28 Days Later คือแฟรนไชส์หนังซอมบี้ที่เป็นตำนาน โดยเฉพาะภาคแรก 28 Days Later (2002) ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 24 ปีก่อน ผลงานการกำกับของแดนนี บอยล์ จากบทที่เขียนโดยอเล็กซ์ การ์แลนด์
28 Days Later ได้สร้าง lore ของหนังซอมบี้ยุคใหม่ให้เกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการระบุต้นตอของการเป็นซอมบี้ไปชัด ๆ เลยว่ามาจากเชื้อบ้า หรือ rage virus (ไวรัสที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมความก้าวร้าวรุนแรงในตัวเองได้)
ซอมบี้เกิดจากคนที่ยังมีชีวิตไปติด rage virus (หนังยุคแแรก ๆ ซอมบี้จะเป็นซากศพเดินได้ เกิดจากคนที่ตายไปแล้วผุดขึ้นมาจากหลุม ถูกจัดเป็นผีประเภทหนึ่งมากกว่า monster แบบในยุคหลัง)
lore สุดท้ายที่ได้รับการพูดถึงมากสุดตอนที่หนังออกฉาย และเป็นแบบอย่างให้หนังซอมบี้รุ่นต่อมาคือการให้กำเนิด fast zombie หรือ ซอมบี้วิ่งเร็วจี๋ที่สามารถไล่กวดเหยื่อได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย ต่างจากซอมบี้ยุคเก่าที่จะเดินตัวแข็งทื่อไล่ตามมาช้า ๆ
ขนบเหล่านี้เองที่ส่งผลให้หนังซอมบี้กลายมาเป็นหนังแนว survival ระทึกขวัญ ไล่ล่า และดรามามากกว่าแนวสยองขวัญแบบเดิม
ปัจจุบันแแฟรนไชส์ 28 Days Later มีออกมาทั้งสิ้น 4 ภาค ได้แก่
• 28 Days Later (2002)
• 28 Weeks Later (2007)
• 28 Years Later (2025)
• 28 Years Later: The Bone Temple (2026)
แต่ทว่าแฟรนไชส์นี้ยังไม่ได้จบลงแค่นี้ เพราะแดนนี บอยล์เผยว่าเขากับอเล็กซ์ การ์แลนด์มีไอเดียน่าสนใจที่อยากจะทำเป็นหนังไตรภาคออกมา โดย 28 Years Later นั้นคือภาคแรก 28 Years Later: The Bone Temple เป็นภาคสอง
ล่าสุดทางโซนี่ได้ยืนยันออกมาแล้วว่าภาคสาม ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายของไตรภาค 28 Years Later นั้นกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยจะได้แดนนี บอยล์กลับมากำกับเหมือนเดิม จากบทของอเล็กซ์การ์แลนด์
จาก 28 Days ถึง 28 Years Later
อย่างไรก็ตาม ในจำนวนหนัง 4 ภาคนี้ มีเพียงภาค 1, 3 และ 4 เท่านั้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกันเพราะเกิดจากการผนึกกำลังกันของบุคคล 2 คน ได้แก่ แดนนี บอยล์ ทำหน้าที่กำกับ (ยกเว้นภาค 4 กำกับโดย Nia DaCosta) และอเล็กซ์ การ์แลนด์ ทำหน้าที่เขียนบท
ส่วนภาค 2 อย่าง 28 Weeks Later นั้นเป็นการกำกับของ Juan Carlos Fresnadillo และทีมนักเขียนบทอันประกอบด้วยตัวเขาเองและนักเขียนอีก 3 คน ได้แก่ Jesús Olmo, Rowan Joffé และ E.L. Lavigne ซึ่งให้รสชาติแตกต่างออกไป ตัวละครไม่ได้ผูกโยงกัน
ดังนั้น ก่อนจะดูหนังภาคล่าสุด 28 Years Later: The Bone Temple (28 ปีให้หลัง เชื้อเขมือบคน: วิหารซากกะโหลก) ที่กำลังลงโรงฉายในบ้านเราอยู่ขณะนี้ จึงสมควรที่จะมีการทบทวนเนื้อหาของภาค 1 กับภาค 3 ก่อนแล้วคุณจะดูหนังด้วยความเข้าใจและสนุกขึ้น
โดยเฉพาะภาค 3 กับภาค 4 เพราะ The Bone Temple นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็น 28 Years Later: Part 2 ได้เลย เพราะดำเนินเรื่องต่อกันทันที (และถ่ายต่อเนื่องกันในคราวเดียว)
โชคดีที่เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา Sony Pictures Thailand ทำเซอร์ไพรส์! จัดฉาย “28 Days Later” ในโรงภาพยนตร์ควบกับ “28 Years Later” แบบ 2 เรื่องราคาเดียว - วันเดียวเท่านั้น!
