ลองจินตนาการว่าหากคุณตื่นขึ้นมาพบตัวเองถูกมัดติดอยู่บนเก้าอี้ นั่งเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาที่แจ้งว่าคุณตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม และถ้าหากไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ภายใน 90 นาที คุณจะถูกประหารชีวิตทันที
ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถเจาะระบบ เข้าถึงอีเมล เข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ เสียงสนทนาทางโทรศัพท์ การพูดคุยผ่าน SMS รวมถึงภาพจากกล้องทุกชนิดบนโลกออนไลน์เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน แต่แน่ใจหรือว่าสิ่งเหล่านั้นจะใช้โน้มน้าวผู้พิพากษา AI ให้เชื่อในความบริสุทธิ์ของคุณได้ หรือในทางตรงข้าม มันอาจกลายเป็นหลักฐานมัดตัวคุณว่า “มีความผิด” แน่นแฟ้นขึ้นก็เป็นได้
นี่คือสถานการณ์ที่ตัวเอกต้องเผชิญในภาพยนตร์แอ็กชัน–ทริลเลอร์เรื่อง “MERCY - 90 นาทีสั่งตาย” ที่ทำให้คนดูลุ้นตามไปทุกวินาทีว่า เขาจะเคลียร์ตัวเองได้ทันท่ามกลางแรงกดดันจากนาฬิกาที่นับถอยหลังทุกวินาทีได้หรือไม่
Screen Life … เมื่อชีวิตติดอยู่หน้าจอ
MERCY เป็นผลงานของ ทิมอร์ เบคมัมเบทอฟ (Timur Bekmambetov) ผู้กำกับชาวคาซัค-รัสเซียวัย 65 ที่เคยมีผลงานแนว fantasy supernatural thrill อย่าง Night Watch, Day Watch หนังแนว action-thriller อย่าง Wanted หรือแนว historical horror อย่าง Abraham Lincoln: Vampire Hunter
แต่ในช่วงหลังเขากลายเป็นผู้บุกเบิกหนังแนว Screenlife หรือหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านหน้าจออุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ แทปเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรือกล้องวงจรปิดต่าง ๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อหนังแนวนี้ไปแล้ว
ผลงานแนว Screen Life ที่เบคมัมเบทอฟทำหน้าที่ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ เช่น Unfriended (2015), Searching (2018), Profile (2018) ช่วยผลักดันภาพยนตร์ให้ก้าวเข้าสู่การผสานโลกดิจิทัลเข้ากับการเล่าเรื่องบนจอใหญ่ผ่านเทคโนโลยีภาพอันล้ำสมัยมากขึ้น
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
แต่สำหรับ “MERCY - 90 นาทีสั่งตาย” ทิมอร์ เบคมัมเบทอฟบอกว่ามันเป็นการนำหนัง Screenlife มาตีความใหม่ในรูปแบบที่ทั้งสนุก จริงจัง และทรงพลัง
“ผมรักเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ในฐานะหนัง Screenlife แต่ในฐานะหนังเล่าเรื่องแบบดั้งเดิมด้วย มันพูดถึงวิธีที่เราปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี”
ขณะที่ ชาร์ลส์ โรเวน โปรดิวเซอร์เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Oppenheimer, Wonder Woman, American Hustle, The Dark Knight, Batman Begins บอกว่า
“MERCY คือหนังทริลเลอร์ระทึกขวัญที่มีกลิ่นอายไซไฟเล็กน้อย แต่อาจกลายเป็นความจริงในอนาคต โลกของเรากำลังรับมือกับนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และ AI ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันจะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกใช้มันอย่างไร”
ถ้าถามความเห็นของนักแสดงนำอย่าง คริส แพรตต์ เขามองงว่า “MERCY - 90 นาทีสั่งตาย” เป็นภาพยนตร์หลากแนว เพราะมันเป็นทั้งหนังดราม่าในชั้นศาล หนังระทึกขวัญ หนังไขปริศนา และหนังแอ็กชันที่ใช้รูปแบบ Screenlife ในการนำเสนอ
ทุกคนทำผิดพลาดได้ แม้แต่ AI
ถึงแม้ว่าเรื่องราวใน “MERCY - 90 นาทีสั่งตาย” จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2029 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนสิ่งที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ช่วงเวลาที่ผู้คนเริ่มกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ในหลากหลายแง่มุม ทั้งในเรื่องความถูกต้องแม่นยำ การพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงจนขาดมิติของความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ไปจนถึงคำถามเชิงศีลธรรมต่าง ๆ
