เจาะลึกสถาปัตยกรรม - แนวคิด deCentral นิเวศศิลปะของชุมชนแห่งใหม่ย่านคลองตันเหนือ หลังกลุ่มเซ็นทรัลคืนชีวิตโรงงานยีนส์เก่าปี 2521 เป็นอาร์ตสเปซไม่แสวงหากำไร
KEY POINTS
- deCentral คือโครงการโดยกลุ่มเซ็นทรัลที่ปรับปรุงโรงงานผลิตกางเกงยีนส์เก่าในยุค 70s ให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะ (Art Space) แห่งใหม่ที่ไม่แสวงหาผลกำไร
- การรีโนเวทเน้นการอนุรักษ์โครงสร้างสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรมดั้งเดิมของโรงงานย่านคลองตันเหนือตามแนวคิด Adaptive Reuse เพื่อรักษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่
- ดำเนินงานด้วยปรัชญา "Reverse Curating" ที่เริ่มจากการวิจัยภาคสนามเพื่อกำหนดธีมประจำปี และมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่ศิลปะที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายสำหรับชุมชน
- มีกำหนดเปิดให้บริการ 2 แห่ง (กรุงเทพฯ และเชียงใหม่) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 พร้อมนิทรรศการเปิดตัวชื่อ "คาด"
ในยุคสมัยที่ ‘โลกวัฒนธรรม’ ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็ว อัลกอริทึมพาเราไปพบเจอเฉพาะสิ่งที่เราชอบ และ ตลาดศิลปะ มักวัดมูลค่าผ่านภาพวาดบนผืนผ้าใบที่ขายได้ง่าย
การเกิดขึ้นของ ‘องค์กรศิลปะ’ แห่งใหม่ในไทย นาม deCentral (ดีเซ็นทรัล) ซึ่งก่อตั้งโดย 'กลุ่มเซ็นทรัล' ได้เข้ามาท้าทายข้อสันนิษฐานเดิมๆ ของสังคมอย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่เพียงด้วยการตั้งคำถามเชิงทฤษฎี แต่ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่การพลิกฟื้นสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรมยุค 1970 การลงพื้นที่วิจัยทั่วประเทศกว่า 3 ปี ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ทางปัญญาที่เปิดโอกาสให้ ‘ศิลปะ’ ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มคนหลากหลายสาขาอาชีพและชุมชนท้องถิ่น
ปรัชญา Reverse Curating - การจัดนิทรรศการไตรภาคใน 1 ธีมประจำปี
ปัญญ์ จิรกิติ ผู้อำนวยการบริหาร deCentral กล่าวในกิจกรรม Hard Hat Tour ณ พื้นที่ตั้ง deCentral กรุงเทพฯ เมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569 ว่า ความชัดเจนประการสำคัญของ deCentral คือการ ไม่เรียกตัวเองว่า “แกลเลอรี” (Gallery) เนื่องจากคำว่าแกลเลอรีในบริบททั่วไปผูกติดกับโมเดลพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการขายผลงานเพื่อทำกำไร
ในทางกลับกัน deCentral วางตำแหน่งเป็น Art Space และองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-profit Organization) ทุกตารางเมตรจึงมีไว้เพื่อสนับสนุนการผลิตงานใหม่และเปิดโอกาสให้ศิลปินได้จัดแสดงงานที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของตลาด
นิทรรศการของ deCentral ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกรูปภาพที่สวยงามมาแขวนบนผนัง แต่เริ่มต้นจาก Reverse Curating (กระบวนการภัณฑารักษ์แบบย้อนกลับ) 3 ขั้นตอนด้วยกัน
เริ่มจาก การวิจัยภาคสนามและการตั้งโจทย์วิจัย (Research & Mission) จัดส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจประเด็นทางสังคม ค่านิยม และปัญหาจริงในนิเวศศิลปะ
จากนั้น กำหนดธีมหลักประจำปี (Annual Theme) โดยนำโจทย์วิจัยจากการลงพื้นที่มากลั่นกรองเป็นธีมความคิดระดับยุทธศาสตร์