วันนี้เราจึงจะมาสรุปข้อมูลเกี่ยวกับหนังทั้งสองภาคนี้เพื่อเป็นการปูพื้นให้ผู้ที่กำลังจะไปดู 28 Years Later: The Bone Temple (28 ปีให้หลัง เชื้อเขมือบคน: วิหารซากกะโหลก) กันในโรงภาพยนตร์
28 Days Later – จุดกำเนิดวันสิ้นโลก
เปิดเรื่องมาด้วยการอธิบายอย่างชัดเจนว่าซอมบี้เกิดมาจากเชื้อไวรัสในห้องทดลอง ลิงชิมแปนซีถูกบังคับให้ดูคลิปความรุนแรง การฆ่าการทำร้ายกันของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดเชื้อบ้า (Rage Virus) ขึ้นในตัวพวกมัน เมื่อนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์บุกเข้าไปปล่อยลิงเหล่านี้ออกจากกรงจึงถูกกัด เกิดการติดเชื้อขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งกว่าที่คนส่วนใหญ่จะไหวตัวทัน เชื้อก็แพร่กระจายไปทั่วสหราชอาณาจักรเกินกว่าจะควบคุม ทุกอย่าง รวมถึงรัฐบาล กองทัพ ล่มสลายหมด
28 วันต่อมา…“จิม” (นำแสดงโดย คิลเลียน เมอร์ฟี) ผู้ป่วยอาการโคมา ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลที่ไร้ผู้คน เมื่อเดินออกไปข้างนอกเขาก็พบว่ากรุงลอนดอน มหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้กลายเป็นเมืองร้างไปแล้วเรียบร้อยแล้ว
ภาพจำของหนังเรื่องนี้ที่ฮือฮามากในยุคนั้นคือ ฉากจิมเดินเตร็ดเตร่ไปท่ามกลางสถานที่สำคัญของกรุงลอนดอนอย่าง สะพานเวสต์มินสเตอร์, จตุรัสทราฟัลการ์, พิคคาดิลลี เซอร์คัส, Canary Wharf ซึ่งปกติจะพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่เดินเบียดเสียดยัดเยียด แต่ 28 วันให้หลังเชื้อซอมบี้ระบาด กลับไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว
หลังจากนั้น จิมได้เดินเข้าไปในโบสถ์และเจอเข้ากับซอมบี้บาทหลวงและซอมบี้อีกหลายตัววิ่งไล่กวดด้วยความรวดเร็วแม้จะมีไฟลุกท่วมตัว (นี่ก็เป็นฉากจำอีกฉากของเรื่องนี้) ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจาก “เซเลนา” (นาโอมี แฮร์ริส) และ “มาร์ก” (โนอาห์ ฮันท์ลีย์) ซึ่งเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
มาร์กถูกกัดทำให้เซเลนาต้องฆ่าทิ้ง ขณะที่จิมเริ่มเรียนรู้ถึงความโหดร้ายในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อ ทั้งสองคนไปพบคนขับแท็กซี่ “แฟรงก์” (เบรนแดน กีสัน) กับลูกสาว “ฮันนาห์” (เมแกน เบิร์นส) แล้วตกลงใจกันว่าจะขับรถไปยังค่ายทหารที่เมืองแมนเชสเตอร์ตามที่ได้ยินประกาศจากวิทยุว่าสามารถให้การปกป้องพวกเขาได้
สุดท้ายแล้วจิมก็ค้นพบความจริงในภายหลังว่าพวกเขาหนีเสือปะจระเข้ ผู้พันเฮนรี่ (คริสโตเฟอร์ แอคเคลสตัน) ผู้บังคับบัญชาค่ายแห่งนี้ ลวงพวกเขามาเพราะรับปากกับลูกน้องเอาไว้ว่าจะหา “ผู้หญิง” มาให้พวกเขาเป็นทาสกามเพื่อให้กำเนิดเด็กที่จะกลายเป็นอนาคตของมนุษยชาติต่อไป
จิมยังได้รับรู้ความจริงจากทหารนายหนึ่งว่าจริงๆ แล้วการติดเชื้อซอมบี้เกิดขึ้นเฉพาะในอังกฤษที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก (บางคนวิเคราะห์ว่าคนเขียนบทแอบจิกกัดรัฐบาลอังกฤษที่ไม่เข้าร่วม Brexit ทำให้ระบบเศรษฐกิจของอังกฤษถูกตัดขาดจากประเทศอื่น) หลังหนีออกไปจากค่ายได้ จิมมองเห็นเครื่องบินบนฟ้าซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสิ่งที่ทหารคนนั้นพูดเป็นเรื่องจริง
จิมกลับไปช่วยเซเลนาและฮันนาห์ออกมาได้ แล้วพากันไปอาศัยอยู่ที่กระท่อมในชนบทอันห่างไกลของ Cumbria อย่างมีความสุข ขณะที่ผู้ติดเชื้อก็ยังคงมีให้เห็นประปราย
อีก 28 วันต่อมา….
