ถอดสัญลักษณ์และการต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน “Super Bowl LX Halftime Show” ของ “Bad Bunny” แสดงว่าอเมริกาไม่ได้มีแค่สหรัฐ
“Bad Bunny” (แบดบันนี่) ขึ้นแสดงโชว์ “Super Bowl LX Halftime Show” ณ สนาม Levi's Stadium เมืองแซนตาแคลรา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 ตามเวลาประเทศไทย ตลอดการแสดง 13 นาทีกว่า Bad Bunny เสิร์ฟเพลงทั้งสิ้น 14 เพลง อีกทั้งยังได้ “เลดี้ กาก้า” และ “ริกกี้ มาร์ติน” มาร่วมแสดงด้วย
ตามการประเมินจาก Newsweek คาดว่าการแสดงครั้งนี้มียอดผู้ชมสูงถึง 135.4 ล้านคน ซึ่งหากได้รับการยืนยัน จะกลายเป็นการแสดงพักครึ่งที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่เพียงเท่านั้น งานแถลงข่าวการแสดงครั้งนี้ยังสร้างสถิติด้วยยอดวิวมากกว่า 63 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมงแรก
หลังจากจบโชว์ ยอดการฟังเพลงของ Bad Bunny บน Apple Music พุ่งสูงขึ้นถึง 7 เท่าทันที นอกจากนี้ เพลง “BAILE INoLVIDABLE” พุ่งขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด U.S. Latin และมียอดการฟังเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาสเปน
การเตรียมงานครั้งนี้ Bad Bunny กล่าวว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อให้ได้รางวัล “ผมทำงานไม่ได้ทำเพื่อต้องได้รางวัลอัลบั้มแห่งปี หรือต้องเป็นศิลปินขึ้นโชว์ในช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบวล์ ผมแค่พยายามเชื่อมต่อกับรากเหง้า กับผู้คนของผม และตัวผมเอง”
Bad Bunny กล่าวว่าโชว์ของเขาจะเป็น “ปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่” ยิ่งไปกว่านั้นโชว์นี้ยังได้สอดแทรกสัญลักษณ์ ความหมายทางประวัติศาสตร์และการเมืองไว้ด้วยกันมากมาย ดังนี้
อ้อย
การแสดงเริ่มต้นด้วยภาพมุมกว้างของทุ่งอ้อยที่เขียวขจี ก่อนที่กล้องจะแพนลงมาหา Bad Bunny ที่เดินท่ามกลางกลุ่มคนตัดอ้อย ซึ่ง “อ้อย” เคยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของเปอร์โตริโกในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งอุตสาหกรรมนี้ล่มสลายลง เนื่องจากค่าแรงที่สูงขึ้นจนไม่คุ้มทุน
อย่างไรก็ตาม ทุ่งอ้อยเหล่านี้ คือสัญลักษณ์ของมรดกแห่งการล่าอาณานิคมและการค้าทาส แรงงานชาวแอฟริกันถูกบังคับให้ทำงานในไร่อ้อยภายใต้การปกครองของสเปนจนถึงปี 1873 หลังจากสหรัฐ เข้ายึดครองในปี 1898 บริษัทน้ำตาลของสหรัฐ ก็เข้าครอบครองที่ดินและกอบโกยกำไรจากแรงงานท้องถิ่น
การตัดอ้อยเป็นงานที่หนักและทรหดอย่างยิ่งท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ในอดีต แรงงานจากประเทศใกล้เคียงมักถูกนำเข้ามาเพื่อทำงานนี้ เพราะนายจ้างจะสามารถเนรเทศแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ได้ หากบ่นเรื่องการทำงาน ต่างจากชาวเปอร์โตริโกที่ไม่สามารถถูกเนรเทศได้ เนื่องจากมีสถานะเป็นพลเมือง ทำให้นายจ้างมองว่า พวกเขาควบคุมชาวเปอร์โตริโกได้ยากกว่า
การเปิดโชว์ด้วยทุ่งอ้อย จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นของเกาะแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการถูกกดขี่ ซึ่งผลกระทบจากการล่าอาณานิคมยังคงส่งผลต่อชีวิตในแคริบเบียนจนถึงทุกวันนี้
