"Richard Mille" เผยเบื้องหลัง "Gem-Setting" ศิลปะแห่งการฝังอัญมณี ให้นาฬิกากลายเป็นงานศิลป์ หลอมรวมทั้งศิลปะ งานฝีมือชั้นสูง และวิศวกรรมล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน
แม้จะไม่ใช่แบรนด์เก่าแก่ แต่ Richard Mille นาฬิกาหรู ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 โดย Richard Mille กลับได้กลายเป็นหนึ่งในผู้พลิกโฉมโลกเรือนเวลาด้วยแนวคิดที่ผสานศาสตร์การทำนาฬิกาชั้นสูงเข้ากับวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และงานออกแบบร่วมสมัยอย่างกล้าท้าทายขนบเดิมของวงการ ด้วยเอกลักษณ์ด้านตัวเรือนทรงตอนโน วัสดุไฮเทคอย่าง Carbon TPT® และการพัฒนากลไกอันซับซ้อน ทำให้ Richard Mille ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์นาฬิกาหรู แต่ยังถูกยกให้เป็น “Racing Machine on the Wrist” ที่สะท้อนทั้งนวัตกรรม ความเบา ความแข็งแกร่ง และงานฝีมือระดับสูงไว้อย่างโดดเด่น
นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา Richard Mille ใช้การฝังอัญมณีเป็นหนึ่งในภาษาสำคัญของแบรนด์ โดยไม่ได้มองเพชรหรืออัญมณีเป็นเพียงความหรูหรา หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตัวเรือน วัสดุ และสถาปัตยกรรมกลไกของเรือนเวลาแต่ละรุ่น ตั้งแต่การเปิดตัว RM 007 ในปี 2005 ที่เริ่มสำรวจเทคนิคการฝังแบบจิกไข่ปลา (Bead Setting) และการฝังแบบไร้หนาม (Invisible Setting) ไปจนถึงการนำอัญมณีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ภายในกลไกนาฬิกา
ความท้าทายสำคัญของงานฝังอัญมณีในโลกของ Richard Mille คือรูปทรงตัวเรือนอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นทรงตอนโน (Tonneau) ทรงกลม หรือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รวมถึงโครงสร้างเสาค้ำที่มีความโค้งมนและรายละเอียดสูง ทำให้ทุกขั้นตอนต้องอาศัยความแม่นยำระดับสูงสุด ช่างผู้ชำนาญต้องแกะสลักช่องสำหรับวางอัญมณีให้พอดีกับขนาดของอัญมณีแต่ละเม็ด เพื่อขับเน้นเส้นสายของตัวเรือนให้สะท้อนแสงอย่างสมบูรณ์แบบ
แนวคิดดังกล่าวยิ่งเด่นชัดขึ้นในรุ่น RM 018 Tourbillon Boucheron ปี 2008 ที่นำอัญมณีล้ำค่ามาสร้างสรรค์เป็นล้อเฟืองของกลไก หลังใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 4 ปี ขณะที่ RM 019 Tourbillon ก็สร้างความโดดเด่นด้วยการใช้แบล็กโอนิกซ์เป็นแผ่นฐานกลไก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อนและท้าทายอย่างยิ่งของโลก Haute Horlogerie
หลังปี 2015 เป็นต้นมา แบรนด์ยังเดินหน้าปลดปล่อยศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวัสดุเชิงเทคนิค ภายใต้การดูแลของ เซซีล เกอนาต์ หัวหน้าฝ่ายออกแบบและพัฒนา ผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโลกของ Haute Horlogerie และ Fine Jewellery เข้าด้วยกัน ผ่านการนำวัสดุไฮเทคอย่าง Carbon TPT®, เซรามิก และแซฟไฟร์ มาผสานเข้ากับศิลปะการฝังอัญมณีอย่างร่วมสมัย
ผลงานอย่าง RM 71-01 Talisman Automatic Tourbillon, RM 07-02 Sapphire Automatic และ RM HJ-01 Haute Joaillerie Collection ล้วนสะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตีความตัวเรือนทรงตอนโนผ่านสีสันของทับทิม ไพลิน แซฟไฟร์สีม่วง และมรกต พร้อมเทคนิคการฝังหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฝังที่ขอบตัวเรือน การฝังแบบจิกไข่ปลา ไปจนถึงการฝังแบบโปรยหิมะ (Snow Setting) อันตระการตา
อีกหนึ่งก้าวสำคัญเกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อ Richard Mille เปิดเวิร์กชอปฝังอัญมณีภายในศูนย์ปฏิบัติการของแบรนด์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเทคนิคใหม่ ๆ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง CNC และเลเซอร์ในการเจาะช่องวางอัญมณีระดับไมครอนบนวัสดุไฮเทค ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการต่อยอดงานช่างศิลป์ดั้งเดิม พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคนิคอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ Richard Mille ศิลปะแห่งการฝังอัญมณีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความงดงาม แต่คือการหลอมรวมจินตนาการ นวัตกรรม และงานฝีมือชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านเรือนเวลาที่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะร่วมสมัยบนข้อมือ

