เมื่อพูดถึงไต้หวันหลายคนต้องคิดถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เปลี่ยนไต้หวันจากเขตเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอันมีอยู่น้อยนิด กลายเป็น “เกาะซิลิกอน” ของโลก
ไต้หวันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เรื่องราวทั้งหมดบอกเล่าไว้ใน ‘A Chip Odyssey' (มหากาพย์แห่งชิป) ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่กล่าวถึงอุตสาหกรรมชิปของไต้หวัน ผลงานการกำกับของเซียวจูเฉิน (Hsiao Chu-ChChen) ที่ใช้เวลาถึงห้าปีสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวข้องกว่า 80 คน ผู้ร่วมกันสร้างอาณาจักรชิปไต้หวันขึ้นมาจากที่ไม่มีอะไรเลยจนยิ่งใหญ่ขึ้นมาในทุกวันนี้ เริ่มต้นที่ทศวรรษ 1970 ไต้หวันเป็นดินแดนที่ขาดแคลนเทคโนโลยี รัฐบาลตัดสินใจทุ่มสุดตัวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ปี 1973 ไต้หวันก่อตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ไอทีอาร์ไอ) ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอันเป็นเสาหลักหนึ่งของเศรษฐกิจ ส่วนมหากาพย์แห่งชิปเริ่มต้นด้วยคนเพียงเจ็ดคนในปี 1974 เมื่อซุน ยุนซวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ, เฮนรี เกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งและการสืื่อสาร รวมทั้งผู้นำภาครัฐและเอกชนคนอื่นๆ ได้ประชุมกันที่ร้านอาหารเช้าเล็กๆ ชื่อร้านเสี่ยวซินซิน บนถนนหนานยาง เริ่มต้นยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการส่งวิศวกรหนุ่มวัยยี่สิบเศษกลุ่มหนึ่ง (มีสุภาพสตรีไปด้วยทำหน้าที่บัญชี) ไปศึกษาดูงานการผลิตชิปตามโครงการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่บริษัทอาร์ซีเอในสหรัฐ รัฐมนตรีซุนได้ออกคำสั่งอย่างเข้มงวดก่อนออกเดินทางว่า “ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก” เท่ากับว่าโชคชะตาของไต้หวันอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้
หนุ่มสาวเหล่านี้ได้ทุนใช้จ่ายขณะอยู่ในสหรัฐเพียง 18 ดอลลาร์ต่อเดือน ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้ ตัวละครตัวหนึ่งเล่าว่า เมื่อเดินผ่านร้านฟาสต์ฟู้ดก็ได้แต่มองเพราะซื้อรับประทานไม่ได้ อย่างไรก็ตามด้วยความมุ่งมั่นอดทน หนุ่มสาวนำความรู้ความสามารถกลับบ้านเกิด แยกย้ายกันไปสร้างสตาร์ตอัพเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และผลจากความทุ่มเทของพวกเขาในปี 1977 ไต้หวันเซอร์ไพรส์โลกเมื่อสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์แรกของตนมีอัตราผลผลิตสูงกว่าบริษัทอาร์ซีเอภายในเวลาเพียงครึ่งปี
สำหรับบริษัททีเอสเอ็มซี หรือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 ในลักษณะของบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไต้หวัน, ไอทีอาร์ไอ และนักลงทุนเอกชน ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตชิปตามสัญญาจ้างรายใหญ่สุดของโลก เป็นซัพพลายเออร์ชิปเอไอรายสำคัญให้กับบริษัทใหญ่อย่างเอ็นวิเดีย โดยชิปก้าวหน้าส่วนใหญ่ผลิตในไต้หวัน ยิ่งกระแสเอไอบูมยิ่งหนุนให้ทีเอสเอ็มซี บริษัทจดทะเบียนมูลค่าสูงสุดของเอเชีย โดดเด่นเหนือคู่แข่ง
สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้บอกเล่าแค่การเติบโตบนเส้นทางธุรกิจ แต่ฉายให้เห็นความพยายามร่วมกันของทุกคน ภายใต้วิกฤติด้านภูมิรัฐศาสตร์ในทศวรรษ 1970 ไม่ว่าจะเป็นการที่ไต้หวันต้องออกจากสหประชาชาติในปี 1971, วิกฤตการณ์น้ำมัน ปี 1973 และที่ช็อกไต้หวันมากที่สุดคือสหรัฐตัดสัมพันธ์หันไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในวันที่ 1 ม.ค.1979 แทน
ถึงวันนี้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ส่งผลกระทบถึงทุกประเทศ แต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวันยังไม่หยุดเติบโต ‘A Chip Odyssey' ช่วยให้ฉุกคิดได้ว่า ความเสี่ยงอันเกิดจากปัจจัยภายนอกไม่ได้เป็นแค่ภัยคุกคามแต่ยังเป็นโอกาสหากทุกคนในสังคมมุ่งมั่นเดินหน้าไปด้วยกัน เพราะ“ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก” ดังที่ไต้หวันพิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว





