บนเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง นกแอ่น ตัวเล็กๆ ยังคงบินวนและหาทางมีชีวิตอยู่ได้ แม้ว่าขาของมันจะสั้นจนแทบจะแลนดิ้งบนพื้นดินไม่ได้เลยก็ตาม
ภาพของนกเหล่านี้ท่ามกลางตอหม้อรถไฟฟ้าและตึกเก่า กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญที่จิตรกร อำนาจ วชิระสูตร ถ่ายทอดออกมาเป็นงานจิตรกรรม เปรียบเปรยถึง ‘ผู้คนในจังหวัดนนทบุรี’ ที่ต้องปรับตัวให้ ‘อยู่รอดในเมือง’ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการเมืองและงบประมาณ!
ศิลปินระบุว่า ‘นกแอ่น’ มีลักษณะพิเศษคือ ‘ขาสั้น’ ทำให้มันไม่สามารถลงมาเดินหรือจอดพัก (Landing) บนพื้นดินได้เหมือนนกชนิดอื่น สิ่งนี้เปรียบได้กับ คนนนทบุรีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ ‘ถูกกำหนด’ โครงสร้างขึ้นมาจากงบประมาณและการเมืองมากกว่าความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย เช่น การสร้างรถไฟฟ้าหรือสะพานลอยที่บังคับให้คนต้องใช้งานในแบบที่ทุนนิยมต้องการ
“เนื่องจากนกแอ่นไม่สามารถลงพื้นได้ มันจึงต้องบินวนอยู่ตลอดเวลา สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนเมืองที่ต้องปรับตัวและเคลื่อนไหวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่เต็มไปด้วยปูน ฝุ่นควัน และความเสื่อมโทรม หากหยุดนิ่งหรือปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะสูญพันธุ์หรือถูกแทนที่โดยประชากรกลุ่มใหม่ในระบบทุนนิยม ท่ามกลางทัศนียภาพของเมืองที่มีแต่ตอหม้อรถไฟฟ้า ตึกแถวร้าง และหม้อแปลงไฟฟ้า นกแอ่นคือ ‘สิ่งเดียวที่เป็นธรรมชาติ’ ที่เราสามารถมองเห็นได้บนท้องถนนหากเราหยุดสังเกต มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ของชีวิตที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติและพยายามหาพื้นที่ของตนเองบนสายไฟหรือหม้อแปลงไฟฟ้า แม้สิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นปูนไปหมดแล้วก็ตาม”
ศิลปินยกตัวอย่างหนึ่งในผลงานจิตรกรรมสไตล์อิมเพรสชันนิสม์ร่วมสมัยในนิทรรศการ Under the Same Sun ที่จัดแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุด
อำนาจ วชิระสูตร เกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีมาตั้งแต่เด็ก ย้ายที่อยู่บ้างแต่ก็ยังคงอาศัยในจังหวัดนนทบุรีมาโดยตลอด พื้นที่หลักที่เขาใช้ชีวิตและนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้คือ ย่านแคราย เฝ้าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมโทรมของเมืองในแถบนี้มาอย่างยาวนาน
จึงนำมาใช้เป็นตัวแทนของ ความเสื่อมโทรมของเมือง ที่เกิดขึ้นจากการจัดการที่ผิดพลาดและอิทธิพลของระบบทุนนิยม สะท้อนออกมาในรูปแบบต่างๆ
นอกจาก ‘นกแอ่น’ ศิลปินยังสะท้อนความเสื่อมโทรมของเมืองผ่าน ซากปรักหักพังของอาคารและโครงการที่ล้มเหลว คือตึกแถวเก่าที่ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าซึ่งไม่มีคนอาศัยอยู่และติดป้ายประกาศขายทิ้งไว้
รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมที่ถูกปล่อยให้รกร้าง เนื่องจากแผนการขยายตัวของเมืองที่ผิดพลาด ตึกเก่าทุบไม่ได้แต่ก็ทำอะไรต่อไม่ได้เพราะไม่มีที่จอดรถ ส่วนคอนโดใหม่ก็สร้างขึ้นมาโดยไม่มีคนซื้อ
ความเสื่อมโทรมของเมืองยังมาจาก มลภาวะและสภาพแวดล้อมที่ไร้ธรรมชาติ ศิลปินสัมผัสได้ถึงความเสื่อมโทรมผ่านฝุ่นควันและเสียงอื้ออึงของรถยนต์ในย่านแคราย
ทัศนียภาพบนท้องฟ้าที่เคยมีกลับหายไปและถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างของรถไฟฟ้า (โมโนเรล) ที่เขามองว่าดูเก่าและเต็มไปด้วยปูน จนทำให้เมืองดู “โทรม” และ “ร้อนระอุ” จากการที่ทุกอย่างกลายเป็นปูนไปหมด
"ความโทรมเหล่านี้ไม่ใช่ผลจากกาลเวลาตามธรรมชาติ แต่เป็นความเสื่อมโทรมที่ถูกกำหนดไว้ (Planned Decay) โดยการเมืองและงบประมาณ เป็น ‘ทุนนิยมแบบสัมภเวสี’ ที่สร้างโครงสร้างต่างๆ ขึ้นมาเพื่อบีบให้คนต้องบริโภค เช่น การทำให้เมืองร้อนเพื่อให้คนต้องซื้อเครื่องปรับอากาศ หรือการสร้างสะพานลอยเพื่อบังคับให้คนใช้งานตามงบประมาณที่ลงไป" อำนาจ กล่าว
ศิลปินเลือกถ่ายทอด Under the Same Sun ผ่าน โทนสีฟ้า และ สีนีออน เป็นการนำความรู้สึกที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมจริงมาซึมซับและสำแดงออกมาในรูปแบบ Contemporary Impressionism เพื่อแสดงให้เห็นถึงเมืองที่มีความงดงามในเชิงสุนทรียภาพของงานศิลปะ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความน่ากลัวของความเสื่อมโทรมที่ซ่อนอยู่
อำนาจ วชิระสูตร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลชนะเลิศการประกวด Thailand Asean Art Award จากฟิลิปมอร์ริส (ปี 1996) และศิลปะร่วมสมัยของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปี 1997)
ผลงานของเขาจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวและนิทรรศการกลุ่ม ณ แกลเลอรีชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ปารีส มะนิลา อีกทั้งได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมประมูลมาอย่างต่อเนื่อง
ชมและเป็นเจ้าของผลงานใน นิทรรศการ Under the Same Sun ของ อำนาจ วชิระสูตร ได้ที่แกลเลอรี La Lanta (ละลานตา) ชั้น 2 River City Bangkok วันนี้-30 ส.ค.2569



