กระทรวงวัฒนธรรม และตระกูล 'ยังเขียวสด' จัดทำตำรา 'ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย' ฉบับสมบูรณ์เล่มแรกของประเทศ รวบรวมองค์ความรู้ - ประวัติศาสตร์ 125 ปี หุ่นละครเล็กไทย
KEY POINTS
- มีการจัดทำหนังสือ "ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย" ซึ่งเป็นตำราฉบับสมบูรณ์เล่มแรกในรอบ 125 ปี เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากตระกูล 'ยังเขียวสด' ผู้ก่อตั้งคณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ และ 'นักวิชาการ' ซึ่งศึกษาข้อมูลเชิงลึกหุ่นละครเล็กมานานกว่า 16 ปี
- หนังสือมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางปัญญาของหุ่น 'ละครเล็กไทย' ให้แก่เยาวชนรุ่นหลัง และเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ
- หนังสือล็อตแรก 1,000 เล่ม ได้รับการแจกจ่ายไปยังห้องสมุดทั่วประเทศ พร้อมวางแผนเพิ่มเวอร์ชันภาษาอังกฤษในล็อตต่อไป
- อ่านฟรี! e-Book ‘ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย’ สื่อเรียนรู้ระดับสากล ถอดรหัสความลับครูหุ่นโบราณ
การอนุรักษ์ มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต (Living Cultural Heritage) มิได้มีความหมายเพียงการหยุดยั้งหรือ “แช่แข็ง” ศิลปะไว้ในอดีต
หากแต่คือกระบวนการทำให้ “องค์ความรู้” สืบทอดต่อไปได้อย่างมีชีวิต หรือการปรับเปลี่ยนรากฐานทางวัฒนธรรมเดิมให้เจริญงอกงามและเติบโตไปพร้อมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง
ศิลปะการแสดง หุ่นละครเล็กไทย เป็นตัวอย่างอันเด่นชัดของการสืบทอดสายธารแห่งภูมิปัญญาอย่างยาวนานกว่า 125 ปี โดยถ่ายทอดผ่านศิลปินและครูผู้เชี่ยวชาญต่อเนื่องถึง 5 รุ่น จากอดีตที่เป็นเพียงศิลปะการแสดงพื้นบ้าน สู่การพัฒนาเป็นศิลปะนาฏยศิลป์ระดับสูงที่ได้รับการยกย่องในระดับสากล
บัดนี้ ภูมิปัญญาจากเบื้องหน้าและเบื้องหลังเวทีตลอดเส้นทางกว่า 125 ปีของ ‘หุ่นละครเล็กไทย’ จากการสัมภาษณ์บุคคลในตระกูล ‘ยังเขียวสด’ ผู้ก่อตั้ง นาฎยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) และการสืบค้นข้อมูลประกอบอย่างรอบด้าน ได้รับการจัดทำเป็นหนังสือชื่อ ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย (Hun Lakhon Lek : The Art & Science of Traditional Thai Theatrical Puppetry) ตำราว่าด้วยหุ่นละครเล็กฉบับสมบูรณ์เล่มแรกของประเทศไทย
เบื้องหลังม่านน้ำตาและพันธสัญญา 125 ปี
ข้อความจาก หนังสือ ‘ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย’ ระบุว่า “หลักฐานต่างๆ เท่าที่สืบค้นได้ รวมทั้งความทรงจำของผู้คนในอดีตเท่าที่มีการบันทึกไว้ ล้วนกล่าวสอดคล้องกันถึงนามของ ‘นายแกร’ หรือ พ่อครูแกร ศัพทวณิช ในฐานะผู้คิดประดิษฐ์หุ่นละครเล็กขึ้นเป็นคนแรก เมื่อราวพ.ศ.2444 ระหว่างรัชกาลที่ 5