ตามมาด้วย การคัดเลือกและผลิตผลงาน โดยคัดเลือกผลงานที่มีอยู่เดิมให้สอดคล้องกับเนื้อหา หรือทำงานร่วมกับศิลปินเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ผ่าน Commission (ว่าจ้าง)
“กระบวนการนี้ช่วยแก้ไขจุดอ่อนของวงการศิลปะที่มักหมุนเวียนจัดแสดงเฉพาะผลงานรูปแบบเดิมๆ โดย deCentral กำหนดธีมหลักเพียง 1 ธีมต่อปี แล้วแบ่งการจัดนิทรรศการออกเป็น 3 ตอน (3 Chapters) จัดแสดงตอนละ 4 เดือน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการถอดรหัสและขยายความความรู้ (Unpack Data) ในหลากหลายมิติอย่างลึกซึ้ง”
ผู้อำนวยการบริหาร deCentral อธิบายเพิ่มเติมว่า ‘ดีเซ็นทรัล’ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม (Connector) ในลักษณะตัวกลางเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแขนงในนิเวศศิลปะ (Art Ecology) ทั้งศิลปิน ภัณฑารักษ์ นักเขียน ทีมติดตั้ง และผู้ขับเคลื่อนชุมชน ให้ได้มารู้จักและทำงานร่วมกัน โดยไม่ได้เข้ามาเพื่อแข่งขันหรือดูดทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลาง แต่ต้องการเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดเพื่อให้นิเวศศิลปวัฒนธรรมของไทยเติบโตไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วน
พื้นที่ศิลปะ Brutalist และการรื้อฟื้นสำนึกชุมชน
ปัญญ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นทางกายภาพของ deCentral ว่าเริ่มต้นขึ้นที่อาคารโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ Wranglers และ John Henry ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 (ค.ศ. 1978) ในย่านที่เคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอันคึกคักของกรุงเทพฯ
โรงงานแห่งนี้ทำหน้าที่ผลิตเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษอีกหลายแบรนด์ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลได้รับใบอนุญาตจากบริษัทแม่ในต่างประเทศให้ผลิตและจัดจำหน่าย และคือปราการอุตสาหกรรมแห่งสุดท้ายในย่านคลองตันเหนือ ที่ปิดตัวลงในช่วงสถานการณ์โควิด-19
ตัวอาคารเดิมมีลักษณะการออกแบบค่อนไปทาง Brutalist Design สิ่งที่เขาชอบในสถาปัตยกรรมนี้คือทุกองค์ประกอบของเลย์เอาต์ เช่น สถานีตัดเย็บ (Stitching Station) และคลังจัดเก็บสินค้า (Store) สร้างขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์และฟังก์ชันที่ชัดเจน โครงสร้างที่มีความสะอาด เป็นระเบียบและเรียบง่ายเช่นนี้ ช่วยให้การนำอาคารเดิมมาปรับเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะทำได้สะดวกและง่ายขึ้นมาก
ผังอาคารภายใน deCentral ประกอบด้วยอาคาร 5 หลัง รวมพื้นที่ 2,740 ตารางเมตร แต่ละอาคารมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กิลส์ แวนเดอร์สต็อกเคน (Gilles Vanderstocken) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ BEAU Architects ซึ่งได้รับมอบหมายให้ฟื้นชีวิตโรงงานเก่าแห่งนี้ให้กลายเป็นองค์กรศิลปะ deCentral กล่าวว่า กลุ่มอาคารเดิมมีความเป็น Modern and industrial heritage (มรดกทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และอุตสาหกรรม) อาคารจัดแสดงหลักเป็นอาคารที่มีลักษณะ Monolithic (ทรงแท่งเดี่ยวขนาดใหญ่) และมีความเป็นนามธรรมสูง
ในการปรับปรุงอาคาร ทีมงานตัดสินใจ อนุรักษ์โครงสร้างเดิมไว้แบบ 100% โดยไม่มีการล้างความทรงจำของพื้นที่ ร่องรอยการใช้งาน คราบยากันซึมที่เคยทาไว้ การเจาะรูหรือทำให้เกิดช่อง (perforation) เสาคอนกรีต และราวเหล็กดั้งเดิม (Metal Railings) ได้รับการเก็บไว้อย่างเคารพประวัติศาสตร์