ฆีบาโร (Jíbaro)
ท่ามกลางทุ่งอ้อย เหล่านักแสดงที่แต่งกายด้วยชุดสีขาวล้วนและสวมหมวกสานที่เรียกว่า “ปาวา” (Pava) เครื่องแต่งกายนี้เป็นเอกลักษณ์ของ “ฆีบาโร” (Jíbaro) หรือชาวไร่ในชนบท ที่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเปอร์โตริโก และเป็นจิตวิญญาณแห่งความเรียบง่ายและการทำงานหนักของชาวเกาะ
ในอดีต ฆีบาโรคือชนชั้นแรงงานที่รับช่วงต่อการทำไร่อ้อยหลังจากระบบทาสถูกยกเลิก พวกเขาต้องต่อสู้กับสภาพการทำงานที่เลวร้ายและค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม ภาพลักษณ์ของฆีบาโรจึงไม่ได้มีแค่ความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังรวมถึงการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ฆีบาโร ยังสื่อถึงความยืดหยุ่นของชาวเปอร์โตริโกที่ยืนหยัดผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ด้วยความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความยากลำบากในที่ดินของตนเอง แม้อุตสาหกรรมอ้อยจะหายไปเกือบหมดจากเกาะแล้ว แต่จิตวิญญาณแบบฆีบาโรยังคงอยู่ในใจของผู้คน
การนำฆีบาโรขึ้นสู่เวที Super Bowl เป็นการเชิดชูคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีส่วนสร้างชาติ Bad Bunny ใช้ภาพเหล่านี้ย้ำเตือนถึงรากเหง้าของเขา พร้อมสื่อสารว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมยังคงมีความสำคัญ และให้ชาวเปอร์โตริโกที่ดูอยู่รู้สึกว่าตัวตนของพวกเขาได้รับการยอมรับและเชิดชูอย่างสมเกียรติ
ปิรากัว (Piragua)
ขณะที่ Bad Bunny เดินผ่านทุ่งอ้อย เขาได้เดินผ่านรถเข็นขาย “ปิรากัว” (Piragua) น้ำแข็งไสสไตล์เปอร์โตริโก ราดน้ำเชื่อมผลไม้หวานชื่นใจ เป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมที่สื่อถึงชุมชนและความคิดถึง ซึ่งสามารถพบกินได้ทั่วไปในเปอร์โตริโก รวมถึงในย่านชาวเปอร์โตริโกพลัดถิ่นในสหรัฐด้วย
จุดที่น่าสนใจคือขวดน้ำหวานหลากสีบนรถเข็นนั้น แต่ละขวดประดับด้วยธงชาติของประเทศต่าง ๆ เช่น โคลอมเบีย สเปน เม็กซิโก และเปอร์โตริโก สัญลักษณ์นี้เชื่อมโยงกับเนื้อเพลง “Tití Me Preguntó” ที่เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายภายในวัฒนธรรมละติน เพราะแม้จะมาจากคนละประเทศ แต่พวกเขาก็มีความเชื่อมโยงกัน สิ่งนี้สอดคล้องกับธีมหลักของโชว์ที่เน้นความสามัคคีของชาวอเมริกาในความหมายที่กว้างกว่าเดิม
ปิรากัวเป็นตัวแทนของความสุขง่าย ๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของผู้คนท่ามกลางการต่อสู้ มันแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง วัฒนธรรมที่สวยงามยังคงดำรงอยู่และพร้อมจะแบ่งปันให้โลกเห็น
ซาโป คอนโช (Sapo Concho)
บนหน้าจอขนาดใหญ่ จะได้เห็นตัวละครแอนิเมชันที่ชื่อว่า “คอนโช” (Concho) ตัวละครที่อยู่ในหนังสั้นและอัลบั้ม “DeBÍ TiRAR MáS FOToS” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพื่อนรำลึกความหลังกับ Bad Bunny ในวัยชรา
