ท่ามกลางสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังเขย่าโลกอยู่ทุกวันนี้ หลายคนอาจลืมไปว่า อีกหนึ่งสงครามยังไม่จางหาย นั่นคือการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ที่เพิ่งครบรอบ 4 ปีมาหมาดๆ
ในวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปและสถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย จัดงานรำลึก 4 ปีแห่งความกล้าหาญ ด้วยการฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “2000 Meters to Andriivka” กำกับโดย มสติสลาฟ เชอร์นอฟ (Mstyslav Chernov) ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องที่ 2 ของเชอร์นอฟที่เล่าเรื่องความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ หลังจากภาพยนตร์สารคดี “20 Days in Mariupol” ของเขาคว้าออสการ์ไปเมื่อสองปีก่อน
ความแตกต่างอยู่ที่ว่า เรื่องแรกเน้นประสบการณ์ของพลเรือน ส่วน“2000 Meters to Andriivka” เป็นการติดตามทหารในกองพลจู่โจมที่ 3 ของยูเครน ระหว่างการโจมตีตอบโต้ดุเดือด เมื่อเดือน มิ.ย.2023 ระยะทางสองกิโลเมตรที่เชอร์นอฟ และอเล็กซ์ บาเบนโก เพื่อนร่วมงานจากสำนักข่าวเอพีเข้าไปถ่ายทำกลางป่าในภารกิจปลดปล่อยหมู่บ้านอันดรีฟกาที่ถูกรัสเซียยึดครอง การเล่าเรื่องผสมผสานกันทั้งฟุตเทจต้นฉบับ วีดีโอจากกล้องติดตัวของทหารยูเครน การทบทวนไตร่ตรองแผนความรู้สึกเหมือนยาวนานราวชั่วกัปป์ชั่วกัลป์
ภาพการต่อสู้นั้นจริงเสียยิ่งกว่าจริง ทหารบาดเจ็บล้มตายต่อหน้ากล้อง เผยให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ในช่วงที่กองทัพยูเครพยายามยึดเมืองบักมุตคืนเส้นทางไปที่นั่นผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ชื่ออันดรีฟกา ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้เกือบๆ สองกิโลเมตรและผ่านป่าเล็กๆที่มีทุ่นระเบิดเต็มสองข้างทาง ภาพยนตร์ทั้งเรื่องถ่ายทำกันในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ระยะทางอันแสนสั้นแต่กลับหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตของทหารหลายคน
เล่ามาแค่นี้สำหรับคนที่ไม่ได้ดูก็รู้ว่าเครียด! บรรยากาศตอนฉายหลายคนออกจากห้องฉายกลางคัน ไม่ต้องพูดถึงชาวยูเครนที่อยู่ในสมรภูมิจริงว่ายากลำบากขนาดไหน
“ไม่มีใครเกิดมาเป็นทหาร ทหารยูเครนส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา คนที่ก่อนปี 2014 และก่อนปี 2022 ใช้ชีวิตปกติทั่วไป พวกเขามีอาชีพ มีงานอดิเรก ตอนนี้เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ภรรยา พ่อแม่ ลูก และเพื่อนๆ ต่างรอคอยการกลับมาของพวกเขา ชายหญิงเหล่านี้ทุกคนได้ตัดสินใจอย่างยากลำบาก เอาสิ่งมีค่าที่สุดที่มนุษย์ได้รับนั่นคือชีวิตของตนเองไปเสี่ยง เหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเช่นนั้นอยู่ทางด้านขวามือของผมนี่ไงครับธงสีฟ้าและสีเหลือง ยูเครนไม่ได้เลือกสงครามครั้งนี้ แต่ยูเครนเลือกที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งที่ควรเป็นของเรา – เสรีภาพและอนาคตของเรา” วิกเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการสถานทูตยูเครนประจำประเทศไทยกล่าวก่อนภาพยนตร์ฉาย ตอกย้ำถึงความไม่ย่อท้อของชาวยูเครนและยืนหยัดในจุดยืนที่มั่นคงของยูเครนบนเส้นทางสู่สันติภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืนตามแนวทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ถึงวันนี้ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ร้อนระอุ อย่าลืมว่าสงครามในยูเครนยังไม่จบและยังไม่เห็นวี่แวว คนดูก็ได้หวังว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้เคยลั่นวาจาว่าสามารถยุติสงครามยูเครนได้ภายใน 24 ชั่วโมงจะทำได้จริง เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมารำลึกปีที่ 5 หรือต้องดูสารคดีเรื่องใดๆ กันอีก แม้เป็นภาพยนตร์ควรค่าระดับชิงออสการ์ก็ตาม





