เปลี่ยนไป ไม่ค่อยออกไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ ทำให้ค่ายหนังต่าง ๆ จึงพยายามเข็นแฟรนไชส์หนังที่มีแฟน ๆ คอยติดตามอยู่แล้วออกมาฉาย มากกว่าจะไปเสี่ยงกับหนังใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากดูหรือไม่ เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่ามีคนรอดูอยู่ พร้อมจ่ายเงินออกจากบ้านมาดูหนังแน่นอน
พอล เดอร์การาเบเดียน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การตลาดของ Comscore ให้ความเห็นว่า “สตูดิโอพร้อมเดิมพันกับความคุ้นเคยของผู้ชม เพราะเมื่อคนดูรู้ว่าจะได้ดูอะไรตั้งแต่ก่อนเดินเข้าโรงหนัง พวกเขาก็จะกล้าซื้อตั๋ว ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในยุคที่ต้นทุนการผลิตสูงลิ่ว”
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าหนังภาคต่อหรือรีบูตทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จ หลายเรื่องก็ขาดทุนคว่ำคาตารางหนังทำเงิน เช่น “Tron: Ares” “Gladiator II” “M3GAN 2.0” หรือแม้แต่ “Snow White” ก็รายได้ไม่เข้าเป้าทั้งสิ้น ส่วน “Avatar: Fire and Ash” “Jurassic World Rebirth” และ “Wicked: For Good” แม้จะยังทำรายได้ดีอยู่ แต่ก็น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นผลมาจากคุณภาพที่ลดลงและการที่ผู้ชมเริ่มเลือกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
เอลิเซีย รีส รองประธานอาวุโสจาก Wedbush ระบุว่า การยึดติดกับแฟรนไชส์ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เพราะผู้ชมในปัจจุบันมีความละเอียดรอบคอบในการเลือกชมหนังมากขึ้น และรอฟังรีวิวจากโซเชียลมีเดียหรือรอให้เป็นกระแสก่อน แสดงให้เห็นว่าพลังของการบอกต่อมีความสำคัญมากกว่าเดิม หากสตูดิโอพยายามขยายเนื้อหาให้บางเกินไปโดยไม่ใส่ใจรายละเอียด หนังเรื่องนั้นก็จะล้มเหลวได้ง่าย ๆ
นอกจากการทำหนังภาคต่อแล้ว เรายังเห็นแนวโน้มการนำหนังดังในอดีตมาปัดฝุ่นใหม่ในรูปแบบซีรีส์ทางโทรทัศน์ เช่น Harry Potter และ Twilight ที่มีกำหนดฉายในปี 2026 ซึ่งแนวทางนี้แม้จะช่วยขยายจักรวาลของเรื่องได้กว้างขึ้น แต่ก็เสี่ยงที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนคลับรุ่นก่อนที่ผูกพันกับเวอร์ชันภาพยนตร์ไปแล้ว
ขณะเดียวกัน แฟรนไชส์หนังดังไม่ได้มีแค่ภาพยนตร์อีกต่อไป แต่เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่นำไปต่อยอดสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่รวมไปถึงสินค้าลิขสิทธิ์ สวนสนุก การแสดงสดและแม้กระทั่งเรือสำราญ ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Disney และ Universal ใช้ภาพยนตร์ Star Wars, Marvel และ Minions มาดึงดูดผู้คนให้ไปใช้บริการที่สวนสนุกและซื้อสินค้าของสะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลและต่อเนื่องยาวนานกว่ารายได้จากบัตรเข้าชมโรงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว
โรงภาพยนตร์พยายามต่อสู้กับสตรีมมิ่ง ด้วยการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเชิงกิจกรรม จัดอีเวนต์ดึงดูดให้แฟนคลับออกมาดูหนัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดรอบฉายพิเศษที่ให้ผู้ชมแต่งกายตามตัวละคร วางจำหน่ายถังป๊อปคอร์นและแก้วน้ำรุ่นลิมิเต็ด ไปจนถึงแถมของที่ระลึกจากภาพยนตร์ เช่น โปสเตอร์ แฟ้ม โพสต์การ์ด ฯลฯ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้มักใช้ได้กับหนังแฟรนไชส์ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น