คอนโช ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ซาโป คอนโช” (Sapo Concho) คางคกที่พบได้เฉพาะที่เปอร์โตริโกเท่านั้น ปัจจุบันมันกำลังตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นและถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลายจากการพัฒนาที่ดิน
ดังนั้น คอนโชจึงเป็นตัวแทนของปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง ในปัจจุบัน การกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างรีสอร์ตหรือบ้านหรูสำหรับชาวต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคนท้องถิ่น ชาวเปอร์โตริโกจึงไม่ต่างจากคางคกชนิดนี้ที่กำลังถูกบีบให้ออกจากที่ดินของตนเอง
การนำคอนโชขึ้นสู่จอในงาน Super Bowl เป็นการเตือนให้โลกตระหนักถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมบนเกาะ และเตือนใจว่าเปอร์โตริโก้กำลังเจอกับแรงกดดันจากอาณานิคมสมัยใหม่ พร้อมแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและการรักษาที่ดินคือเรื่องเดียวกัน
คาซิตา (Casita)
Bad Bunny ได้ยก “คาซิตา” (Casita) หรือบ้านหลังน้อยสีชมพูแบบดั้งเดิมของชาวเปอร์โตริโก มาไว้กลางสนาม เพื่อเป็นเวทีโชว์ โดยคาชิตาเป็นบ้านสไตล์ปูนนี้เป็นที่นิยมในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เพราะสามารถทนทานต่อพายุเฮอริเคนได้ดีกว่าบ้านไม้แบบเก่า มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยและความมั่นคงของครอบครัวชาวเปอร์โตริโก
บนหลังคาคาซิตา Bad Bunny ชวนศิลปินละตินชื่อดังมากมายมาร่วมแสดง ทั้ง คาร์ดี บี, เปโดร ปัสกัล, คาโรล จี และเจสสิกา อัลบ้า ซึ่งเป็นการจำลองภาพการสังสรรค์บนดาดฟ้าที่พบได้ทั่วไปในละตินอเมริกา พื้นที่แห่งความสนุกสนานและมิตรภาพ
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ฉากที่หลังคาคาซิตาถล่มลงมา ทำให้ Bad Bunny ตกลงไปด้านใน นี่เป็นภาพสะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานของเปอร์โตริโกที่กำลังเสื่อมโทรมลง รวมถึงความเสียหายจากเฮอริเคนมารีอาที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
แต่หลังจากนั้น Bad Bunny ก็ลุกขึ้นมาเต้นต่ออย่างไม่ย่อท้อ สื่อถึงจิตวิญญาณของชาวเปอร์โตริโกที่ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรค แม้บ้านหลังจะพังทลายลง พวกเขาก็จะยืนหยัดและร่วมกันสร้างมันขึ้นมาใหม่เสมอ
คาซิตาจึงเป็นตัวแทนของเกาะเปอร์โตริโก ที่เผชิญกับพายุทั้งทางธรรมชาติและการเมือง การที่ศิลปินระดับโลกมารวมตัวกันที่นี่ เป็นการประกาศว่านี่คือพื้นที่แห่งเสรีภาพและการเฉลิมฉลองวัฒนธรรม
เอล โมโร (El Morro)
Bad Bunny จำลองฉากงานแต่งงาน ณ “เอล โมโร” หรือ “Castillo San Felipe del Morro” ป้อมปราการจากศตวรรษที่ 16 ที่เป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติที่ชาวเกาะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง มันมักจะปรากฏอยู่บนป้ายทะเบียนรถและของที่ระลึกของเปอร์โตริโก
นอกจากนี้ ยังมีการจำลอง “การีตา” (garita) หอคอยตรวจการณ์หินทรงกลม ซึ่งเป็นจุดไฮไลต์ของเอล โมโร ไว้ตรงมุมเวทีด้วย โดยการีตาเป็นสัญลักษณ์ของการเฝ้าระวังและการปกป้องดินแดน จากการรุกรานของศัตรูทางทะเลมานานหลายร้อยปี
