วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

RETAILBOSS สื่อด้านลักชัวรีเปิดเผยรายงานจัดอันดับ 10 แบรนด์หรู ระดับ "Ultra Quiet Luxury" ที่กลุ่มอภิมหาเศรษฐีระดับโลก (Super Wealthy) เลือกใช้ โดยเน้นย้ำเทรนด์ "Stealth Wealth" หรือความหรูเรียบแบบไม่ต้องประกาศ ซึ่งให้คุณค่ากับคุณภาพวัสดุและความประณีตสูงสุด มากกว่าการติดโลโก้แบรนด์แบบตะโกน

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

สำหรับเกณฑ์การจัดอันดับครั้งนี้ ทางผู้จัดได้ทำการคัดกรองแบรนด์หรูที่เป็น Mass Market ออกทั้งหมด และพิจารณาจากดัชนีชี้วัด 4 ประการ ได้แก่

  • ระดับราคา (40%)
  • ความหายาก-เอ็กซ์คลูซีฟ (30%)
  • ประวัติศาสตร์และงานหัตถศิลป์ (20%)
  • ความบริสุทธิ์ทางสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Purity) (10%)

เพื่อค้นหาแบรนด์ลักชัวรีผ่าน "สัมผัส" ไม่ใช่ "สัญลักษณ์" หรือโลโก้ที่มองเห็นได้แต่ไกล

สรุป 10 อันดับแบรนด์ Ultra Quiet Luxury ประจำปี 2026

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

1. Loro Piana (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1924

(คะแนนรวม: 9.6)

Loro Piana คือผู้นำที่ไร้ข้อกังขาในโลกของ Quiet Luxury แบรนด์นี้ทำหน้าที่เป็นผู้กุมความลับและวัตถุดิบเส้นใยที่หายากที่สุดในโลก โดยเฉพาะเส้นใยจากขน "วิคูนา" สัตว์ในวงศ์เดียวกับอูฐ  หน้าตาละม้ายอัลปาก้า (หรือ "วิควนญา" (Vicuña) ชื่อออกเสียงแบบถิ่นกำเนิดที่เปรู) รู้จักกันในนาม "เส้นใยแห่งพระเจ้า" รวมถึงอีกหนึ่งไลน์สินค้าที่ขึ้นชื่อก็คือ เบบี้แคชเมียร์

ถามว่าหรูระดับไหน ก็ตอบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า เพียงแค่เสื้อโค้ทวิควนญาตัวเดียวก็มีราคาสูงไปถึงกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งทำให้แบรนด์นี้ได้คะแนนสูงสุดในด้านราคา และยังมีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่เกินร้อยปี

บวกกับกลไกการควบคุมห่วงโซ่อุปทานเส้นใยหายากแบบ "เบ็ดเสร็จ" เนื่องจาก Loro Piana เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นในการร่วมอนุรักษ์ "วิควนญา" ที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบสูญพันธุ์เพราะการล่าอย่างไร้ระบบ จนเพิ่มจำนวนกลับขึ้นมาได้ ส่งผลให้ Loro Piana เป็นผู้ประกอบการต่างประเทศรายเดียวที่ได้รับอนุญาตจากเปรู ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของวิควนญาให้ได้สิทธิ์รับซื้อเส้นใยจากชุมชนแต่เพียงผู้เดียว

และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Loro Piana ครองอันดับ 1 ในด้านความหายาก และความบริสุทธิ์ของดีไซน์ไปครอง

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

2. Kiton (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1968

คะแนนรวม: 9.6

จะมีใครให้มากกว่านี้ไหม? สำหรับสูท “K50” ของแบรนด์ Kiton จากประเทศอิตาลี ที่สนนราคาไปไกลได้ถึง 1 แสนดอลลาร์ หรือ 3.5 ล้านบาท