จากนั้น หุ่นละครเล็กก็เสื่อมความนิยมลง กระทั่งถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งโดยนาย ‘โจหลุยส์’ หรือ ครูสาคร ยังเขียวสด เมื่อพ.ศ.2527 แล้วถูกสืบสานและพัฒนากระทั่งงอกงามมาจนปัจจุบัน”
‘ครูสาคร’ เป็นบุตรชายของคนเชิดหุ่นในคณะพ่อครูแกร ได้รับมอบหุ่นละครเล็กฝีมือ ‘พ่อครูแกร’ จากนาง หยิบ ศัพทวณิช (ภรรยาของนายทองอยู่ บุตรชายพ่อครูแกร ซึ่งดูแลคณะหุ่นละครเล็กต่อจากบิดาจนถึงแก่กรรม) โดยหวังว่าจะมีคนสืบทอดศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กนี้ต่อไป ซึ่งครูสาครและทายาทได้ทำตามพันธสัญญานั้นแล้ว
พิสูตร ยังเขียวสด บุตรชายครูสาคร ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) กล่าวในงานเปิดตัวหนังสือ ‘ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย’ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ แกลลอรี 3, หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ว่า
“เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งคณะโจหลุยส์เพื่อนำศิลปะไทยสู่สายตาโลก เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เริ่มต้นจากเวทีกลางแจ้ง (Open Air) เล็กๆ ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคทางการเงินอย่างหนักหน่วง ทั้งการหาเงินจ่ายค่าเช่าและการดิ้นรนให้โรงละครอยู่รอด จนทำให้ต้องหลั่งน้ำตาหน้าเวทีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งภัยธรรมชาติ (เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่) ความผันผวนทางการเมือง หรือวิกฤตการเงิน
แต่ด้วยพันธสัญญาและความรู้สึกว่าถูกเลือกให้รับหน้าที่สืบทอด หากไม่ทำ ศิลปะแขนงนี้ก็อาจสูญหายไป จึงนำพาครอบครัวและทีมงานที่เชื่อมั่นในจุดมุ่งหมายเดียวกัน ร่วมฟันฝ่ามาจนถึงปัจจุบัน”
ท่ามกลางความตระการตาของการแสดง หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ความยาว 1 ชั่วโมง หรือจะ 30 นาที ผู้ชมอาจเห็นเพียงท่วงท่าอันอ่อนช้อยและท่วงทำนองดนตรีที่สะกดอารมณ์ แต่เบื้องหลังฉากหลังนั้น คือการสั่งสมประสบการณ์และความรู้ยาวนานกว่า 20 ปีของ พิสูตร ยังเขียวสด
“ขั้นตอนแรกสุดของการสร้างสรรค์การแสดง คือการคัดเลือกเรื่องราว ยกตัวอย่างการทำบทละครเรื่อง ครุฑานุภาพ ทีมงานต้องประชุมหารือกันนานกว่า 2 เดือนเพียงเพื่อกำหนดทิศทางว่าจะเล่าเรื่องราวในแง่มุมใดให้คนดู
คณะผู้สร้างไม่ได้มองเพียงความบันเทิง แต่มุ่งเจาะลึกมิติทางจริยธรรมของตัวละคร ทั้งเรื่องการรักษาสัจจะ ความกตัญญูรู้คุณ และการดูแลพ่อแม่ครูอาจารย์
เมื่อได้โครงเรื่องและประเด็นที่ต้องการสื่อสารแล้ว จึงเริ่มออกแบบฉากและเทคนิคพิเศษบนเวทีเพื่อให้สอดรับกับเนื้อหาอย่างลงตัว”
พิสูตรกล่าวต่อไปว่า การแสดง 1 ชั่วโมงถูกแบ่งออกเป็นแต่ละ ฉาก อย่างเป็นระบบ โดยมี ดนตรี เป็นหัวใจสำคัญในการคุมอารมณ์ของผู้ชม
