Ready Or Not (2019) หนังระทึกขวัญสไตล์ไล่ล่า ตามล้างตามฆ่า ผสานความแอคชั่นคอมเมดี้ได้มีจังหวะจะโคนลงตัว ส่งผลให้กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 57.6 ล้านดอลลาร์ จากต้นทุนในการสร้างเพียง 6 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจาก Box Office Mojo)
ทั้งที่หนังทำเงินมหาศาล แต่ Searchlight Pictures กลับทิ้งช่วงนานถึง 7 ปี กว่าจะปล่อยภาคต่อที่ใช้ชื่อว่า Ready or Not 2: Here I Come ออกมาให้เราได้ดูกัน ซึ่งความไม่รีบร้อนเกาะกระแสความดังของภาคแรกส่งผลให้เราได้ดูงานที่ผ่านการพัฒนามาอย่างรอบคอบ มีการ “ขยายจักรวาล” ออกไปแบบมีที่มาที่ไป เพิ่มตัวละครเข้ามาตอกย้ำ “ปมเรื่องครอบครัว” ของนางเอก ทำให้มิติของตัวละครมีความลึกขึ้น ไปได้สุดขึ้น จึงดูสนุก สะใจกว่าเดิม
ขยายจักรวาลยิ่งใหญ่กว่าเดิม
Ready Or Not ภาคแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับ เกรซ (นำแสดงโดย Samara Weaving) หญิงสาวที่ดูเหมือนจะโชคดี เพราะเธอกำลังจะแต่งงานเข้าไปเป็นสะใภ้ “ตระกูลเลอโดมาส” ที่เปรียบได้กับ “ราชวงศ์” ของอาณาจักรเกมที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า
ครอบครัวเลอโดมาสมีธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ณ เวลาเที่ยงคืนของวันแต่งงาน เขยหรือสะใภ้ที่แต่งเข้ามาจะต้องเล่นเกมหนึ่งเกมให้ผ่านจึงจะถูกรับเข้าเป็นสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการ แต่เกรซดันหยิบได้ไพ่ใบที่แย่ที่สุดในสำรับ เพราะ “เกมซ่อนหา” ที่เธอต้องเล่นนั้นมีชีวิตเป็นเดิมพัน
คนในครอบครัวสามีทั้งหมดต้องจับตัวเกรซไปบูชายัญให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มิฉะนั้น พวกเขาเองจะเป็นฝ่ายที่ถูก “มิสเตอร์ลาเบล” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “ซาตาน” ลงโทษให้ตัวระเบิดตูม ตายยกตระกูล
ภาคแรกจบลงตรงที่เกรซรอดตายมาได้ในสภาพสะบักสะบอม ชุดเจ้าสาวอาบโชกไปด้วยเลือด แขนเสื้อเหลืออยู่ข้างเดียว เธอเดินโซซัดโซเซมานั่งจุดบุหรี่สูบอยู่บนชานพักบันได หน้าคฤหาสน์ตระกูลเลอโดมาสที่กำลังระเบิด ไฟลุกโชนอยู่ด้านหลัง เสียงหวอดังขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจถามเธอว่าเป็นอะไรไหม
ตัดมาที่ภาค 2 เนื้อเรื่องดำเนินต่อจากเหตุการณ์นี้ทันที เกรซที่นั่งสูบบุหรี่อยู่เกิดอาการวูบ ลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงในโรงพยาบาล คิดว่าฝันร้ายจบลงเสียที แต่เธอคิดผิด เกรซถูกจับตัวกลับไป “เล่นเกม” อีกครั้ง แถมยังในสเกลที่ใหญ่และโหดกว่าเดิม เพราะจักรวาล Read Or Not ถูกขยายออกไปให้กว้างขึ้น
ไม่ได้มีเพียงตระกูลเลอโดมาสเท่านั้นที่ทำสัญญากับซาตาน แต่มีอีก 4 ตระกูลที่รีบบินมาจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ผู้นำ “สภาสูง” (High Council) ที่ตระกูลเลอโดมาสครอบครองอยู่ เก้าอี้ตัวนี้สามารถควบคุมโลกทั้งใบ แม้แต่สงครามระหว่างประเทศ (แบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน) ก็อยู่ในความควบคุมของพวกเขา สามารถสั่งให้หยุดหรือยิงต่อได้
ดังนั้นใน Ready Or Not 2 เกรซจึงต้องเผชิญกับโครงสร้างอำนาจใหม่ เดิมพันที่สูงกว่าเดิม การถูกไล่ล่าจากหัวหน้าตระกูลใหญ่ที่ไม่ได้ใช้อาวุธตกยุค หรือเป็นไก่อ่อนไม่เคยฆ่าคนแบบสมาชิกครอบครัวเลอโดมาสในภาคแรกอีกแล้ว (แม้จะมีพวกลูกคนรวยที่ทำอะไรไม่เป็น แม้แต่ฆ่าคน มาเสริมความฮาอยู่บ้างก็ตาม)