สูท K50 ของ Kiton ถูกยกให้เป็นจุดสูงสุดของการตัดเย็บแบบเนเปิลส์ (Neapolitan tailoring) เป็นโอต์กูตูร์สำหรับสุภาพบุรุษ ด้วยความพิเศษของสูทสั่งตัดรุ่นในตำนานอย่าง K50 ซึ่งต้องใช้เวลาเย็บด้วยมือถึง 50 ชั่วโมง โดยช่างระดับปรมาจารย์ และผลิตสินค้าออกมาในจำนวนจำกัดมาก เน้นคุณภาพและความพอดีแบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล (Bespoke) ทำให้ได้คะแนนเต็มในหมวดความหายาก (Rarity) ไปแบบไร้ข้อกังขา

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

3. Delvaux (เบลเยียม) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1829

คะแนนรวม: 9.3

ลำดับสามของแบรนด์ Ultra Quiet Luxury ได้แก่ Delvaux ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องหนังชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (เกิดก่อนแบรนด์ดังอย่าง Hermès เสียอีก) ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้เป็นจุดดึงดูดสำคัญสำหรับมหาเศรษฐีที่มองว่า Delvaux เป็นทางเลือก "ลับ" (Secret alternative) แทนแบรนด์กระแสหลัก โดยมีกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง The Brillant ที่เปรียบเสมือนงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาอย่างเนี้ยบไร้ที่ติ ขณะที่ไร้โลโก้ปรากฏให้เห็นจากภายนอกเลย จะมีเพียงคนที่รู้เท่านั้นที่จะรู้ สมกับวลีที่พูดกันว่า "If you know, you know" (IYKYK) นั่นเอง

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

4. Moynat (ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1849

คะแนนรวม: 9.3

Moynat แบรนด์ผู้ผลิตหีบสำหรับนักสะสมตัวจริง ก่อตั้งในปี 1849 เป็นผู้ผลิตหีบเดินทางและกระเป๋าจากฝรั่งเศสที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟและหายากกว่าแบรนด์ปารีเซียงอื่นๆ อย่างมาก

แบรนด์มีความเชี่ยวชาญด้านหีบสั่งตัด (Bespoke trunks) และกระเป๋าถือที่เน้นการเย็บมือและงานฝีมือขั้นสูง ส่งผลให้กำลังการผลิตมีน้อยถึงน้อยที่สุด ส่งผลให้สินค้าของ Moynat กลายเป็นตัวเลือกของนักสะสมที่ให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์และทักษะช่างชั้นครูมากกว่าเทรนด์แฟชั่นร่วมสมัย

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

5. John Lobb (อังกฤษ/ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1866

คะแนนรวม: 9.3

จากลิสต์นี้ retailboss ยกให้ John Lobb คือ ราชาแห่งรองเท้าสั่งตัด (Bespoke footwear) ที่มีประวัติย้อนไปถึงปี 1866 และได้รับตราตั้งจากราชวงศ์ (Royal Warrant) ปัจจุบันดำเนินงานทั้งแบบเวิร์กช็อปสั่งตัดในลอนดอน ซึ่งเป็นร้านออริจินัล บริหารงานโดยครอบครัวผู้ก่อตั้ง และไลน์ Ready-to-wear ที่ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ซึ่งบริหารงานและถือหุ้นโดย Hermès

แม้แบรนด์จะมีทั้งไลน์การผลิตแบบ Bespoke และ Ready-to-wear แต่ทั้งสองส่วนยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพไว้สูงสุด รองเท้าสั่งตัดหนึ่งคู่ต้องผ่านการวัดเท้าหลายครั้งและมีราคาสูงกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลูกค้าต้องรอคิวนานหลายเดือนกว่าจะได้สินค้า ซึ่งสะท้อนถึงความหรูหราที่แท้จริง