เอล โมโรเป็นพื้นที่ทางสังคมที่สำคัญ ซึ่งชาวเกาะมักไปพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน การนำแลนด์มาร์คที่สำคัญที่สุดของซานฮวนมาตั้งไว้กลางสนาม Super Bowl เพื่อสื่อสารว่าประวัติศาสตร์ของพวกเขาไม่ได้จมอยู่กับความเศร้า แต่เป็นฐานรากของความภาคภูมิใจ
ขณะเดียวกัน ป้อมหินนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเปอร์โตริโกมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีความแข็งแกร่งดั่งหินผา มันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอดีตที่รุ่งโรจน์กับปัจจุบันที่กำลังต่อสู้ ที่ไม่ว่าพายุหรือสงครามจะผ่านไปกี่ครั้ง ป้อมแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของชาวเปอร์โตริโกที่ไม่เคยถูกกลืนกินหายไป
โทญิตา (Toñita)
ในช่วงเพลง “NUEVAYoL” Bad Bunny ได้รับแก้วเครื่องดื่มจาก “มาเรีย อันโตเนีย เคย์” หรือ “โทญิตา” (Toñita) เจ้าของ Caribbean Social Club ในย่านวิลเลียมส์เบิร์ก บรูคลิน มานานกว่า 50 ปี สตรีผู้เป็นเสาหลักและตำนานของชุมชนเปอร์โตริโกในนิวยอร์ก
โทญิตาเธอปฏิเสธที่จะขายที่ดินและร้านของเธอ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง ที่เปลี่ยนโฉมหน้าย่านบรูคลินให้เต็มไปด้วยตึกสมัยใหม่ แต่เธอต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่ทางสังคมของชาวเปอร์โตริโกพลัดถิ่นเอาไว้อย่างเข้มแข็ง
ในเนื้อเพลง ‘NUEVAYoL’ ได้พูดถึงโทญิตาไว้ว่า
“Un shot de cañita en casa de Toñita y PR se siente cerquita”
(เหล้ารัมหนึ่งช็อตในบ้านของโทญิตา เปอร์โตริโกรู้สึกใกล้ชิด)
การเชิญเธอขึ้นมาบนเวที จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างชาวเกาะกับกลุ่มคนพลัดถิ่น (Diaspora) โทญิตาคือตัวแทนของความรักและความเอื้ออาทรที่ชาวเปอร์โตริโกมีให้แก่กันไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรม ซึ่งโทญิตาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนธรรมดาก็สามารถเป็นผู้พิทักษ์วัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ได้
ขณะเดียวกัน โทญิตาคือสัญลักษณ์ของการต่อต้านทุนนิยม ที่พยายามลบภาพจำของชุมชนละตินออกไปจากนิวยอร์ก และเป็นวีรสตรีที่มีตัวตนอยู่จริงในใจของผู้คน
ริกกี้ มาร์ติน
“ริกกี้ มาร์ติน” เป็นผู้บุกเบิกที่ทำให้ศิลปินละตินได้รับการยอมรับในระดับสากลในช่วงปลายยุค 90 โดยเขาขึ้นมาร้องเพลง “Lo Que le Pasó a Hawaii” ซึ่งมีเนื้อหาทางการเมือง เตือนถึงชะตากรรมของเปอร์โตริโกที่อาจซ้ำรอย “ฮาวาย” ที่ถูกกว้านซื้อที่ดินและลบเลือนวัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อการท่องเที่ยว
เสียงร้องที่ทรงพลังสื่อสารถึงความรักในแผ่นดินแม่และการต่อต้านการถูกไล่ที่ ริกกี้เป็นตัวอย่างของศิลปินที่ใช้ชื่อเสียงของตนเอง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่สังคม การแสดงของเขาช่วยยกระดับสารทางการเมืองของโชว์ให้เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น
