วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

ถอดสัญลักษณ์และการต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน “Super Bowl LX Halftime Show” ของ “Bad Bunny” แสดงว่าอเมริกาไม่ได้มีแค่สหรัฐ

Bad Bunny” (แบดบันนี่) ขึ้นแสดงโชว์ “Super Bowl LX Halftime Show” ณ สนาม Levi's Stadium เมืองแซนตาแคลรา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 ตามเวลาประเทศไทย ตลอดการแสดง 13 นาทีกว่า Bad Bunny เสิร์ฟเพลงทั้งสิ้น 14 เพลง อีกทั้งยังได้ “เลดี้ กาก้า” และ “ริกกี้ มาร์ติน” มาร่วมแสดงด้วย

ตามการประเมินจาก Newsweek คาดว่าการแสดงครั้งนี้มียอดผู้ชมสูงถึง 135.4 ล้านคน ซึ่งหากได้รับการยืนยัน จะกลายเป็นการแสดงพักครึ่งที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่เพียงเท่านั้น งานแถลงข่าวการแสดงครั้งนี้ยังสร้างสถิติด้วยยอดวิวมากกว่า 63 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมงแรก 

หลังจากจบโชว์ ยอดการฟังเพลงของ Bad Bunny บน Apple Music พุ่งสูงขึ้นถึง 7 เท่าทันที นอกจากนี้ เพลง “BAILE INoLVIDABLE” พุ่งขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด U.S. Latin   และมียอดการฟังเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาสเปน 

การเตรียมงานครั้งนี้ Bad Bunny กล่าวว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อให้ได้รางวัล “ผมทำงานไม่ได้ทำเพื่อต้องได้รางวัลอัลบั้มแห่งปี หรือต้องเป็นศิลปินขึ้นโชว์ในช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบวล์ ผมแค่พยายามเชื่อมต่อกับรากเหง้า กับผู้คนของผม และตัวผมเอง”

Bad Bunny กล่าวว่าโชว์ของเขาจะเป็น “ปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่” ยิ่งไปกว่านั้นโชว์นี้ยังได้สอดแทรกสัญลักษณ์ ความหมายทางประวัติศาสตร์และการเมืองไว้ด้วยกันมากมาย ดังนี้

อ้อย

การแสดงเริ่มต้นด้วยภาพมุมกว้างของทุ่งอ้อยที่เขียวขจี ก่อนที่กล้องจะแพนลงมาหา Bad Bunny ที่เดินท่ามกลางกลุ่มคนตัดอ้อย ซึ่ง “อ้อย” เคยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของเปอร์โตริโกในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งอุตสาหกรรมนี้ล่มสลายลง เนื่องจากค่าแรงที่สูงขึ้นจนไม่คุ้มทุน

อย่างไรก็ตาม ทุ่งอ้อยเหล่านี้ คือสัญลักษณ์ของมรดกแห่งการล่าอาณานิคมและการค้าทาส แรงงานชาวแอฟริกันถูกบังคับให้ทำงานในไร่อ้อยภายใต้การปกครองของสเปนจนถึงปี 1873 หลังจากสหรัฐ เข้ายึดครองในปี 1898 บริษัทน้ำตาลของสหรัฐ ก็เข้าครอบครองที่ดินและกอบโกยกำไรจากแรงงานท้องถิ่น

การตัดอ้อยเป็นงานที่หนักและทรหดอย่างยิ่งท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ในอดีต แรงงานจากประเทศใกล้เคียงมักถูกนำเข้ามาเพื่อทำงานนี้ เพราะนายจ้างจะสามารถเนรเทศแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ได้ หากบ่นเรื่องการทำงาน ต่างจากชาวเปอร์โตริโกที่ไม่สามารถถูกเนรเทศได้ เนื่องจากมีสถานะเป็นพลเมือง ทำให้นายจ้างมองว่า พวกเขาควบคุมชาวเปอร์โตริโกได้ยากกว่า

การเปิดโชว์ด้วยทุ่งอ้อย จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นของเกาะแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการถูกกดขี่ ซึ่งผลกระทบจากการล่าอาณานิคมยังคงส่งผลต่อชีวิตในแคริบเบียนจนถึงทุกวันนี้ 