หนังจบลงตรงที่ทั้ง 3 คนเอาผ้าผืนใหญ่ปักข้อความว่า Hello ปูลงบนพื้นหญ้าแล้วกระโดดโลดเต้น ส่งเสียงโบกมือทักทายเครื่องบินเจ็ตที่บินผ่าน พร้อมหันมาถามกันเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า พวกเขาเห็นไหม
สิ่งที่พวกเขาทำลงไปเหมือนจะเป็นเพียงแค่การทักทาย ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เพราะพวกเขามีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่แล้ว
28 Years Later (2025)
ฉากเปิดเป็นการย้อนเหตุการณ์ไปในปี 2002 ที่เกิดการระบาดครั้งแรก เด็กผู้ชายชื่อ “จิมมี่ คริสตัล” หนีมาหาพ่อที่เป็นบาทหลวงในโบสถ์แห่งหนึ่ง พ่อมอบสร้อยคอไม้กางเขนให้เขาแล้วพาไปซ่อน ขณะที่ตัวเองยอมให้ซอมบี้รุมกัดตายเพราะมองว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
ตัดมาในอีก 28 ปีให้หลัง ประเทศอื่นในยุโรปจัดการการแพร่ระบาดได้หมดแล้ว เหลือเพียงเกาะอังกฤษที่ยังคงเป็นเขตกักกันอยู่อย่างไม่มีกำหนด มีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่ไม่มากนัก
บนเกาะ Lindisfarne ที่มีกระแสน้ำขึ้นน้ำลงเป็นปราการป้องกันตัวเองจากซอมบี้บนผืนแผ่นดินใหญ่ Great Britain มีชุมชนผู้รอดชีวิตอาศัยอยู่
“สไปก์” เด็กชายวัย 12 ขวบ อาศัยอยู่กับพ่อ “เจมี่” และแม่ “ไอซ์ลา” ซึ่งป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ สไปก์มีอายุถึงเกณฑ์จึงถูกพ่อพาไปแผ่นดินใหญ่เพื่อหัดล่าซอมบี้ด้วยธนู
ที่นั่น สไปก์พบว่าซอมบี้มีหลากหลายประเภท ทั้งพวก slow ที่จะคลานช้า ๆ และตัวอัลฟ่า ที่มีพละกำลังมหาศาลแถมยังมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
สไปก์กับพ่อติดอยู่บนแผ่นดินใหญ่ข้ามคืนทำให้เขามองเห็นกองไฟจากที่ไกล ๆ และรู้ว่ามีหมอ “ดร.เอียน เคลสัน” อาศัยอยู่ที่นั่น เมื่อกลับไปที่เกาะแล้วพบว่าพ่อมีผู้หญิงใหม่ สไปก์จึงตัดสินใจพาแม่มายังแผ่นดินใหญ่เพื่อไปหาหมอ
ระหว่างทาง สไปก์ได้รับความช่วยเหลือจาก “อีริค” ทหารสวีเดนซึ่งมาจากเรือที่นาโต้ส่งมาลาดตระเวณรอบเกาะอังกฤษแล้วเกิดเกยตื้น ต้องขึ้นมาบนเกาะ
สไปก์ได้รับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกที่ดำเนินไปตามปกติจากทหารคนนี้เป็นครั้งแรก (ขณะที่คนดูเองก็เริ่มเข้าใจภาพกว้างของจักรวาล 28 Days มากขึ้นว่ามีเพียงสหราชอาณาจักรที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเพราะ Rage Virus)