การที่ริกกี้ มาร์ติน ร้องเพลงภาษาสเปนอย่างภาคภูมิใจ เป็นการประกาศว่า เขาไม่ได้เป็นเพียงศิลปินป๊อปที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษเพื่อเอาใจตลาดสหรัฐเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันการพาริกกี้ขึ้นมาร่วมแสดง ก็เปรียบเสมือนการส่งไม้ต่อระหว่างคนสองรุ่น
ทั้งคู่ต่างพิสูจน์แล้วว่า พวกเขาสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกได้ โดยไม่ต้องละทิ้งรากเหง้าและจุดยืนทางการเมือง ช่วงเวลานี้จึงเป็นวงจรที่สมบูรณ์ของการเฉลิมฉลองความเป็นละติน
สีฟ้าอ่อน (Azul Clarito)
ตลอดการแสดง จะได้เห็นการใช้ “สีฟ้าอ่อน” แทรกอยู่ทั่วไป เช่น ชุดของ Lady Gaga ที่ประดับด้วยดอก ฟลอร์ เดอ มากา สีแดง ที่สำคัญที่สุดคือธงชาติเปอร์โตริโกที่ Bad Bunny ถือในช่วงเพลง “El Apagón” ซึ่งมีสามเหลี่ยมสีฟ้าอ่อน
สีฟ้าอ่อนนี้คือสีดั้งเดิมของธงชาติเปอร์โตริโกก่อนที่สหรัฐ จะยึดครองในปี 1898 หลังจากนั้น สหรัฐได้เปลี่ยนเฉดสีเป็นสีน้ำเงินเข้มเพื่อให้คล้ายกับธงชาติสหรัฐฯ สีฟ้าอ่อนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องเอกราชและการยืนหยัดในอธิปไตยของตนเอง
ในช่วงปี 1948-1957 คยมีกฎหมายที่เรียกว่า “Ley de la Mordaza” หรือ “Gag Law” ห้ามชาวเปอร์โตริโกพกพาหรือแสดงธงชาติของตนเอง ผู้ที่ฝ่าฝืนอาจถูกจองจำหรือสังหาร การที่ Bad Bunny ชูธงสีฟ้าอ่อนบนเวทีระดับโลกจึงเป็นคำแถลงการณ์ที่ทรงพลังต่อต้านการลบเลือนประวัติศาสตร์
ปัจจุบัน กลุ่มผู้สนับสนุนการเป็นเอกราชของเกาะได้ใช้สีฟ้าอ่อน แสดงจุดยืนต้องการเป็นเอกราชและไม่ต้องการรวมเข้ากับสหรัฐ การเลือกใช้สีนี้จึงเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งของ Bad Bunny สื่อถึงความปรารถนาที่จะเห็นเปอร์โตริโกมีอิสระในการกำหนดอนาคตของตนเอง
การนำสีฟ้าอ่อนกลับมาใช้ จึงเป็นการทวงคืนเกียรติยศและรากเหง้าที่เคยถูกพยายามเปลี่ยนให้กลายเป็นอื่น มันคือการปักหมุดหมายทางวัฒนธรรมว่าชาวเกาะแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าการเข้ามาของสหรัฐ
เสาไฟฟ้า
หนึ่งในภาพที่น่าจดจำที่สุด คือการที่ “Bad Bunny” ร้องเพลง “El Apagón” บนเสาไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาจาก วิกฤติไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลังจากเฮอริเคนมารีอาในปี 2017 ที่ทำให้ชาวเปอร์โตริโกไม่มีไฟฟ้าใช้นานเกือบหนึ่งปี นับเป็นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
Bad Bunny มักใช้เพลงนี้ ประท้วงบริษัท LUMA Energy บริษัทเอกชนที่เข้ามารับช่วงต่อระบบไฟฟ้าแต่กลับทำให้ค่าไฟแพงขึ้นและไฟฟ้าดับบ่อยกว่าเดิม การขึ้นไปร้องเพลงบนเสาไฟฟ้าจึงเป็นการยืนหยัดอยู่บนบาดแผลที่ชาวเกาะทุกคนยังคงเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน
เปอร์โตริโกมีเหตุการณ์ไฟดับบ่อย เนื่องจากระบบไฟฟ้าที่ขาดการบำรุงรักษา พายุเฮอริเคนที่รุนแรง และการไม่เอาใจใส่ของรัฐบาลสหรัฐ จนชาวบ้านต้องเรียนรู้ทักษะไฟฟ้าขั้นพื้นฐานเพื่อซ่อมแซมสายไฟฟ้าด้วยตนเอง
นอกจากนี้ หมายเลข 64 บนเสื้อของ Bad Bunny เป็นสัญลักษณ์ของคำโกหกและการทอดทิ้งของรัฐ เนื่องจากรัฐบาลเปอร์โตริโกเคยรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเฮอริเคนมารีอาเพียง 64 คน ทั้งที่ความจริงมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน