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

ฆีบาโร (Jíbaro)

ท่ามกลางทุ่งอ้อย เหล่านักแสดงที่แต่งกายด้วยชุดสีขาวล้วนและสวมหมวกสานที่เรียกว่า “ปาวา” (Pava) เครื่องแต่งกายนี้เป็นเอกลักษณ์ของ “ฆีบาโร” (Jíbaro) หรือชาวไร่ในชนบท ที่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเปอร์โตริโก และเป็นจิตวิญญาณแห่งความเรียบง่ายและการทำงานหนักของชาวเกาะ

ในอดีต ฆีบาโรคือชนชั้นแรงงานที่รับช่วงต่อการทำไร่อ้อยหลังจากระบบทาสถูกยกเลิก พวกเขาต้องต่อสู้กับสภาพการทำงานที่เลวร้ายและค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม ภาพลักษณ์ของฆีบาโรจึงไม่ได้มีแค่ความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังรวมถึงการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

ฆีบาโร ยังสื่อถึงความยืดหยุ่นของชาวเปอร์โตริโกที่ยืนหยัดผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ด้วยความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความยากลำบากในที่ดินของตนเอง แม้อุตสาหกรรมอ้อยจะหายไปเกือบหมดจากเกาะแล้ว แต่จิตวิญญาณแบบฆีบาโรยังคงอยู่ในใจของผู้คน 

การนำฆีบาโรขึ้นสู่เวที Super Bowl เป็นการเชิดชูคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีส่วนสร้างชาติ Bad Bunny ใช้ภาพเหล่านี้ย้ำเตือนถึงรากเหง้าของเขา พร้อมสื่อสารว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมยังคงมีความสำคัญ และให้ชาวเปอร์โตริโกที่ดูอยู่รู้สึกว่าตัวตนของพวกเขาได้รับการยอมรับและเชิดชูอย่างสมเกียรติ

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

ปิรากัว (Piragua)

ขณะที่ Bad Bunny เดินผ่านทุ่งอ้อย เขาได้เดินผ่านรถเข็นขาย “ปิรากัว” (Piragua) น้ำแข็งไสสไตล์เปอร์โตริโก ราดน้ำเชื่อมผลไม้หวานชื่นใจ เป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมที่สื่อถึงชุมชนและความคิดถึง ซึ่งสามารถพบกินได้ทั่วไปในเปอร์โตริโก รวมถึงในย่านชาวเปอร์โตริโกพลัดถิ่นในสหรัฐด้วย

จุดที่น่าสนใจคือขวดน้ำหวานหลากสีบนรถเข็นนั้น แต่ละขวดประดับด้วยธงชาติของประเทศต่าง ๆ เช่น โคลอมเบีย สเปน เม็กซิโก และเปอร์โตริโก สัญลักษณ์นี้เชื่อมโยงกับเนื้อเพลง “Tití Me Preguntó” ที่เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายภายในวัฒนธรรมละติน เพราะแม้จะมาจากคนละประเทศ แต่พวกเขาก็มีความเชื่อมโยงกัน สิ่งนี้สอดคล้องกับธีมหลักของโชว์ที่เน้นความสามัคคีของชาวอเมริกาในความหมายที่กว้างกว่าเดิม

ปิรากัวเป็นตัวแทนของความสุขง่าย ๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของผู้คนท่ามกลางการต่อสู้ มันแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง วัฒนธรรมที่สวยงามยังคงดำรงอยู่และพร้อมจะแบ่งปันให้โลกเห็น 

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

ซาโป คอนโช (Sapo Concho)

บนหน้าจอขนาดใหญ่ จะได้เห็นตัวละครแอนิเมชันที่ชื่อว่า “คอนโช” (Concho) ตัวละครที่อยู่ในหนังสั้นและอัลบั้ม “DeBÍ TiRAR MáS FOToS” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพื่อนรำลึกความหลังกับ Bad Bunny ในวัยชรา