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

6. Stefano Ricci (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1972

คะแนนรวม: 9.1

Stefano Ricci จากอิตาลีแบรนด์นี้ มีชื่อเสียงในการดูแลภาพลักษณ์ให้แก่กลุ่มคนระดับ "0.001%" ของโลก ซึ่งรวมถึงผู้นำประเทศและมหาเศรษฐี แม้บางไอเท็มอาจดูหรูหราอลังการ แต่ไลน์สินค้าที่เป็น Quiet Luxury ของแบรนด์นั้นโดดเด่นด้วยการใช้หนังสัตว์หายากและไหมคุณภาพเยี่ยม แจ็กเก็ตหนังเรียบๆ ตัวหนึ่งอาจมีราคาสูงเกิน 40,000 ดอลลาร์ การเน้นผลิตสินค้าจำนวนจำกัด และราคาระดับอัลตร้าไฮเอนด์ ทำให้แบรนด์ติดอันดับต้นๆ ในด้านดัชนีราคา

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

7. Charvet (ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1838

คะแนนรวม: 8.9

Charvet ก่อตั้งในปี 1838 ณ Place Vendôme กรุงปารีส ได้รับการยอมรับว่าเป็นร้านเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของโลก แบรนด์นี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการตัดเสื้อให้เชื้อพระวงศ์และผู้นำระดับโลก ความพิเศษอยู่ที่บริการสั่งตัด (Bespoke) ซึ่งมีผ้าให้ลูกค้าเลือกสรรกว่า 6,000 ชนิด แบรนด์นี้คือที่สุดของความหรูที่ไร้เสียงในวงการเสื้อเชิ้ต โดยมุ่งเน้นที่ความพอดี (Fit) เนื้อผ้า และรายละเอียดที่แนบเนียน จนได้คะแนนเต็มในด้านความบริสุทธิ์ของดีไซน์

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

8. Cesare Attolini (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1930

คะแนนรวม: 8.7

Cesare Attolini คือกุญแจสำคัญในประวัติศาสตร์การตัดเย็บของอิตาลี โดยเป็นผู้คิดค้นสูทแบบ "Neapolitan jacket" ในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งมีเอกลักษณ์คือความนุ่ม เบา และไม่มีฟองน้ำหนุนไหล่ ปัจจุบันแบรนด์ยังคงเป็นธุรกิจครอบครัวที่รักษามาตรฐานการผลิตระดับอาร์ติซานไว้อย่างเคร่งครัด การเย็บมือแบบดั้งเดิมทำให้เสื้อผ้ามีความเบาสบายไร้ที่ติ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งที่แนบเนียน

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

9. Brunello Cucinelli (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ.1978

คะแนนรวม: 8.1

แบรนด์ Brunello Cucinelli เจ้าของฉายา “ราชาแห่งแคชเมียร์” (King of Cashmere) โด่งดังจากการสร้างสไตล์ "Solomeo" ที่ดูผ่อนคลายแต่ราคาแพงระยับ เน้นการใช้สีเอิร์ธโทน และงานฝีมือนิตแวร์ชั้นสูง แม้จะมีการวางจำหน่ายแพร่หลายกว่าแบรนด์อันดับต้นๆ ในลิสต์นี้ แต่ Cucinelli ยังคงเป็นแบรนด์หลักของคนรวยที่ชอบลุค Casual แบบไม่มีโลโก้ ทว่าราคาสูงลิ่ว จากการยึดมั่นในวัสดุคุณภาพและจริยธรรมในการผลิต

มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury

10. The Row (สหรัฐอเมริกา) ก่อตั้งปี ค.ศ.2006

คะแนนรวม: 8.0

อเมริกันแบรนด์หนึ่งเดียวที่ติดเข้ามาในลิสต์นี้ ก่อตั้งโดยสไตล์ไอคอนคู่พี่น้องฝาแฝด แมรี่-เคท และ แอชลีย์ โอลเซ่น ที่แม้จะเพิ่งก่อตั้งในปี 2006 ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปีอย่างใครเขา แต่ The Row กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของ Quiet Luxury ได้สำเร็จ โดยเฉพาะความโดดเด่นในเรื่องสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Purity) การตัดเย็บที่เพอร์เฟกต์ และราคาที่สูงลิ่ว โดย RETAILBOSS จัดให้การติดอันดับครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงปรัชญา "Stealth Wealth" หรือความรวยที่ซ่อนรูป ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่ความเก่าแก่ แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของงานโปรดักต์อย่างแท้จริง