เอริค แฮนด์เลอร์ นักวิเคราะห์จาก Roth Capital Partners มองว่า ผู้ชมชอบหนังแฟรนไชส์มาหลายทศวรรษแล้ว เพราะความคุ้นเคยสร้างความผูกพันและทำให้คนมีโอกาสจะเดินเข้าโรงหนังมากขึ้น ซึ่งสตูดิโอเพียงแค่ตอบสนองต่อสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงินได้จริง
ความคิดสร้างสรรค์ถูกจำกัด
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาหนังแฟรนไชส์มากเกินไปก็อาจไม่ส่งผลดีต่อวงการภาพยนตร์ แอนดรูว์ วอลเลนสไตน์ จาก Variety เตือนว่า การที่ฮอลลีวูดเสพติดแต่การทำหนังภาคต่ออาจทำให้ขาดการสร้างอนาคต เพราะหากไม่มีหนังต้นฉบับที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ วันหน้าก็จะไม่มีหนังเรื่องไหนเหลือให้สร้างภาคต่อได้อีก
วัฒนธรรมการทำหนังภาคต่อ รีเมค และรีบูต จึงไม่ต่างจากยาเสพติดที่ให้ความรู้สึกดีในชั่วขณะ แต่นำไปสู่ความเสื่อมถอยในระยะยาว มันเป็นการสร้างความบันเทิงที่ให้ความอิ่มเอมใจจากความถวิลหาอดีต แต่กลับไม่สร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับวัฒนธรรมภาพยนตร์อย่างแท้จริง
ตัวอย่างที่ชัดเจนของความเสี่ยงนี้ คือความพยายามที่จะทำภาคต่อให้กับหนังที่จบลงอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้วหลายทศวรรษ เช่น “Happy Gilmore 2” หรือ “The Naked Gun” ซึ่งแฟนหนังจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องมีภาคต่อขนาดไหน ในเมื่อภาคแรกก็จบบริบูรณ์ไปแล้ว หรือเป็นเพียงแค่การหาผลประโยชน์จากความทรงจำเก่า ๆ เท่านั้น
ส่วนแอนิเมชันที่ Disney และ Pixar วางแผนสร้างและเตรียมฉายในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ นอกจาก “Toy Story 5” “Moana” (เวอร์ชันคนแสดง) ที่เข้าฉายในปีนี้ ส่วนใหญ่มีแต่หนังภาคต่อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “Lilo & Stitch 2” “Incredibles 3” “Coco 2” และ “Frozen” ดูกันยาว ๆ ไปถึงภาค 4 แล้ว รวมถึง “Bluey: The Movie” ซึ่งพัฒนามาจากการ์ตูนทีวีสุดฮิต มีเพียง “Hexed” และ “Gatto” เท่านั้นที่เป็นหนังใหม่ ยังไม่รวมถึงหนังไลฟ์แอ็กชันที่รีเมคมาจากการ์ตูนอย่าง “Tangled” “Hercules” และ “Gaston” ตัวร้ายจากโฉมงามกับเจ้าชายอสูร ที่เริ่มพัฒนาไปแล้ว
สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้กำกับระดับตำนาน กล่าวถึงทิศทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปัจจุบันระหว่างการขึ้นเวที “CinemaCon 2026” โดยส่งสัญญาณเตือนถึงสตูดิโอหนังถึงอันตรายของการยึดติดกับแฟรนไชส์หนังและทรัพย์สินทางปัญญามากจนเกินไป
“ถ้าเราเอาแต่สร้างหนังภาคต่อจากแฟรนไชส์หนังที่รู้จักอยู่แล้ว แสดงว่าไอเดียของเรากำลังจะหมด” สปีลเบิร์กกล่าว
แม้หนังภาคต่อหรือการรีเมคหนังเก่า จะเคยสร้างความสำเร็จอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันสูตรสำเร็จเหล่านี้อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ของฮอลลีวูดกำลังเดินไปถึงทางตัน
นอกจากนี้ สปีลเบิร์กยังได้เรียกร้องให้อุตสาหกรรมกลับมาให้ความสำคัญกับนักเล่าเรื่องที่มีไอเดียแปลกใหม่ พร้อมกล่าวว่า
“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการนำเสนอเรื่องราวผ่านภาพให้ผู้ชมได้เห็น และเรื่องราวเหล่านั้นสามารถอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ แต่เราจำเป็นต้องเล่าเรื่องราวที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และมีความเป็นต้นฉบับมากขึ้น”