คอนโช ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ซาโป คอนโช” (Sapo Concho)  คางคกที่พบได้เฉพาะที่เปอร์โตริโกเท่านั้น ปัจจุบันมันกำลังตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นและถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลายจากการพัฒนาที่ดิน

ดังนั้น คอนโชจึงเป็นตัวแทนของปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง ในปัจจุบัน การกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างรีสอร์ตหรือบ้านหรูสำหรับชาวต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคนท้องถิ่น ชาวเปอร์โตริโกจึงไม่ต่างจากคางคกชนิดนี้ที่กำลังถูกบีบให้ออกจากที่ดินของตนเอง

การนำคอนโชขึ้นสู่จอในงาน Super Bowl เป็นการเตือนให้โลกตระหนักถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมบนเกาะ และเตือนใจว่าเปอร์โตริโก้กำลังเจอกับแรงกดดันจากอาณานิคมสมัยใหม่ พร้อมแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและการรักษาที่ดินคือเรื่องเดียวกัน 

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

คาซิตา (Casita)

Bad Bunny ได้ยก “คาซิตา” (Casita) หรือบ้านหลังน้อยสีชมพูแบบดั้งเดิมของชาวเปอร์โตริโก มาไว้กลางสนาม เพื่อเป็นเวทีโชว์ โดยคาชิตาเป็นบ้านสไตล์ปูนนี้เป็นที่นิยมในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เพราะสามารถทนทานต่อพายุเฮอริเคนได้ดีกว่าบ้านไม้แบบเก่า มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยและความมั่นคงของครอบครัวชาวเปอร์โตริโก

บนหลังคาคาซิตา Bad Bunny ชวนศิลปินละตินชื่อดังมากมายมาร่วมแสดง ทั้ง คาร์ดี บี, เปโดร ปัสกัล, คาโรล จี และเจสสิกา อัลบ้า ซึ่งเป็นการจำลองภาพการสังสรรค์บนดาดฟ้าที่พบได้ทั่วไปในละตินอเมริกา พื้นที่แห่งความสนุกสนานและมิตรภาพ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ฉากที่หลังคาคาซิตาถล่มลงมา ทำให้ Bad Bunny ตกลงไปด้านใน นี่เป็นภาพสะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานของเปอร์โตริโกที่กำลังเสื่อมโทรมลง รวมถึงความเสียหายจากเฮอริเคนมารีอาที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน

แต่หลังจากนั้น Bad Bunny ก็ลุกขึ้นมาเต้นต่ออย่างไม่ย่อท้อ สื่อถึงจิตวิญญาณของชาวเปอร์โตริโกที่ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรค แม้บ้านหลังจะพังทลายลง พวกเขาก็จะยืนหยัดและร่วมกันสร้างมันขึ้นมาใหม่เสมอ

คาซิตาจึงเป็นตัวแทนของเกาะเปอร์โตริโก ที่เผชิญกับพายุทั้งทางธรรมชาติและการเมือง การที่ศิลปินระดับโลกมารวมตัวกันที่นี่ เป็นการประกาศว่านี่คือพื้นที่แห่งเสรีภาพและการเฉลิมฉลองวัฒนธรรม 

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

เอล โมโร (El Morro)

Bad Bunny จำลองฉากงานแต่งงาน ณ “เอล โมโร” หรือ “Castillo San Felipe del Morro” ป้อมปราการจากศตวรรษที่ 16 ที่เป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติที่ชาวเกาะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง มันมักจะปรากฏอยู่บนป้ายทะเบียนรถและของที่ระลึกของเปอร์โตริโก

นอกจากนี้ ยังมีการจำลอง “การีตา” (garita) หอคอยตรวจการณ์หินทรงกลม ซึ่งเป็นจุดไฮไลต์ของเอล โมโร ไว้ตรงมุมเวทีด้วย โดยการีตาเป็นสัญลักษณ์ของการเฝ้าระวังและการปกป้องดินแดน จากการรุกรานของศัตรูทางทะเลมานานหลายร้อยปี