ในส่วนของ วิจิตรศิลป์บนผืนผ้า สมพิศ ยังเขียวสด (น้องสาว) รับหน้าที่ออกแบบลวดลายและวางองค์ประกอบสีของเครื่องแต่งกาย ต้องอาศัยทฤษฎีสีอย่างเคร่งครัด ทั้งการผสมผสานกลุ่มสีอุ่น สีร้อน สีเย็น และสีตุ่นแบบไทย เพื่อให้การจัดวางสีของตัวละครบนเวทีมีความสมดุล ไม่สับสนหรือฉูดฉาดจนเสียเอกลักษณ์
เมื่อองค์ประกอบด้านฉาก ดนตรี และเสื้อผ้าพร้อม การวางตัวละคร และ ท่ารำ ถูกส่งต่อให้ สุรินทร์ ยังเขียวสด (น้องชาย) รับหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง โดยเชิญอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงมาร่วมออกแบบท่ารำ จัดทิศทางขยับขยายตัวละครทั้งทางซ้ายและขวาของเวที ขณะที่ตัวเขาเป็นผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมดของการแสดง
“การรวบรวมประสบการณ์และลองผิดลองถูกตลอดหลายสิบปี กลั่นกรองออกมาเป็นตำราและหนังสือองค์ความรู้ ตั้งใจไว้ก่อนที่ผมจะล่วงลับไป จะต้องจัดทำบันทึกประวัติศาสตร์และศาสตร์การจัดการแสดงนี้ไว้ให้สำเร็จ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกทางปัญญาไว้ในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และแก่เยาวชนรุ่นหลัง ได้ใช้ศึกษาเรียนรู้ต่อไปอย่างยั่งยืน” พิสูตร กล่าว
3 หัวใจรวมเป็นหนึ่งผ่านปลายนิ้ว รอยกดดันบัลลังก์โลก
เอกลักษณ์อันเปี่ยมด้วยเวทมนตร์ของหุ่นละครเล็กในปัจจุบัน คือการที่หุ่นเพียง 1 ตัว ต้องใช้ผู้เชิดร่วมกันถึง 3 คน ความงดงามที่เห็นเบื้องหน้าเกิดจากประสาทสัมผัสและจิตวิญญาณที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ดังปรัชญาที่ว่า “3 หัวใจ รวมเป็น 1”
“มันคือการประสานทั้งศาสตร์ ศิลป์ และจิตใจเข้าด้วยกัน ดังคำครูที่ว่า ‘มือชักเส้นสาย ใจถ่ายทอด ชีวิตคนทำเช่นไร หุ่นก็ทำเช่นนั้น’ โดยทุกอารมณ์ความรู้สึกและลมหายใจจะถูกส่งผ่านจากปลายนิ้วของผู้เชิด ไหลลื่นไปสู่นัยน์ตาและการเคลื่อนไหวของตัวหุ่นอย่างมีชีวิต” สุรินทร์ ยังเขียวสด รองกรรมการผู้จัดการ นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) และประธานชมรมยุวชนคนรักษ์หุ่นละครเล็ก กล่าวในงานเปิดตัวหนังสือฯ
นอกจากปณิธานของครูสาคร ยังเขียวสด สุรินทร์กล่าวด้วยว่า การดำรงอยู่ของหุ่นละครเล็กไทยได้รับการขับเคลื่อนด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเคยมีพระราชดำรัสถามคณะผู้แสดงด้วยคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งว่า “หุ่นละครเล็กจะอยู่เป็นที่หนึ่งได้อย่างไร”
คำถามดังกล่าวได้กลายเป็นโจทย์ทางปัญญาให้คณะนำมาตกผลึกและสร้างเป็นปรัชญาการทำงานที่แท้จริง
“คำสอนของคุณพ่อสะกิดใจให้ตระหนักว่า การเป็นที่หนึ่งไม่ได้หมายถึงการออกไปไขว่คว้าแข่งขันเพื่อเอาชนะใคร แต่คือการสื่อสารและการถ่ายทอดหัวใจของศิลปะออกไปให้ดีที่สุด และส่งต่อให้คนรุ่นหลังอย่างไม่ขาดสาย"
สุรินทร์เล่าว่า เมื่อครั้งนำคณะหุ่นละครเล็กเดินทางไปร่วมแข่งขันในงาน World Puppet Festival เป็นครั้งแรก ผู้เชิดหุ่นไม่ได้หวังเรื่องรางวัลหรือตำแหน่งใดๆ เพียงแค่อยากนำมรดกทางวัฒนธรรมของไทยไปแสดงให้โลกได้รับรู้
