สาธิต กาลวันตวานิช นักโฆษณาระดับตำนาน จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในวัย 66 ปี ใช้ชื่อว่า ‘The Resume’ เพื่อยื่นใบสมัครในฐานะศิลปินหน้าใหม่ พร้อมคอลแล็บส์ปรมาจารย์สถาปัตย์
KEY POINTS
- สาธิต กาลวันตวานิช นักโฆษณาระดับตำนาน จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในวัย 66 ปี โดยใช้ชื่อว่า ‘The Resume’ เพื่อเป็นการยื่นใบสมัครในฐานะศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งทั้งชีวิตไม่เคยเขียน Resume แม้แต่ฉบับเดียว
- นิทรรศการไม่ได้นำเสนอความสำเร็จในอดีต แต่สะท้อนปรัชญา ‘โง่ศาสตร์’ ที่เน้นการกล้าลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากความล้มเหลวจากประสบการณ์ทำงานในบริษัทสามหน่อ, Phenomena, Propaganda
- ผลงานศิลปะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ เช่น Space Dude, B. Betty และ Snail Kid รวมถึงมีการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติ นิธิ สถาปิตานนท์
- แนวคิดหลักของนิทรรศการคือ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป” เพื่อสื่อว่าอายุไม่สามารถหยุดยั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้
ในโลกที่ทุกคนต่างขวนขวายเขียนประวัติการทำงาน (Resume) ให้สมบูรณ์แบบเพื่อแสดงความสำเร็จ สาธิต กาลวันตวานิช (หรือ “พี่แก่”) ในวัย 66 ปี กลับเลือกที่จะทำสิ่งที่ตรงกันข้าม
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา สาธิตไม่เคยทำ Resume และ Curriculum Vitae อย่างเป็นทางการแม้แต่ฉบับเดียว เพราะทันทีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ถูกดึงตัวเข้าสู่วงการโฆษณาและโลดแล่นเรื่อยมาโดยไม่ต้องยื่นเอกสารสมัครงานที่ไหน
แต่ในวันนี้ ‘สาธิต กาลวันตวานิช’ หนึ่งในนักออกแบบระดับตำนานในวงการโฆษณาไทย ได้จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งสำคัญ ชื่อ Satit SOLO Exhibition: ‘The Resume’ - เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป โดยใช้ผืนผ้าใบเขียนรูปเป็น Resume แผ่นยักษ์ในการ “ยื่นใบสมัครงาน” ครั้งแรกต่อหน้าประชาชนและวงการศิลปะ ในฐานะ ศิลปินหน้าใหม่ (Fine Art) อย่างเต็มตัว
การเดินทางของ ‘DOT’ และวิถี ‘โง่ศาสตร์’
(นิทรรศการ) The Resume ของสาธิตไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่ออวยความสำเร็จในอดีต แม้เขาจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโฆษณาและโปรดักชันระดับตำนานอย่าง สามหน่อ และ ฟีโนมีนา (Phenomena) รวมทั้งแบรนด์ดีไซน์ระดับโลกอย่าง Propaganda ผู้ร่วมสร้างสรรค์คาแรคเตอร์สุดทะเล้น Mr. P และการทำหน้าที่ที่ปรึกษา Brand Narrative ในนาม studio avocado ก็ตาม
แต่ศิลปินบอกว่า นิทรรศการนี้มีไว้เพื่อ “เปลือยเปล่าความล้มเหลว ความดื้อรั้น และความโง่เขลา”