ที่สำคัญ การมีอีก 4 ตระกูลเพิ่มเข้ามายังเสริมให้หนังมีเส้นเรื่องเกี่ยวกับ “การแย่งชิงอำนาจ” เพิ่มเข้ามา ไม่ได้มีเพียงการไล่ฆ่าเกรซให้ตาย แต่ยังมีการใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองชนะซึ่งทำให้หนังมีจุดพลิกผัน ดูสนุกขึ้น
“น้องสาว” ปมครอบครัวที่ร้าวลึก
Ready Or Not ภาคแรกไม่ได้ให้ปูมหลังของเกรซเอาไว้เท่าไรนัก คนดูได้รู้เพียงว่าเธอเติบโตมาในครอบครัวอุปถัมภ์ ต้องใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบมาตลอดจึงมีปมเกี่ยวกับครอบครัว เราจะเห็นว่าเธอถูกขยี้ปมเรื่อง “อยากมีครอบครัวเป็นของตัวเอง” อยู่หลายครั้ง
พอมาถึงภาค 2 ช่องว่างดังกล่าวถูกเติมเต็มด้วยการเพิ่ม เฟธ (นำแสดงโดย Kathryn Newton ) น้องสาวที่ถูกเกรซทอดทิ้งเข้ามา โดยเฟธถูกจับมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับให้เกรซต้องร่วมเล่นเกมอีกครั้ง ขณะเดียวกันมันก็เพิ่มทั้งอุปสรรคทางกายและใจ ตลอดจนเพิ่มมิติให้กับตัวของเกรซได้มากขึ้น
ทีมนักแสดงสุดยอดเหมือนเดิม
ภาคแรกมีทีมนักแสดงสุดยอดฝีมืออย่างไร (แอนดี แมคโดเวลล์, อดัม โบรดี, มาร์ค โอไบรอัน) Ready Or Not 2 ก็ขนมามากไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นตัวแม่หนังสยองขวัญยุค 90 อย่าง ซาราห์ มิเชล เกลลาร์ (Scream 2, I Know What You Did Last Summer), ชอว์น ฮัทโทซี (The Pitt, The Faculty) ตัวร้ายที่จะทำให้คุณขนหัวลุก, เนสเตอร์ คาร์โบเนลล์ (The Dark Knight), เอไลจาห์ วูด (The Lord of the Rings)
ที่สำคัญคือการได้ เดวิด โครเนนเบิร์ก (David Cronenberg) ผู้กำกับ The Fly หนังต้นตำรับ Body Horror มารับบทผู้นำตระกูล Danforth ผู้พิทักษ์กฏระเบียบดั้งเดิม ที่เล่นเอานักแสดงในเรื่องถึงกับสั่นกันไปหมดกับการได้ร่วมงานกับ “ตำนานที่ยังมีชีวิต” แห่งวงการภาพยนตร์คนนี้
ในส่วนของทีมงานนั้นแทบจะยกมาจากภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ Matt Bettinelli-Olpin และ Tyler Gillett ทีมผู้เขียนบท ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบงานสร้าง ผู้กำกับภาพ หัวหน้าแผนกเทคนิคพิเศษแต่งหน้าและอวัยวะเทียม
เสน่ห์ของ “คนไม่สมบูรณ์แบบ”
ซามารา วีฟวิง พูดถึงตัวละครที่เธอเล่นว่าใน Ready or Not 2: Here I Come นี้ “เกรซ” ยังคงเป็นตัวละครที่ “ตั้งใจให้ไม่สมบูรณ์แบบ” เหมือนเดิม พร้อมอธิบายว่าเกรซรอดชีวิตด้วยสัญชาตญาณและความดื้อดึง มากกว่าความแข็งแกร่งหรือการเตรียมพร้อม มันทำหน้าที่เป็น “เสียงแห่งเหตุผลท่ามกลางผู้คนที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง” แม้สถานการณ์จะทวีความใหญ่โตและเหนือจริงมากขึ้นก็ตาม
ขณะที่ผู้กำกับชี้ว่าความเป็นมนุษย์เช่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ความโกลาหล บ้าระห่ำในเรื่องยังคงยึดโยงกับความจริง
“เกรซมีข้อบกพร่อง เธอไม่สมบูรณ์แบบ และเธอมีความลับ ซามาราถ่ายทอดสองด้านนั้นได้อย่างจริงแท้ ทำให้ผู้ชมอยู่ข้างเธอเสมอ แม้ในยามที่เธอทำสิ่งผิดพลาด”
ผู้กำกับยังเสริมด้วยว่าการเอาชีวิตรอดของเกรซไม่ได้ถูกทำให้ดูสง่างามเกินจริง
“เธอต้องเผชิญความบ้าคลั่งทั้งหมดนี้ในแบบที่มนุษย์ธรรมดาจะทำ นั่นคือพยายามเอาชีวิตรอด คุณไม่ได้กลายเป็นจอห์น วิคในทันที”
เมื่อถูกถามว่าผู้ชมควรคาดหวังสิ่งใดจาก Ready or Not 2: Here I Come ซามารา วีฟวิงตอบอย่างไม่ลังเลว่า “คุณจะได้เห็นเลือดมากขึ้น ความคลั่งมากขึ้น มันคือทุกสิ่งที่คุณรักจากภาคแรก — แต่เข้มข้นกว่าเดิม”
สามารถรับชม Ready or Not 2: Here I Come ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
แต่ถ้าใครอยากย้อนไปทบทวนภาคแรก Ready Or Not สามารถรับชมได้ทาง Disney+