ขณะเดียวกันก็ได้เสริมเทคโนโลยีการจัดการพิพิธภัณฑ์ระดับสากลเข้าไป ทั้งระบบปรับอากาศ ระบบควบคุมความชื้น (Humidity & Moisture Control) และการสร้างเขตกันชน (Buffer Zone) เพื่อความปลอดภัยและการหนีไฟ
พัฒนาระบบเสาและไฟแขวนสำเร็จรูปจากชิ้นส่วนมาตรฐานที่ถอดประกอบได้ เพื่อใช้เป็นโครงสร้างรองรับผนังกั้นห้องนิทรรศการ ซึ่งช่วยลดการใช้วัสดุและขยะในแต่ละนิทรรศการ
กิลส์ขยายความเพิ่มเติมว่า แนวคิดในการทำงานครั้งนี้ BEAU Architects ดำเนินตามปรัชญาการออกแบบและคุณค่าของ Adaptive Reuse (กระบวนการนำอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่) เน้นการใช้ระบบ (systems), วัสดุมาตรฐาน และโครงสร้างที่ถอดประกอบหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย
ควบคู่ไปกับการยึดหลัก Maintain, Adapt, and Pass on (รักษา ปรับเปลี่ยน และส่งต่อ) ลดการแทรกแซงหรือปรับเปลี่ยนอาคารให้น้อยที่สุด (minimal action) แต่เกิดประโยชน์สูงสุด
กระบวนการคัดสรรพื้นที่ (Curation of Site) เริ่มจากการประเมินว่าควรเก็บโครงสร้างใดไว้และรื้อถอนส่วนต่อเติมใดออก เพื่อให้อาคารเดิม “ได้หายใจ” มีระเบียบ และเกิดพื้นที่ภายนอกสำหรับใช้งานส่วนกลาง
ยกตัวอย่างการฟื้นฟู อาคารหลัก/พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ปรับปรุงโดยการเจาะพื้นชั้น (slab) เพื่อสร้างความโปร่ง เจาะช่องแสงบนผนังอาคาร (facade perforation) สร้างกำแพงบัฟเฟอร์กั้นแสงและเสียง รวมถึงเพิ่มบันไดภายนอกตามมาตรการความปลอดภัย
ถึงอาคารจะมีร่องรอยการพังทลายของพื้นตามกาลเวลา จนเกิดสเปซแปลกใหม่โดยบังเอิญ (Accidental spatialization) แม้โครงสร้างจะเปราะบางจนต้องเสริมวิศวกรรมโครงสร้างน้ำหนักเบา (lightweight structure) แต่ก็เลือกอนุรักษ์ไว้เพราะเป็นสเปซที่มีเสน่ห์และเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่
ขณะที่ อาคารคล้ายบ้านหลังเล็ก ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สนับสนุน เช่น ร้านกาแฟ ร้านค้า คลังสินค้า และสำนักงาน
พื้นบริเวณรอยต่อ (threshold) ระหว่างอาคาร ปูด้วย กระเบื้องลายประเพณี ที่ทำด้วยมือจากโรงงานเล็กๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ยาวนาน 40-50 ปี เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงทางสายตาและนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
กิลส์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็น deCentral ยังแสดงถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม
“งานก่อสร้างสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สูงถึง 40% ของโลก การปรับปรุงอาคารเดิมช่วยลด CO2 ได้มากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับการสร้างใหม่ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาประวัติศาสตร์ โครงสร้างทางกายภาพของเมือง (city fabric) และความสัมพันธ์กับชุมชนไว้”
นิเวศแห่งการเรียนรู้
การสร้างสรรค์พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยแห่งนี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็น “กล่องขาว” (ผนังแกลเลอรีส่วนใหญ่ใช้สีขาว) สำหรับจัดแสดงผลงาน แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็น นิเวศแห่งการเรียนรู้ และ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนในย่านอย่างถ่อมตัว คือหัวใจสำคัญ