สุดท้ายแล้ว สปีลเบิร์กเชื่อว่าปัจจัยที่จะทำให้คนออกไปดูหนัง ซึ่งจะส่งผลให้โรงหนังอยู่รอดได้ในระยะยาว ก็มาจากความกล้าที่จะเสี่ยงกับหนังไอเดียใหม่ของค่ายหนัง ที่ผู้ชมคาดเดาไม่ได้เหมือนกับหนังภาคต่อทั่วไป และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ขึ้นมามีพื้นที่ในการแสดงฝีมือ มากกว่าจะทำแต่สิ่งเดิม ๆ หวังกินบุญเก่าที่เริ่มจะใช้ไม่ได้ผลแล้วในปัจจุบัน
ไม่กล้าออกจากเซฟโซน
ท่ามกลางกระแสหนังภาคต่อ ก็ยังคงมีผู้กำกับที่พยายามนำเสนอผลงานต้นฉบับสดใหม่ในยุคใหม่อยู่ เช่น คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เลือกนำมหากาพย์ “The Odyssey” มาตีความใหม่ด้วยเทคนิค IMAX 70 มม. โดยโนแลนกล่าวถึงความกดดันในการทำหนังฟอร์มยักษ์ว่า “ผู้ชมต้องการการตีความที่จริงใจและเข้มข้น ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะมาจากเรื่องราวที่คนรักอยู่แล้วหรือเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือคนทำหนังต้องทุ่มเทให้กับมันอย่างสุดกำลังเพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด”
นอกจากนี้ หนังแนวสยองขวัญมิวสิคัล “Sinners” ของไรอัน คูเกลอร์ ที่เกี่ยวกับแวมไพร์ในยุค 1930 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไอเดียที่แปลกประหลาดและมีความคิดสร้างสรรค์สูงยังคงสามารถประสบความสำเร็จและได้รับคำชมจากทั้งนักวิจารณ์และแฟนหนัง พร้อมส่งให้ไมเคิล บี. จอร์แดน ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอีกด้วย
โอลิเวีย ไวลด์ ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังให้ความเห็นว่า “ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ถึงความเสี่ยง และพวกเขารู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ การที่สตูดิโออย่าง A24 ยังคงให้ความสำคัญกับการฉายหนังในโรงภาพยนตร์และใช้ฟิล์ม 35 มม. เป็นสัญญาณที่ดีว่ายังมีพื้นที่สำหรับงานศิลปะที่กล้าหาญ”
ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าวงการฮอลลีวูดยังคงมีพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนว ไม่ได้หมดไอเดียเสียทีเดียว เพียงแต่สตูดิโอไม่กล้าเสี่ยง ไม่อยากออกจากเซฟโซน โมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้ความสำคัญกับรายได้และผลกำไร จนละเลยความคิดสร้างสรรค์
วงจรของภาคต่อ การรีเมค และการดัดแปลง เป็นสิ่งที่ทำให้ฮอลลีวูดติดอยู่ในรูป ป๊อปคัลเจอร์เริ่มจางหายลงเรื่อย ๆ ทั้งที่มันมีหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามวัฒนธรรม ภูมิหลัง และอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน ภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมจะติดตราตรึงใจผู้ชมไปอีกหลายปีมักเป็นหนังใหม่ ไม่ใช่ภาคต่อของแฟรนไชส์หนังที่ดูแล้วก็ผ่านเลยไป
ในท้ายที่สุด ความสมดุลคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของอุตสาหกรรม หนังภาคต่อไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในตัวเอง เพราะภาพยนตร์คลาสสิกหลายเรื่องก็เป็นการดัดแปลงมาจากวรรณคดีหรือตำนานโบราณ แต่สิ่งที่ฮอลลีวูดต้องการคือความหลากหลายและความพอดีในการนำเสนอเนื้อหา
หากผู้ชมกล้าที่จะเสี่ยงเวลาและเงินทองเพื่อสนับสนุนหนังต้นฉบับที่มีไอเดียสดใหม่ สตูดิโอก็จะเริ่มมีความกล้าที่จะลงทุนในโปรเจกต์ที่แปลกใหม่มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในโลกภาพยนตร์ พร้อมเป็นการยืนยันว่าความเป็นต้นฉบับและไอเดียใหม่ ๆ ยังคงมีค่าและคุ้มค่าที่จะลงทุนเสมอ
ที่มา: CNBC, Dailysabah, No Film School, Stylish, TR!LL, TR!LL1, Variety