ในมุมมองของการทำงาน สาธิตเชื่อว่า ‘ข้อจำกัด’ คือ ต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ และหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตคือ ปรัชญา ‘กล้าโง่’ เพราะหากเรากลัวโง่ เราจะไม่กล้าเหยียบเข้าไปในพื้นที่ที่คนอื่นไม่กล้าไป
“ชีวิตของผมนำทางด้วยปรัชญาที่เรียกว่า โง่ศาสตร์ - ศาสตร์แห่งการลองทำสิ่งสนุกๆ โดยไม่ต้องมีแผนธุรกิจรองรับ การก้าวออกจาก comfort zone (พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายและคุ้นเคย) เข้าหาความเสี่ยงจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็ว
และหากต้องเกิดบาดแผลจากการลองผิดลองถูกก็ควรยินดี เพราะนั่นคือบทเรียนจริงจากประสบการณ์
ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมใหม่ๆ หรือ ‘สิ่งของเปลี่ยนโลก’ เกิดจากความกล้าเสี่ยง กล้าล้มเหลว หรือแม้แต่เกิดจากข้อผิดพลาด
ยิ่งในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท การเอาตัวรอดไม่ใช่การทำสิ่งที่ทุกคนทำได้ แต่เป็นการก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่มีการแข่งขันน้อยที่สุด ทว่ามีความต้องการซ่อนอยู่ที่ผู้คนมองข้ามไป"
ในมุมมองของการทำงาน สาธิตเชื่อว่า ‘ข้อจำกัด’ คือ ต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ และหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตคือ ปรัชญา ‘กล้าโง่’ เพราะหากเรากลัวโง่ เราจะไม่กล้าเหยียบเข้าไปในพื้นที่ที่คนอื่นไม่กล้าไป
สาธิตเชื่อว่าการเดินทางสร้างสรรค์อันยาวนานไม่ได้เกิดจากความฉลาดหลักแหลม แต่เกิดจาก ใจที่พร้อมจะล้ม แล้วลุกขึ้นมาเชื่อมโยง Head (สมอง), Heart (หัวใจ) และ Hand (สองมือ) เข้าด้วยกัน ทุกประสบการณ์ในอดีตเปรียบเสมือน DOT หรือ “จุด” ที่ถูกสะสมและนำมาถักทอจนกลายเป็น การทำงานศิลปะ ซึ่งเริ่มต้นในวันที่เขาอายุเข้าวัยเกษียณ
โลกแห่งจินตนาการและ ‘กระบวนการหนีตาย’ บนผืนผ้าใบ
ผืนผ้าใบในโลกศิลปะของสาธิต เต็มไปด้วยสีสันที่กลืนง่ายและดูสนุกสนาน ทว่าซ่อน สาระสำคัญเกี่ยวกับมนุษย์และโลกอนาคต ผ่าน 3 คาแรคเตอร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ โดยสื่อสารออกมาเป็นภาพวาดและงานประติมากรรม
Space Dude (สเปซ ดู๊ด) : ตัวแทนของจิตวิญญาณนักผจญภัย (Explorer) ที่มีความปรารถนาในการเชื่อมโยง (Connect) กับจักรวาลและสิ่งใหม่ๆ แม้การออกเดินทางผจญภัยจะต้องแลกมาด้วยบาดแผลและการบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าเฝือกบ้างก็ตาม
B. Betty (บี เบตตี้): เด็กสาวที่ถือมีดปังตอ (บางภาพถือค้อน) ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อฟาดฟันใคร แต่เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจที่แข็งแกร่ง เธอมาตั้งคำถามกับเราทุกคนระหว่างทางเลือก Stand Up (เส้นแนวตั้ง - การยืนหยัด) หรือ Give Up (เส้นแนวนอน - การยอมแพ้) ว่าเรามีความกล้าพอที่จะยืนหยัดพูดความจริงและทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อโลกหรือไม่