ผลปรากฏว่า คณะหุ่นไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในทุกสาขามาครอง สร้างความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อนำถ้วยรางวัลกลับมาถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ได้รับสั่งว่า “ต้องรักษาไว้ให้ดีและพัฒนาต่อไป”
ทว่า คำว่า “แชมป์” กลับกลายเป็นน้ำหนักอันมหาศาลที่แบกไว้บนไหล่ เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี และต้องเดินทางกลับไปแข่งขันในเวทีโลกอีกครั้ง ความรู้สึกอึดอัดจนแทบ “หายใจไม่ออก” ก็เข้าครอบงำ เพราะความวิตกกังวลว่าจะเสียแชมป์และทำให้ชื่อเสียงของประเทศชาติด่างพร้อยกลับมา
ในการแข่งขันครั้งที่สอง คณะผู้สร้างได้รังสรรค์และตีความบทละครขึ้นใหม่ หากย้อนมองในอดีต ยุคพ่อครูแกรมักเล่นตามบทละครพื้นบ้านดั้งเดิม เช่นเรื่องแก้วหน้าม้า พระอภัยมณี และสุดสาคร ขณะที่ยุคครูสาครมุ่งเน้นการแสดงเรื่องรามเกียรติ์
เมื่อมาถึงยุคร่วมสมัย คณะแสดงจึงได้พัฒนาการแสดงสู่บทละครเชิงตำนาน ได้แก่ ตำนานพระราหู (สุริยุปราคา) และ กำเนิดพระคเนศ เพื่อส่งผ่านภาษาศิลปวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก ซึ่งบทละครเรื่องกำเนิดพระค ป เนศสามารถคว้าอันดับหนึ่งและสร้างชื่อเสียงกระหึ่มกลับมาได้อีกครั้ง
สุรินทร์กล่าวว่า การประกวดในระดับสากลจึงไม่ใช่อุปสรรคหรือการล่ารางวัลเพื่อเกียรติยศส่วนตน แต่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือเร่งการพัฒนาตนเอง” ที่บังคับให้ศิลปินต้องยกระดับนาฏยศิลป์ไทยจากเรื่องเล่าเฉพาะท้องถิ่น ไปสู่การสร้างสรรค์บทละครเชิงปรัชญาที่คนต่างวัฒนธรรมสามารถเข้าใจและซาบซึ้งได้โดยไม่มีกำแพงภาษา
นอกเหนือจากความสำเร็จบนเวที สิ่งที่ติดอยู่ในใจของผู้สืบทอดเสมอมา คือความหวาดวิตก ว่าองค์ความรู้และภูมิปัญญาอันประเมินค่าไม่ได้นี้อาจสูญหายไปตามตัวบุคคล หรือจำกัดอยู่เพียงแค่ภายในครอบครัว
สุรินทร์กล่าวด้วยว่า “ความภาคภูมิใจอย่างยิ่งจึงเกิดขึ้น เมื่อศาสตร์การเชิดหุ่นตลอด 125 ปี ได้รับการรวบรวมและเรียบเรียงลงใน หนังสือ ‘ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย’ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ให้อยู่คู่แผ่นดิน”
ทว่าในท้ายที่สุด ผู้เชิดหุ่นก็ยังทิ้งคำถามอันลึกซึ้งชวนคิดไว้ว่า ตัวอักษรบนหน้ากระดาษจะสามารถสื่อสารและถ่ายทอด “จิตวิญญาณและความมีชีวิต” ที่เคยส่งผ่านลมหายใจจริงบนเวที ได้สมบูรณ์มากน้อยเพียงใด
นวัตกรรมผืนผ้า และหน้าที่อันปฏิเสธไม่ได้
ก่อนมาเป็นช่างเครื่องแต่งกายผู้รังสรรค์วิจิตรศิลป์บนตัวหุ่นละครเล็ก ความฝันดั้งเดิมของ สมพิศ ยังเขียวสด ผู้กำกับศิลป์และออกแบบพัสตราภรณ์ นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) ไม่เคยมีภาพของหุ่นละครเล็กอยู่ในหัวแม้แต่น้อย หากแต่ตั้งใจและฝันไว้เพียงการเป็น “ช่างเขียนรูป” หรือศิลปินผู้ถ่ายทอดชีวิตผ่านพู่กัน