การแสดงบนเสาไฟฟ้า จึงเป็นการส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดพื้นฐาน แสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐาน คือการกดขี่รูปแบบหนึ่งภายใต้การล่าอาณานิคม ฉากนี้จึงเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็แสดงถึงจิตวิญญาณของการพึ่งพาตนเองที่แข็งแกร่ง
ธงประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา
ในช่วงท้ายของการแสดง Bad Bunny ได้ตะโกนว่า “God bless America!” พร้อมกับร่ายชื่อประเทศเกือบทุกประเทศในทวีปอเมริกา ตั้งแต่ชิลี อาร์เจนตินา ไปจนถึงเม็กซิโก แคนาดา และปิดท้ายด้วยเปอร์โตริโก นี่คือการขยายความหมายของคำว่า “อเมริกา” ให้ครอบคลุมทั้งทวีป
ขณะที่เขาไล่ชื่อประเทศ เหล่านักเต้นจำนวนมากได้พากันโบกธงชาติของแต่ละประเทศห้อมล้อมเขาไว้ นับเป็นการโต้กลับวาทกรรมที่มักใช้คำว่าอเมริกาเรียกแทนเพียงแค่ “สหรัฐอเมริกา” เท่านั้น ทั้งที่ทวีปแห่งนี้คือบ้านของคนหลากหลายวัฒนธรรม
เขายังถือลูกฟุตบอลที่มีข้อความว่า “Together we are America” พร้อมกับคำพูดปิดท้ายว่า “Seguimos aquí” (พวกเรายังอยู่ที่นี่) ข้อความนี้คือการยืนหยัดต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติและการผลักให้ชาวละตินกลายเป็นคนอื่นในสังคมสหรัฐ เป็นการประกาศความภาคภูมิใจในรากเหง้าของผู้อพยพทุกคน
การเฉลิมฉลองธงทั่วทวีปอเมริกานี้ ยังเป็นการประท้วงต่อลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐ เป็นการแสดงออกถึงพลังของความเป็นหนึ่งเดียวกันที่จะไม่ยอมถูกแบ่งแยกโดยพรมแดนหรืออคติทางการเมือง พลังของความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าความเกลียดชังเสมอ ตามที่ปรากฏบนหน้าจอสนาม
ท้ายที่สุด การเดินออกจากสนามโดยมีธงของนานาประเทศห้อมล้อมเปรียบเสมือนการได้รับความคุ้มครองจากจิตวิญญาณแห่งทวีป มันเป็นการจบโชว์ที่ทรงพลังที่สุดที่เปลี่ยนพื้นที่ของ Super Bowl ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการประกาศเอกภาพของมนุษยชาติ Bad Bunny ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถนำเสียงของคนทั้งภูมิภาคมาไว้ในจุดเดียวกันได้อย่างสง่างาม
เปอร์โตริโกมีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 1917 ชาวเปอร์โตริโกเป็นพลเมืองสหรัฐ แต่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี และตัวแทนในสภาคองเกรสก็ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง เกาะแห่งนี้เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการย้ายถิ่นฐานออกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์เฮอริเคนมารีอาในปี 2017 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 5,000 คน และทิ้งปัญหาด้านไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ การแสดงของ Bad Bunny จึงเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่สะท้อนความเจ็บปวดและการยืนหยัดของชาวเกาะบนเวทีระดับโลก
ที่มา: Apple, ABC News, CBS News, Out, Rolling Stone, The New York Times, The Hill, Washington Examiner