“ปัญหาคือเราคาดหวังความแม่นยำจากมัน และยิ่งเวลาผ่านไป เราก็ยิ่งจำเป็นต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่โลกออนไลน์กำลังบอกเรา” รีเบคกา เฟอร์กูสัน ผู้รับบทผู้พิพากษา AI กล่าว
ขณะที่คริส แพรตต์ขยายความว่า ในหนังเรื่องนี้ รัฐบาลสร้างศาล MERCY ขึ้นมาเพื่อยับยั้งอาชญากรรม เพราะมองว่าระบบยุติธรรมของมนุษย์ล่าช้าและมีข้อบกพร่อง จึงมีการนำ AI มาใช้ตัดสินความผิดหรือความบริสุทธิ์ของมนุษย์โดยไม่มีทนายความมาคอยแก้ต่างให้ ผู้ต้องหาจะถูกมัดติดกับ ‘เก้าอี้เมอร์ซี’ นั่งเผชิญหน้ากับผู้พิพากษา AI เพียงลำพัง โดยมีเวลาเพียง 90 นาทีในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง หากหมดเวลาแล้วยังหาหลักฐานมาแก้ต่างไม่ได้ก็จะถูกสังหารคาเก้าอี้ทันที
“หัวใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือตัวละครหลักสองตัว — หนึ่งเป็นดิจิทัล และอีกหนึ่งเป็นกายภาพ” ผู้ออกแบบงานสร้าง อเล็กซ์ แม็กโดเวลล์ (Man of Steel, Minority Report, Fight Club) กล่าว “นี่คือหนังที่ท้าทายความคิด และทำให้เรามองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกดิจิทัลในมุมใหม่”
“ในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นเหมือน ‘บัญญัติสิทธิขั้นพื้นฐาน’ ว่าด้วยการควบคุม AI หากวันหนึ่งมันถูกนำมาใช้ในระบบยุติธรรม” แพรตต์กล่าว “ใครจะรู้ว่าโลกจะพัฒนาไปไกลแค่ไหนก่อนถึงปี 2029 บางทีอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจมีคนดูหนังเรื่องนี้แล้วพูดว่า ‘ว้าว…พวกเขาคิดถูกจริงๆ’”
“MERCY - 90 นาทีสั่งตาย” นำแสดงโดย คริส แพรตต์, รีเบคกา เฟอร์กูสัน, คาลี ไรส์ และ แอนนาเบล วอลลิส มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์และระบบ IMAX วันที่ 22 มกร2569
ทิมอร์ เบคมัมเบทอฟ – ผู้บุกเบิกหนัง Screenlife
ทิมอร์ เบคมัมเบทอฟ เป็นผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างชั้นนำของฮอลลีวูดที่ได้รับการยอมรับจากผลงานภาพยนตร์ที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และภาพที่ทรงพลังสะดุดตา ผลงานกำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องแรกของเขาคือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนของมาร์ก มิลลาร์ เรื่อง WANTED (2008) นำแสดงโดย แองเจลินา โจลี และเจมส์ แม็กอะวอย ภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องนี้ทำรายได้ทั่วโลก 341 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สองสาขา
เบคมัมเบทอฟคือผู้บุกเบิกภาพยนตร์แนว Screenlife ซึ่งการดำเนินเรื่องเกิดขึ้นผ่านมุมมองของหน้าจอโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ โดยอุปกรณ์ดิจิทัลของตัวละครเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว ผลงาน Screenlife เรื่องแรกของเขา UNFRIENDED (2015) เป็นภาพยนตร์สยองขวัญวัยรุ่น ใช้งบประมาณเพียง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทำรายได้มากกว่า 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั่วโลก
SEARCHING (2018) ที่เบคมัเบทอฟทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ สร้างปรากฏการณ์ในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ทำให้คนหันมารู้จักหนังแนว Screenlife มากขึ้น โดยควาดังของ SEARCHING ที่ทำรายได้กว่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดการต่อยอดเป็นภาคต่อ MISSING (2023) นำแสดงโดย สตอร์ม รีด เจ้าของรางวัลเอ็มมี ทำรายได้ 48.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ตภาพยนตร์ของ Netflix ในสหรัฐอเมริกา
LIFEHACK (2025) ภาพยนตร์ “ปล้นออนไลน์” เกี่ยวกับวัยรุ่น 4 คนที่พยายาจะปล้นเหรียญบิตคอยน์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์จากห้องนอนของตัวเอง ได้รับคะแนนจาก Rotten Tomatoes ถล่มทลายถึง 100%