สมพิศตัดสินใจเดินออกจากบ้านไปปักหลักศึกษากับอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย นานถึง 15 ปี เพื่อฝึกฝนการเขียนภาพและเขียนลายไทยเพียงอย่างเดียว
ทว่าเมื่อก้าวข้ามผ่านช่วงวัยและหวนคืนสู่บ้าน คำถามในใจก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เส้นทางชีวิตนี้คือสิ่งที่เบื้องบนกำหนดมาแล้วจริงหรือ
เมื่อเห็นข้อเท็จจริงตรงหน้า ว่าเส้นทางช่างเขียนรูปไม่อาจดำเนินต่อได้ การเรียนรู้และศึกษา ศาสตร์งานปักผ้า อย่างต่อเนื่องจึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์และต่อยอดงานศิลป์ของครอบครัวโดยมีพี่ชายคอยให้กำลังใจและหนุนหลังเต็มที่
สมพิศ ยังเขียวสด อธิบายงานปักบนเครื่องแต่งกายหุ่นละครเล็กคณะโจหลุยส์
ด้วยพลังและความมุ่งมั่นในวัยเยาว์ การแต่งกายหุ่นละครเล็กได้รับการยกระดับขึ้นจาก รูปแบบสามัญพื้นบ้าน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ลองผิดลองถูกอันยาวนาน ไปสู่ความประณีตตามอย่าง ราชสำนักโบราณ ทั้งจังหวะ สัดส่วน หน้าหุ่น หัวหุ่น ถูกต้องตามแบบแผนทุกระเบียบนิ้ว ปักมือล้วน ใช้ดิ้นแท้ ทองแท้ โลหะ ทองเหลือง นับเป็นการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งจากยุคสมัยของพ่อครูแกรและครูสาคร
“ท่านมองดูทีแรก ท่านบอกงามมากลูก แต่พ่อไม่เอา” สมพิศกล่าวถึงคำพูดแรกของครูสาครเมื่อเห็นหุ่นละครเล็กที่งามอย่างราชสำนักโบราณ แต่ตนเองก็ยังดื้อทำต่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงนักแสดงเยาวชนเชิดหุ่นบ่นหลังเวทีว่าหุ่นหนักจนเชิดต่อไม่ไหว จึงเข้าใจเหตุผลคุณพ่อว่าทำไม “ท่านไม่เอา”
“ชุดหุ่นตามแบบราชสำนักโบราณมีน้ำหนักมหาศาล ตั้งแต่ 6 กิโลกรัม ไปจนถึง 15 กิโลกรัม ในขณะที่หุ่นโบราณของคุณพ่อและพ่อครูแกรในอดีตมีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เราเอาตัวเองและความงามของตัวเองเป็นเกณฑ์ โดยไม่มองว่าเด็กนักแสดงต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาลขนาดนี้ เขาจะทนได้อย่างไร การลองผิดลองถูกอย่างหนักจึงเกิดขึ้นเพื่อโจทย์เดียวคือ ทำอย่างไรให้หุ่นเหลือน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัม (1 กิโล 2 ขีด) ถึง 2 กิโลกรัม เพื่อให้นักแสดงรุ่นเยาว์สามารถเชิดได้อย่างมีความสุข”
สมพิศ กล่าวต่อว่า ทีมงานจึงคิดค้นนวัตกรรมผสมผสาน โดยนำ เทคนิคการปักจักร มาใช้เป็นหลัก แล้วทับซ้อนด้วย การปักมือแบบราชสำนัก ในจุดที่จำเป็น เพื่อให้ชุดหุ่นละครเล็กมีความเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะเมื่อนักแสดงสบายตัวและไม่ล้าจากการแบกน้ำหนัก ผู้ชมก็จะได้เห็นการแสดงความยาว 20-30 นาทีที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใสของเยาวชนตลอดเวลา ส่วนงานปักราชสำนักแท้ๆ ที่หนักแน่น ถูกเก็บไว้สำหรับหุ่นสะสมส่วนตัวเท่านั้น
การกระจายมรดกความรู้ แผนต่อยอดหนังสือ