เอล โมโรเป็นพื้นที่ทางสังคมที่สำคัญ ซึ่งชาวเกาะมักไปพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน การนำแลนด์มาร์คที่สำคัญที่สุดของซานฮวนมาตั้งไว้กลางสนาม Super Bowl เพื่อสื่อสารว่าประวัติศาสตร์ของพวกเขาไม่ได้จมอยู่กับความเศร้า แต่เป็นฐานรากของความภาคภูมิใจ

ขณะเดียวกัน ป้อมหินนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเปอร์โตริโกมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีความแข็งแกร่งดั่งหินผา มันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอดีตที่รุ่งโรจน์กับปัจจุบันที่กำลังต่อสู้ ที่ไม่ว่าพายุหรือสงครามจะผ่านไปกี่ครั้ง ป้อมแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของชาวเปอร์โตริโกที่ไม่เคยถูกกลืนกินหายไป 

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

โทญิตา (Toñita)

ในช่วงเพลง “NUEVAYoL” Bad Bunny ได้รับแก้วเครื่องดื่มจาก “มาเรีย อันโตเนีย เคย์” หรือ  “โทญิตา” (Toñita) เจ้าของ Caribbean Social Club ในย่านวิลเลียมส์เบิร์ก บรูคลิน มานานกว่า 50 ปี สตรีผู้เป็นเสาหลักและตำนานของชุมชนเปอร์โตริโกในนิวยอร์ก

โทญิตาเธอปฏิเสธที่จะขายที่ดินและร้านของเธอ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง ที่เปลี่ยนโฉมหน้าย่านบรูคลินให้เต็มไปด้วยตึกสมัยใหม่ แต่เธอต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่ทางสังคมของชาวเปอร์โตริโกพลัดถิ่นเอาไว้อย่างเข้มแข็ง

ในเนื้อเพลง ‘NUEVAYoL’ ได้พูดถึงโทญิตาไว้ว่า

“Un shot de cañita en casa de Toñita y PR se siente cerquita”
(เหล้ารัมหนึ่งช็อตในบ้านของโทญิตา เปอร์โตริโกรู้สึกใกล้ชิด)

การเชิญเธอขึ้นมาบนเวที จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างชาวเกาะกับกลุ่มคนพลัดถิ่น (Diaspora) โทญิตาคือตัวแทนของความรักและความเอื้ออาทรที่ชาวเปอร์โตริโกมีให้แก่กันไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรม ซึ่งโทญิตาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนธรรมดาก็สามารถเป็นผู้พิทักษ์วัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ได้ 

ขณะเดียวกัน โทญิตาคือสัญลักษณ์ของการต่อต้านทุนนิยม ที่พยายามลบภาพจำของชุมชนละตินออกไปจากนิวยอร์ก และเป็นวีรสตรีที่มีตัวตนอยู่จริงในใจของผู้คน

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

ริกกี้ มาร์ติน 

“ริกกี้ มาร์ติน” เป็นผู้บุกเบิกที่ทำให้ศิลปินละตินได้รับการยอมรับในระดับสากลในช่วงปลายยุค 90 โดยเขาขึ้นมาร้องเพลง “Lo Que le Pasó a Hawaii” ซึ่งมีเนื้อหาทางการเมือง เตือนถึงชะตากรรมของเปอร์โตริโกที่อาจซ้ำรอย “ฮาวาย” ที่ถูกกว้านซื้อที่ดินและลบเลือนวัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อการท่องเที่ยว 

เสียงร้องที่ทรงพลังสื่อสารถึงความรักในแผ่นดินแม่และการต่อต้านการถูกไล่ที่ ริกกี้เป็นตัวอย่างของศิลปินที่ใช้ชื่อเสียงของตนเอง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่สังคม การแสดงของเขาช่วยยกระดับสารทางการเมืองของโชว์ให้เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น

การที่ริกกี้ มาร์ติน ร้องเพลงภาษาสเปนอย่างภาคภูมิใจ เป็นการประกาศว่า เขาไม่ได้เป็นเพียงศิลปินป๊อปที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษเพื่อเอาใจตลาดสหรัฐเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันการพาริกกี้ขึ้นมาร่วมแสดง ก็เปรียบเสมือนการส่งไม้ต่อระหว่างคนสองรุ่น 