โซอี้ บัตต์
โซอี้ บัตต์ (Zoe Butt) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ deCentral กล่าวว่า ศิลปินส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักมีสตูดิโอขนาดเล็ก เมื่อต้องสร้างสรรค์ผลงานขนาดใหญ่ (Large-scale work) จึงเป็นความท้าทายทั้งในเรื่องวิธีการ วัสดุ และวิศวกรรม
บทบาทองค์กรศิลปะ deCentral จึงไม่ใช่แค่การรับงานมาจัดแสดง แต่ต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปิน ภัณฑารักษ์ และผู้อุปถัมภ์ ซึ่งตัวสถาปัตยกรรมของอาคารเองก็ทำหน้าที่เป็นครูที่สอนให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Collaboration)
พื้นที่ภายในได้รับการออกแบบให้ปรับเปลี่ยนตามประสบการณ์และการใช้งานได้หลากหลาย เช่น รองรับการแสดง (Performance) งานเสวนา การมองเชื่อมโยงขึ้น-ลงระหว่างชั้น รวมถึงตัวเลือกในการใช้หรือไม่ใช้แสงธรรมชาติ (Daylight)
ออกแบบระบบป้องกันน้ำฝนด้วยกระจกอีกชั้นเพื่อบล็อกน้ำไม่ให้เข้าอาคาร แต่ยังคงเปิดให้แสงสว่างธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาได้
อาคารขนาดใหญ่เปิดกว้างสำหรับการติดตั้งผลงานหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่อาคารพื้นทะลุและผังมีมุมเล็กรอบทิศกลับกลายเป็น “แบบทดสอบ” ที่ท้าทายให้ศิลปินต้องลงพื้นที่ศึกษาและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ให้เข้ากับสเปซโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ทีมงานยังลงพื้นที่วิจัยประวัติศาสตร์และบริบทของย่าน (Neighborhood History & Community Context) และจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ชุมชนโดยรอบอย่างเป็นระบบ
โซอี้กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์กรศิลปะ deCentral ตั้งใจ ไม่วางตัวเป็น ‘Art Space แปลกแยก’ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางย่านที่อยู่อาศัย (Residential Area) แต่วางตัวเป็นพื้นที่ศิลปะที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายสำหรับชุมชน (Community-Centric Art Space) มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนบ้านและคนในชุมชนสามารถเข้ามาใช้งานในชีวิตประจำวันได้ เช่น พาลูกหลานมาวิ่งเล่น นั่งดื่มกาแฟ หรือเดินเล่นในสวน เปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมและไม่มีการขายบัตร
deCentral มีด้วยกัน 2 แห่ง ตั้งอยู่เลขที่ 296 ซอยพาณิชย์อนันต์ (ปรีดี พนมยงค์ 42) แยก 4, แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ และเลขที่ 46 ถนนอัษฎาธร ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ทั้งสองแห่งมีกำหนด เปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปีพ.ศ.2570 พร้อมโครงการนิทรรศการชื่อ คาด (Khaat : Binding, Tracing, Fabulating) พัฒนาโดยภัณฑารักษ์ deCentral และองค์กรศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ KADIST ซึ่งทีมงานเปิดรับสมัครศิลปินและลงพื้นที่ทำวิจัยมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2568
โครงการ “คาด” จะดำเนินไปตลอดระยะเวลา 1 ปี ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ 3 ชุด งานเสวนา และการนำเสนอศิลปะการแสดง
ปฐมบทของ “คาด” ประเดิมด้วยนิทรรศการชื่อ สืบต่อมา (Carried Forward) รอติดตามชมได้เมื่อ deCentral พร้อมเปิดให้บริการ
- credit photo: deCentral