การจัดทำ หนังสือ ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ “อุดหนุนสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมศิลปะการแสดงและยกระดับไปสู่เวทีนานาชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” เพื่อรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านหุ่นละครเล็กให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ
ชนันญา ชูนาค หนึ่งในผู้เรียบเรียงหนังสือ 'ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย' ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า หนังสือจำนวน 1,000 เล่มแรกจัดทำด้วยใจและยังไม่มีการวางจำหน่ายเพื่อสร้างกำไร ตั้งใจให้เป็นล็อต Limited Edition เพื่อรอรับฟังข้อเสนอแนะ นำมาปรับปรุงเนื้อหาและเพิ่มเวอร์ชันภาษาอังกฤษก่อนพิจารณาพิมพ์เพิ่มหรือวางจำหน่ายในอนาคต
ในจำนวน 1,000 เล่มแรก เริ่มจัดส่งทางไปรษณีย์ไปยังห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้นักศึกษาที่สนใจด้านศิลปะการแสดงและผู้เรียนในสาขาอื่นๆ ได้ใช้ศึกษาและนำเกร็ดความรู้ไปประยุกต์ใช้
ก่อนหน้านี้ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนรับหนังสือโดยลงทะเบียนผ่าน เฟซบุ๊ก หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ Fan Page เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2569 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับหนังสือล็อตแรก (เกือบ 100 คน จากผู้ลงทะเบียนกว่า 200 คน) เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา
ขณะนี้กำลังพัฒนา e-Book ให้มีลูกเล่นน่าสนใจ เช่นเมื่อนำเมาส์วางบนภาพประกอบ จะมีแอนิเมชันหุ่นละครเล็กร่ายรำออกมาให้ชม ประชาชนและผู้สนใจติดตามเพื่อรับ QR Code เข้าใช้งาน e-Book ได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม)
ชนันญา ชูนาค เริ่มเข้ามาศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ 'หุ่นละครเล็ก' ตั้งแต่ช่วงศึกษาระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ศิลปิน ถ่ายภาพ และรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเคียงข้าง คณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ จนกลายเป็นพันธกิจยาวนาน 16 ปี และช่วยถอดรหัสภูมิปัญญา 125 ปี หุ่นละครเล็ก ออกมาเป็นหนังสือและตำรา 'ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย' รวมถึงระบบ Interactive e-Book ในปัจจุบัน
การจัดทำ หนังสือ ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย และสื่อ e-Book Interactive ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งมอบมรดกทางวัฒนธรรมจากมือของครูผู้เชี่ยวชาญสู่มือของคนรุ่นใหม่ และจากประเทศไทยสู่สายตาของประชาคมโลก
อย่างทรงเกียรติ ยั่งยืน และสมบูรณ์ที่สุด
- credit photo: หนังสือ 'ศาสตร์และศิลป์ หุ่นละครเล็กไทย'