ไอซ์ลาเจอผู้ติดเชื้อท้องแก่จึงช่วยเธอคลอดทารกเพศหญิงออกมาสำเร็จแล้วพาเด็กมาด้วยหลังจากที่อีริกฆ่าตัวแม่ตาย ก่อนที่ตัวเองจะถูกตัวอัลฟ่ากระชากหัวหลุดออกจากร่าง
ดร.เคลสันมาช่วยสไปก์กับแม่เอาไว้ได้ด้วยการยิงยาสลบใส่ตัวอัลฟ่าที่เขาตั้งชื่อให้ว่า “แซมซั่น” ก่อนจะพาไปยัง Bone Temple ที่เขาสร้างขึ้นมาจากกระดูกและกระโหลกศีรษะของเหล่าผู้ที่เสียชีวิตลง
ดร.เคลสันตรวจพบว่าไอซ์ลาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พร้อมปลอบโยนสไปก์ด้วยประโยคภาษาละตินว่า memento amoris ที่แปลว่า “จำได้ว่าคุณต้องมีความรัก”
สไปซ์ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายกับแม่ที่ยอมรับชะตากรรม ยินยอมให้ ดร.เคลสันฉีดยาให้ตัวเองจากไปโดยสงบ ส่วนหัวกระโหลกของเธอนั้น สไปก์เป็นคนปีนเอาขึ้นไปวางไว้บนส่วนยอดของ Bone Temple
ดร.เคลสันบอกให้สไปก์พาทารกน้อยกลับไปที่เกาะ แต่เขาแค่เอาเด็กไปส่งหน้าประตู ส่วนตัวเองกลับมาใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินใหญ่ตัวคนเดียว ทิ้งจดหมายบอกพ่อเอาไว้ว่าตั้งชื่อเด็กน้อยตามชื่อแม่ และเขาจะกลับไปเมื่อพร้อม
หนังจบลงตรงฉากที่สไปก์ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มคนแปลก ๆ ที่มีผู้นำชื่อ จิมมี่ ซึ่งก็คือเด็กน้อย จิมมี่ คริสตัลในตอนต้นเรื่องนั่นเอง (สังเกตได้จากสร้อยคอกางเขนที่คล้องคออยู่)
มีอะไรรออยู่ในภาค 4
ประเด็นต่าง ๆ ที่รอเราอยู่ใน 28 Years Later: The Bone Temple ก็คือ
- บทบาทของ “จิมมี่” ที่ดูจากลักษณะท่าทางแล้วไม่ปกติธรรมดา
- “สไปก์” จะต้องเจอกับอะไรเมื่อมาอยู่ในกลุ่มของจิมมี่
- ความคลุมเครือของ ดร.เคลสัน เขามีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่
- ตัวอัลฟ่า “แซมซั่น” ที่จะมีบทบาทสำคัญในภาคนี้
- การกลับมาของ “จิม” พระเอกจากภาคแรกจะเป็นอย่างไร (แค่ข้อนี้แฟนพันธุ์แท้ก็น่าจะอยากดูกันสุดๆ แล้ว)
- ผลงานของผู้กำกับคนใหม่ Nia DaCosta (จาก CANDYMAN 2021) ส่วนแดนนี่ บอยล์ไปรับหน้าที่ Producer แทน
- พัฒานาการของเนื้อเรื่องที่กินเวลายาวนาน 24 ปี เช่น ผู้ติดเชื้อจะวิวัฒนาการไปแบบไหนบ้าง
- จะมี hint อะไรที่บ่งบอกถึงภาคต่อไปที่กำลังจะสร้างบ้าง
สามารถรับชม 28 Years Later: The Bone Temple หรือภาค 4 ของแฟรนไชส์นี้ได้แล้วในโรงภาพยนตร์
ส่วนใครประสงค์จะทบทวนภาคเก่า สามารถรับชมภาคสอง 28 Weeks Later ได้ทาง Disney+ และรับชมภาคสาม 28 Years Later ได้ทาง Netflix