Snail Kid (สเนล คิด): เด็กที่หลอมรวมฝังตัวลงในเปลือกหอยทาก สะท้อนสัญชาตญาณความรักธรรมชาติอย่างสุดโต่ง แต่ก็กวนด้วยการถือซ่อมเอสคาร์โกเพราะความหิว สะท้อนความย้อนแย้งในตัวมนุษย์ พร้อมกับร้องเพลงฮาร์โมไนซ์ไปกับมหาดุริยางค์แห่งท้องทะเล (การส่งโซนาร์ของวาฬเพื่อการสื่อสาร)
คาแรคเตอร์กลุ่มนี้ สาธิตเคยนำไปเปิดตัวครั้งแรกในนิทรรศการ โง่ศาสตร์ (The Wisdom of Stupidity) ณ PLAY art house ถนนทรงวาด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
สาธิตกล่าวด้วยว่า หนึ่งในเทคนิคการทำงานศิลปะของเขาคือ “กระบวนการหนีตายในการสร้างสรรค์” เขาไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร มิหนำซ้ำยังใช้สีที่เหลือติดกระป๋องจากงานชุดก่อน ควักขึ้นมาแล้วป้ายลงไปบนผ้าใบ เมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องหาทางแก้และพาภาพไปให้รอด
“หากวาดแล้วตาห่างเกินไปจนดูโหง้วเฮ้งไม่ดี ก็จับใส่แว่นเพื่อแก้ปัญหา(วาดแว่นตาเพิ่ม)” สาธิตยกตัวอย่างและว่า กระบวนการนี้ทำให้ผลงานหลุดออกจากกรอบเดิมๆ
นอกจากนี้ เขายังนำเส้นเรขาคณิต สมการคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ เข้ามาสวมในภาพพอร์เทรต เพื่อชวนให้คิดว่าสรรพสิ่งต่างมีโครงสร้างซ่อนอยู่
สะพานเชื่อมความคิดและลายเส้นระดับครู
ผลงานศิลปะของสาธิตยังโดดเด่นด้วยการดึงสิ่งสองสิ่งที่อยู่คนละขั้วมาเชื่อมโยงกันได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การนำพฤติกรรมการบินของ แมงปอ ที่ล่าเหยื่อสำเร็จถึง 95% ด้วยปีกที่ขยับเป็นอิสระ มาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การคุมพื้นที่ทางอากาศในสนามฟุตบอล
เช่นเดียวกับภาพ ตั๊กแตนตำข้าว ที่ซ้อนทับกับรูปทรงเรขาคณิตการเติบโตของเมือง สะท้อนความทรงจำวัยเด็กที่กำลังเลือนหาย แต่การยังมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้กลับมอบความหวังในการรักษาธรรมชาติควบคู่ไปกับความเจริญ
เบื้องหลังลายเส้นที่ตรงไปตรงมาและสีสันสะดุดตาของสาธิตแฝงไปด้วยเรื่องราว ความคิดเห็น ความรู้สึก ปรัชญา ข้อเท็จจริงสารพัดเรื่อง แม้แต่แมงปอบินยังไงเขาก็รู้! อดสงสัยไม่ได้เขามีไลฟ์สไตล์แบบไหน
สาธิตตอบข้อสงสัยนั้นว่า "ผมไม่ได้เติบโตมาในฐานะเด็กเรียนเก่ง ผลการเรียนอยู่ในระดับ B ถึงเกือบ C แต่ได้รับอิทธิพลและความรักใน ‘การเรียนรู้’ มาจากคุณแม่ซึ่งเป็นบรรณารักษ์รางวัลยอดเยี่ยมของโรงเรียนวัดลิงขบ (โรงเรียนวัดบวรมงคลราชวรวิหาร) คุณแม่มักจะนำหนังสือใหม่ๆ มาวางไว้รอบตัวผมเสมอ
พอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผมได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนรุ่นพี่สายเนิร์ดที่หลงใหลในฟิสิกส์และศิลปะ จึงมักพากันไปสิงอยู่ในห้องสมุด AUA (American University Alumni Language Center) และพยายามอ่านหนังสือ Textbook วิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ สไตล์การอ่านของผมไม่ใช่การอ่านหนังสือเล่มหนาๆ รวดเดียวจบ แต่เน้นการอ่านเล็กอ่านน้อย ทำสม่ำเสมอทุกวัน”