ทั้งคู่ต่างพิสูจน์แล้วว่า พวกเขาสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกได้ โดยไม่ต้องละทิ้งรากเหง้าและจุดยืนทางการเมือง ช่วงเวลานี้จึงเป็นวงจรที่สมบูรณ์ของการเฉลิมฉลองความเป็นละติน

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

สีฟ้าอ่อน (Azul Clarito)

ตลอดการแสดง จะได้เห็นการใช้ “สีฟ้าอ่อน” แทรกอยู่ทั่วไป เช่น ชุดของ Lady Gaga ที่ประดับด้วยดอก ฟลอร์ เดอ มากา สีแดง ที่สำคัญที่สุดคือธงชาติเปอร์โตริโกที่ Bad Bunny ถือในช่วงเพลง “El Apagón” ซึ่งมีสามเหลี่ยมสีฟ้าอ่อน

สีฟ้าอ่อนนี้คือสีดั้งเดิมของธงชาติเปอร์โตริโกก่อนที่สหรัฐ จะยึดครองในปี 1898 หลังจากนั้น สหรัฐได้เปลี่ยนเฉดสีเป็นสีน้ำเงินเข้มเพื่อให้คล้ายกับธงชาติสหรัฐฯ สีฟ้าอ่อนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องเอกราชและการยืนหยัดในอธิปไตยของตนเอง

ในช่วงปี 1948-1957 คยมีกฎหมายที่เรียกว่า “Ley de la Mordaza” หรือ “Gag Law”  ห้ามชาวเปอร์โตริโกพกพาหรือแสดงธงชาติของตนเอง ผู้ที่ฝ่าฝืนอาจถูกจองจำหรือสังหาร การที่ Bad Bunny ชูธงสีฟ้าอ่อนบนเวทีระดับโลกจึงเป็นคำแถลงการณ์ที่ทรงพลังต่อต้านการลบเลือนประวัติศาสตร์

ปัจจุบัน กลุ่มผู้สนับสนุนการเป็นเอกราชของเกาะได้ใช้สีฟ้าอ่อน แสดงจุดยืนต้องการเป็นเอกราชและไม่ต้องการรวมเข้ากับสหรัฐ การเลือกใช้สีนี้จึงเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งของ Bad Bunny สื่อถึงความปรารถนาที่จะเห็นเปอร์โตริโกมีอิสระในการกำหนดอนาคตของตนเอง

การนำสีฟ้าอ่อนกลับมาใช้ จึงเป็นการทวงคืนเกียรติยศและรากเหง้าที่เคยถูกพยายามเปลี่ยนให้กลายเป็นอื่น มันคือการปักหมุดหมายทางวัฒนธรรมว่าชาวเกาะแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าการเข้ามาของสหรัฐ

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

เสาไฟฟ้า

หนึ่งในภาพที่น่าจดจำที่สุด คือการที่ “Bad Bunny” ร้องเพลง “El Apagón” บนเสาไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาจาก วิกฤติไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลังจากเฮอริเคนมารีอาในปี 2017  ที่ทำให้ชาวเปอร์โตริโกไม่มีไฟฟ้าใช้นานเกือบหนึ่งปี นับเป็นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

Bad Bunny มักใช้เพลงนี้ ประท้วงบริษัท LUMA Energy บริษัทเอกชนที่เข้ามารับช่วงต่อระบบไฟฟ้าแต่กลับทำให้ค่าไฟแพงขึ้นและไฟฟ้าดับบ่อยกว่าเดิม การขึ้นไปร้องเพลงบนเสาไฟฟ้าจึงเป็นการยืนหยัดอยู่บนบาดแผลที่ชาวเกาะทุกคนยังคงเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

เปอร์โตริโกมีเหตุการณ์ไฟดับบ่อย เนื่องจากระบบไฟฟ้าที่ขาดการบำรุงรักษา พายุเฮอริเคนที่รุนแรง และการไม่เอาใจใส่ของรัฐบาลสหรัฐ จนชาวบ้านต้องเรียนรู้ทักษะไฟฟ้าขั้นพื้นฐานเพื่อซ่อมแซมสายไฟฟ้าด้วยตนเอง

