สรุปครบทุกมิติ ‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2569’ เส้นทาง อัตลักษณ์เรือหลวง เบื้องหลัง ‘ท่านกบิน-ผังดาวล้อมเดือน’ มรดกสายน้ำในขบวนเรือพระราชพิธี เช็กลิสต์จุดชม
KEY POINTS
- ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระบรมราชินี
- การจัดริ้วขบวนใช้ผัง "ดาวล้อมเดือน" ประกอบด้วยเรือพระราชพิธี 52 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำเปรียบเสมือน "ดวงเดือน" อยู่กลางขบวน และมีเรืออื่น ๆ เป็น "ดวงดาว" ล้อมรอบเพื่ออารักขา
- เรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำที่เป็นหัวใจของริ้วขบวน ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (เรือทรง), เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช (เรืออัญเชิญผ้าพระกฐิน), เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ (เรือพระที่นั่งรอง)
- เปิดเบื้องหลัง "ท่านกบิน" มรดกสายน้ำในขบวนเรือพระราชพิธี เช็กลิสต์จุดชม "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2569"
ลำน้ำเจ้าพระยาสะท้อนภาพความวิจิตรบรรจงและสง่างามสูงสุดอีกครั้งในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
พระราชพิธีในครั้งนี้นับเป็นวาระมหามงคลสำคัญยิ่ง เนื่องจากจัดขึ้นเนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ (48 พรรษา) สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2569
ตามบันทึกการจัดพระราชพิธีของกองทัพเรือและสำนักพระราชวัง การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินทางชลมารคครั้งนี้นับเป็นการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน ถัดจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลายในปี พ.ศ. 2562 และพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (28 ก.ค.2567) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2567
นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทางชลมารคหนึ่งเดียวในโลกที่รวมเอาโบราณราชประเพณี พระราชศรัทธาในบวรพุทธศาสนา ประณีตศิลป์ และภูมิปัญญาช่างสยามไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และประณีตศิลป์แห่งแผ่นดิน
ความงดงามตระการตาที่ปรากฏแก่สายตาชาวไทยและชาวโลก เกิดจากการประสานพลังของสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ กองทัพเรือ, สำนักพระราชวัง และ กรมศิลปากร เริ่มต้นเตรียมงานตั้งแต่ปฐมบทแห่งความศักดิ์สิทธิ์ตามแบบโบราณราชประเพณีเพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังพล
การประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เจิมเรือ ปิดทอง ผูกผ้าสี คล้องพวงมาลัย และโปรยข้าวตอกดอกไม้แก่ เรือพระที่นั่ง สำคัญ 4 ลำ ได้แก่
- เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
- เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
- เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙
- เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
พร้อมด้วย เรือรูปสัตว์ 4 ลำ ได้แก่ เรือเอกไชยเหินหาว, เรือครุฑเหินเห็จ, เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรืออสุรวายุภักษ์ โดยมีศิลปินจากกรมศิลปากรแสดงรำบวงสรวง “ระบำกฤดาอวยพร” อย่างงดงาม
จากนั้น คณะพิธีเดินทางไปประกอบพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ แม่ย่านาง เรือรูปสัตว์ อีก 6 ลำ ณ แผนกเรือยนต์หลวง ท่าวาสุกรี ได้แก่ เรือเอกไชยหลาวทอง, เรือกระบี่ราญรอนราพณ์, เรือครุฑเตร็จไตรจักร, เรือพาลีรั้งทวีป, เรือสุครีพครองเมือง และเรืออสุรปักษี ซึ่งตามความเชื่อโบราณสิงสถิตอยู่ในเรือทุกลำเพื่อคอยคุ้มครองปกปักรักษาให้การเคลื่อนขบวนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
อัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ 4 เรือพระที่นั่ง
หัวใจสำคัญแห่งริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ เรือพระที่นั่งสำคัญทั้ง 4 ลำ แต่ละลำมีอัตลักษณ์ทางศิลปกรรม ประวัติศาสตร์การสร้าง และหน้าที่ในพระราชพิธีที่แตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ : เรือพระที่นั่งทรงชั้นสูงสุด โขนเรือจำหลักรูปหงส์ทอง ปากประดับ ‘พู่ห้อย’ ทำจากขนจามรีแท้สีขาวสะอาดจากประเทศเนปาลประกอบขึ้นรูปเป็นทรงพุ่มอย่างประณีต ปลายพู่ประดับแก้วผลึกเจียระไน เพิ่มความระยิบระยับตามต้องแสง
คอหงส์คล้องพวงมาลัยดอกไม้สด ลำเรือลงรักปิดทองประดับกระจกบนพื้นสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หมายถึงเรือของพระมหากษัตริย์ ท้องเรือภายในทาสีแดง
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ทดแทนลำเดิมสมัยรัชกาลที่ 1 (แต่มีการกล่าวถึงชื่อเรือสุพรรณหงส์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา) แล้วเสร็จประกอบพิธีลงน้ำในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2454 โดยมี พลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนาวาสถาปนิก
สมาคมเรือโลก (World Ship Trust) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลมรดกทางทะเล (Maritime Heritage Award) ให้กับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2535 เพื่อยกย่องคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความวิจิตรของสถาปัตยกรรมและศิลปะการต่อเรือโบราณ ตลอดจนการอนุรักษ์รักษาที่เป็นเลิศ นับเป็นเรือพระที่นั่งลำแรกของไทยและแห่งแรกในทวีปเอเชียที่ได้รับรางวัลดังกล่าว
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่แผนกเรือพระราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ ดำเนินการติดตั้งฉัตร พระวิสูตร ธงสามชาย และประกอบเครื่องสูงบนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พ.ศ.2569
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช : เรืออัญเชิญผ้าพระกฐินประดิษฐานเหนือบุษบก โขนเรือเป็นพญาอนันตนาคราช (นาค 7 เศียร) หมายถึง “ราชาแห่งนาคผู้เป็นนิรันดร์” ลงรักปิดทองประดับกระจก ลำเรือภายนอกทาสีเขียวประดับลวดลายก้านขดปิดทองกระจกสีเขียวพลิ้วไหวตลอดลำเรือ
ลำแรกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ลำปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2457
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ : เรือพระที่นั่งรอง โขนเรือจำหลักรูปพระนารายณ์ 4 กร ทรงเทพศาสตราวุธ ตรีศูล คทา จักร สังข์ ประทับยืนบนหลังพญาครุฑยุดนาค สื่อถึงพลังอำนาจในการพิทักษ์ปกป้องโลก เบื้องใต้ครุฑเจาะช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่ ตัวเรือทาสีแดงประดับกระจกวิจิตรตระการตา กลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา
เป็นเรือพระที่นั่งลำเดียวที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 9 พ.ศ.2539 โดยกองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากรสร้างถวายเนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก (ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี) โดยนำต้นแบบโขนเรือนารายณ์ทรงสุบรรณเดิมในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 มาสืบสานขึ้นใหม่
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ : โขนเรือเชิดเรียว ไม่สร้างเป็นรูปสัตว์ในตำนาน แต่จำหลักและปิดทองเป็นรูปพญานาคแปลง (ตัวเป็นนาค แต่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ 7 หน้า) ตัวนาคมีขนาดเล็ก-ใหญ่จำนวนมากมายอยู่ทั่วโขนเรือ ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง กลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญา
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จัดเป็นเรือพระที่นั่งศรีในลำดับชั้นรอง ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรอง หน้าที่สำคัญในทางโบราณราชประเพณีคือเป็นเรือที่ประทับสำหรับทรงเปลื้องเครื่องหรือเปลื้องพระชฎามหากฐินของพระมหากษัตริย์ ก่อนเสด็จขึ้นหรือลงเรือพระที่นั่งลำประทับ
5 ริ้ว 3 สาย และผัง “ดาวล้อมเดือน”
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พ.ศ.2569 จัดรูปกระบวนเรือเต็มรูปแบบตามโบราณราชประเพณี ใช้เรือพระราชพิธีรวมทั้งสิ้น 52 ลำ มีมิติความยาวขบวน 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร เคลื่อนขบวนอย่างเป็นระเบียบผสานผัง ดาวล้อมเดือน ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดผังตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อให้เรือพระที่นั่งประทับอยู่ตรงกลางขบวนอย่างสมพระเกียรติและมีสัดส่วนงดงามที่สุด
ขบวนเรือแบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ดังนี้
- ริ้วสายกลาง (เปรียบเสมือน “ดวงเดือน”) : ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ พร้อมเรือแตงโม (เรือกลองในของผู้บัญชาการขบวนเรือ), เรืออีเหลือง (เรือกลองนอก), เรือตำรวจ (3 ลำ) และเรือแซง 7 (1 ลำ) รวมทั้งสิ้น 10 ลำ
- ริ้วสายใน (เปรียบเสมือน “ดวงดาวชั้นใน”) : ขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง รวม 14 ลำ (สายละ 7 ลำ) ได้แก่ เรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น (เรือประตูหน้า), เรือเสือทยานชลและเรือเสือคำรณสินธุ์ (เรือพิฆาต), เรือรูปสัตว์ (8 ลำ) และเรือเอกไชยเหินหาวกับเรือเอกไชยหลาวทอง (เรือคู่ชัก)
- ริ้วสายนอก (เปรียบเสมือน “ดวงดาวอารักขา”) : ขนาบซ้ายและขวา รวม 28 ลำ ประกอบด้วยเรือดั้ง 22 ลำ และเรือแซง 6 ลำ ทำหน้าที่เป็นโล่พิทักษ์แนวหน้าและคัดท้ายอารักขาขบวนเรือหลวง
สุนทรียศาสตร์แห่งบทเพลงสยาม: กาพย์เห่เรือ 4 บท
เอกลักษณ์สำคัญที่ช่วยกำกับท่วงทำนองการพายให้พร้อมเพรียงและก้องกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ คือ กาพย์เห่เรือ ซึ่งในพระราชพิธีครั้งนี้ กองทัพเรือได้ได้รับความอนุเคราะห์บทประพันธ์จาก พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ และศิลปินดีเด่นสาขาวรรณศิลป์ (พ.ศ.2545) ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทยและได้รับความไว้วางใจให้ประพันธ์กาพย์เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาแล้วถึง 8 ครั้งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 ถึงรัชกาลปัจจุบัน
บทประพันธ์กาพย์เห่เรือสำหรับพระราชพิธี พ.ศ.2569 แบ่งออกเป็น 4 บทหลัก ได้แก่
- บทสรรเสริญพระบารมี : เฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
- บทชมเรือกระบวน : พรรณนาความงดงาม วิจิตรตระการตา และความสง่างามของเรือพระที่นั่งและเรือพระราชพิธีในริ้วขบวน
- บทบุญกฐิน : พรรณนาถึงพระราชศรัทธาอันบวรในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินทาน ณ วัดอรุณราชวรารามฯ
- บทชมเมือง : พรรณนาความงดงามของกรุงเทพมหานคร ทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และความสงบร่มเย็นใต้ร่มพระบารมี
ตามข้อมูลของพิธีกรรมชลมารค การส่งเสียงเห่เรือ มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนระหว่าง ผู้ประพันธ์ (ผู้สร้างสรรค์บทกวี) คนขานยาว/คนเห่ (ทำหน้าที่ขับร้องนำทำนองอยู่บนเรือพระที่นั่ง) และ กำลังพลฝีพาย (ทำหน้าที่เปล่งเสียงร้องรับพร้อมกันตามจังหวะการยกพาย) ความก้องกังวานของเสียงนำและเสียงรับนี้ช่วยขับเน้นให้ริ้วขบวนมีความเกรียงไกรและทรงพลังอย่างยิ่ง
นาฏยศิลป์แห่งสายน้ำ: ถอดรหัส “ท่าพายเรือ”