สาธิตเก็บเกี่ยวความรู้และแรงบันดาลใจหลากหลายมิติจาก การอ่านหนังสือ ตั้งแต่วรรณกรรมอย่าง 'มูซาชิ' ผลงานของ 'ฮารุคิ มุราคามิ' ตลอดจนเรื่องราวประวัติศาสตร์เอกภพ การเกิดบิ๊กแบง สภาวะธำรงดุลของโลก (Homeostasis) ไปจนถึงการอ่านหนังสือ Sapiens ความยาว 600 หน้าจนจบ
นอกจากนี้ ในนิทรรศการฯ ยังมีความพิเศษของคอลเลกชัน Mr. P “ทำบุญ ทำงาน ทำใจ” ที่ได้ร่วมคอลแล็บส์กับ นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบร่วมสมัย) ประจำปี พ.ศ. 2544 และผู้ก่อตั้งบริษัท A49 สร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานชื่อ Cross Pollination การผสมเกสรข้ามศาสตร์ของ Mr. P เป็นงานประติมากรรมมิสเตอร์พีนั่งอยู่บน House Chair I ในมือถือไม้ลูกกลิ้งปาดสีผนัง มีกระป๋องสีวางอยู่ข้างๆ พร้อมสัญลักษณ์ประติมากรรมนกนางนวลเกาะอยู่บนพนักเก้าอี้
House Chair I เป็นเก้าอี้ไม้ที่อาจารย์นิธิออกแบบไว้เมื่อปีพ.ศ.2548 เพื่อวางไว้หน้าบ้าน ไว้ใส่รองเท้าหรือนั่งคอยรถ ซึ่งสัดส่วนได้ออกแบบให้สูงและกว้างใหญ่กว่าเก้าอี้ปกติ ให้ดูสง่างามและมีรูปลักษณ์เป็น art piece ชิ้นหนึ่งวางอยู่หน้าบ้าน โดยแผ่นไม้ส่วนที่นั่งออกแบบให้ช่างถากไม้ตามแบบสเก็ตช์ ทำให้บางเบาและดูอ่อนช้อยขึ้นมาก ทำด้วยไม้เก่า นายช่างผู้ฝากฝีมือไว้กับเก้าอี้ตัวนี้คือ ไสยาสน์ เสมาเงิน ช่างไม้ผู้มีชื่อเสียงแห่งวงการศิลปะไทย
ต้นแบบ House Chair I เดิมทาสีเป็นสีไม้ธรรมชาติ พอวางไว้หน้าบ้านได้ 5 ปี จึงเปลี่ยนเป็นสีดำ ให้อีกอารมณ์หนึ่ง พอถึงปีพ.ศ.2565 ได้เปลี่ยนสีอีกครั้งเป็นสีแดงจนถึงวันนี้
สาธิตกล่าวด้วยว่า ประติมากรรมมิสเตอร์พีใน Cross Pollination ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์นิธิจรดปลายปากกาสเก็ตช์ลายเส้นสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นผลงานออกแบบของอาจารย์ด้วยมือของอาจารย์เองลงบนตัว Mr. P ซึ่งถือเป็นงานทรงคุณค่าที่หาได้ยากในยุคดิจิทัล
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป
นิทรรศการ ‘The Resume’ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่บทสรุปของชีวิต หรือการประกาศศักดาของคนที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เป็นตำนาน” แต่สำหรับชายวัย 66 ปีผู้นี้ ชีวิตมีเพียงคำว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป” (Don't Stop Me Now) กาลเวลาหรืออายุไม่สามารถหยุดยั้งพลังแห่งจินตนาการได้
นิทรรศการ Satit SOLO Exhibition: ‘The Resume’ - เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป จัดแสดง ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน วันนี้ - 4 ต.ค.2569
สาธิต กาลวันตวานิช ฝากข้อความถึงผู้ชมทุกคนไว้อย่างน่าคิดว่า “ถ้าสาธิตทำได้ ทุกคนก็ทำได้ แค่สะสม DOT ของคุณไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่คุณเป็นตัวเองที่มีความเฉพาะตัวที่สุด”