นอกจากนี้ หมายเลข 64 บนเสื้อของ Bad Bunny เป็นสัญลักษณ์ของคำโกหกและการทอดทิ้งของรัฐ  เนื่องจากรัฐบาลเปอร์โตริโกเคยรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเฮอริเคนมารีอาเพียง 64 คน ทั้งที่ความจริงมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน 

การแสดงบนเสาไฟฟ้า จึงเป็นการส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดพื้นฐาน แสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐาน คือการกดขี่รูปแบบหนึ่งภายใต้การล่าอาณานิคม ฉากนี้จึงเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็แสดงถึงจิตวิญญาณของการพึ่งพาตนเองที่แข็งแกร่ง

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

ธงประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา

ในช่วงท้ายของการแสดง Bad Bunny ได้ตะโกนว่า “God bless America!” พร้อมกับร่ายชื่อประเทศเกือบทุกประเทศในทวีปอเมริกา ตั้งแต่ชิลี อาร์เจนตินา ไปจนถึงเม็กซิโก แคนาดา และปิดท้ายด้วยเปอร์โตริโก นี่คือการขยายความหมายของคำว่า “อเมริกา” ให้ครอบคลุมทั้งทวีป

ขณะที่เขาไล่ชื่อประเทศ เหล่านักเต้นจำนวนมากได้พากันโบกธงชาติของแต่ละประเทศห้อมล้อมเขาไว้ นับเป็นการโต้กลับวาทกรรมที่มักใช้คำว่าอเมริกาเรียกแทนเพียงแค่ “สหรัฐอเมริกา” เท่านั้น ทั้งที่ทวีปแห่งนี้คือบ้านของคนหลากหลายวัฒนธรรม

เขายังถือลูกฟุตบอลที่มีข้อความว่า “Together we are America” พร้อมกับคำพูดปิดท้ายว่า “Seguimos aquí” (พวกเรายังอยู่ที่นี่) ข้อความนี้คือการยืนหยัดต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติและการผลักให้ชาวละตินกลายเป็นคนอื่นในสังคมสหรัฐ เป็นการประกาศความภาคภูมิใจในรากเหง้าของผู้อพยพทุกคน

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’

การเฉลิมฉลองธงทั่วทวีปอเมริกานี้ ยังเป็นการประท้วงต่อลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐ เป็นการแสดงออกถึงพลังของความเป็นหนึ่งเดียวกันที่จะไม่ยอมถูกแบ่งแยกโดยพรมแดนหรืออคติทางการเมือง พลังของความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าความเกลียดชังเสมอ ตามที่ปรากฏบนหน้าจอสนาม

ท้ายที่สุด การเดินออกจากสนามโดยมีธงของนานาประเทศห้อมล้อมเปรียบเสมือนการได้รับความคุ้มครองจากจิตวิญญาณแห่งทวีป มันเป็นการจบโชว์ที่ทรงพลังที่สุดที่เปลี่ยนพื้นที่ของ Super Bowl ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการประกาศเอกภาพของมนุษยชาติ Bad Bunny ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถนำเสียงของคนทั้งภูมิภาคมาไว้ในจุดเดียวกันได้อย่างสง่างาม

เปอร์โตริโกมีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 1917 ชาวเปอร์โตริโกเป็นพลเมืองสหรัฐ แต่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี และตัวแทนในสภาคองเกรสก็ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง เกาะแห่งนี้เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการย้ายถิ่นฐานออกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์เฮอริเคนมารีอาในปี 2017 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 5,000 คน และทิ้งปัญหาด้านไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ การแสดงของ Bad Bunny จึงเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่สะท้อนความเจ็บปวดและการยืนหยัดของชาวเกาะบนเวทีระดับโลก



ที่มา: AppleABC NewsCBS NewsOutRolling StoneThe New York TimesThe HillWashington Examiner

สัญลักษณ์-การต่อสู้ของชาวเปอร์โตริโก ที่ซ่อนอยู่ ใน Super Bowl LX Halftime Show ของ ‘Bad Bunny’