กลางลำน้ำเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่ ภาพริ้วขบวนเรือพระราชพิธี 52 ลำ เคลื่อนตัวอย่างพร้อมเพรียง สง่างาม ดุจงานประติมากรรมมีชีวิตลอยเลื่อนบนผิวน้ำ เบื้องหลังความตระการตานี้ ไม่เพียงแต่อยู่ที่ความชำนาญและจิตใจอันแน่วแน่ของฝีพายทั้ง 2,200 นายเท่านั้น แต่ยังแฝงด้วย ศาสตร์ ศิลป์ และโบราณราชประเพณีอันเข้มงวด ผ่านท่วงท่าการพายเรือที่จัดวางไว้อย่างเป็นแบบแผน
1.“ท่านกบิน” นาฏศิลป์ชั้นสูงเหนือผิวน้ำ
ในบรรดาท่าพายเรือพระราชพิธี ท่านกบิน ถือเป็นท่าพายอันสูงสุดที่สงวนไว้สำหรับ เรือพระที่นั่ง (เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์) เท่านั้น
ท่วงท่าอ่อนช้อยเริ่มขึ้นเมื่อพนักงานเห่เรือส่งสัญญาณ จังหวะยกพายพ้นน้ำ ฝีพายจะวาดไม้พายขึ้นสูงทำมุมประมาณ 45 องศา ปลายใบพายส่องประกายวาววับสะท้อนผิวน้ำ ดูพลิ้วไหวปานนกเหินผินบินร่อนอยู่เหนือลำน้ำ
ท่าพายนกบินประกอบด้วย 4 จังหวะต่อเนื่อง คือ (1) พายลงน้ำ (2) ดึงพายเข้าหาตัว (3) งัด/ส่งลำเรือ และ (4) ยกพายขึ้นสูงพ้นกราบเรือ
ตามราชประเพณี ฝีพายในเรือพระที่นั่งต้องพายท่านกบินตลอดเส้นทาง หากมีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นต้องเปลี่ยนท่าพาย ต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนเสมอ
2. “ท่าพลราบ” ความทรงพลังแห่งปราการคุ้มกัน
แตกต่างจากเรือพระที่นั่ง เรือร่วมขบวนอื่นๆ เช่น เรือดั้ง เรือแซง เรือพิฆาต และเรือรูปสัตว์ จะใช้ ท่าพลราบ หรือท่าพายธรรมดา
ฝีพายจะจมใบพายลงน้ำและพายเลียบไปกับกราบเรือ โดยไม่ยกพายขึ้นสูงพ้นกราบเรือมากนัก เน้นการกินน้ำและการส่งแรงขับเคลื่อนลำเรืออย่างต่อเนื่อง มั่นคง เพื่อรักษาตำแหน่งขนาบข้างเป็นเกราะอารักขาเรือพระที่นั่งในผัง “ดาวล้อมเดือน”
จากท่าวาสุกรีสู่วัดอรุณฯ: เส้นทางเสด็จฯ และจุดชมขบวนเรือ
ในวันพระราชพิธีจริง วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระบรมมหาราชวังมายังท่าวาสุกรี (บริเวณใต้สะพานพระราม 8) เพื่อเสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
เมื่อสัญญาณเรือเริ่มขานรับ ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ จะเริ่มเคลื่อนขบวนล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยาอย่างช้าๆ ด้วยความสง่างามและพร้อมเพรียง ผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช ท่ามหาราช และท่าช้าง ระยะทางรวมประมาณ 3.9 กิโลเมตร ก่อนจะเทียบท่าอ่างแก้ว ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ ประกอบพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินทาน
กองทัพเรือและกรมประชาสัมพันธ์แนะนำพื้นที่สาธารณะริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเฝ้ารับเสด็จฯ และรับชมความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี ดังนี้:
ฝั่งธนบุรี: บริเวณใต้สะพานพระราม 8 (ด้านพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๘), สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (ข้างโรงพยาบาลศิริราช), ท่าน้ำวัดระฆังโฆสิตาราม, บริเวณวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ฝั่งพระนคร: สวนสันติชัยปราการ (ข้างป้อมพระสุเมรุ), บริเวณท่ามหาราช, บริเวณท่าช้าง
นอกจากนี้ ประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกสามารถรับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ได้ผ่าน โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และรับฟังการถ่ายทอดเสียงบทกาพย์เห่เรือผ่าน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมทางชลมารคอันยิ่งใหญ่
และทรงคุณค่าของแผ่นดินไทยสืบไป
- อ้างอิง : กองทัพเรือ, กรมสวัสดิการทหารเรือ, กรมศิลปากร, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก
- ภาพทั้งหมดจากพิธีซ้อมใหญ่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค วันที่ 28 ต.ค.2569 โดยศูนย์ภาพเนชั่น





