พ.ศ. 2568 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้ให้กำเนิดโครงการใหม่ Local Networking Project ตอกย้ำนโยบายการขยายภารกิจสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศิลปะในระดับภูมิภาค
เป้าหมายสำคัญของโครงการดังกล่าว คือการเปิดพื้นที่ให้ ศิลปินจากภูมิภาค ได้สำรวจและถ่ายทอดเรื่องเล่าของตนเองในรูปแบบของ ศิลปะร่วมสมัย จัดแสดงภายใต้ชื่อนิทรรศการ Local Myths
ผลงานใน “นิทรรศการ Local Myths ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2568” มุ่งทำความเข้าใจรากฐานของความงามที่ก่อกำเนิดจากภูมิสังคมท้องถิ่น
สำหรับ นิทรรศการ Local Myths ครั้งที่ 2 หรือ Local Myths #2 ในปีนี้ ได้ขยับกรอบความคิดจาก “การหยั่งราก” ไปสู่ การเคลื่อนตัว จากสิ่งที่เคย ‘มั่นคง’ สู่สภาวะที่กำลังแปรเปลี่ยน แตกตัว และทับซ้อนกันอย่างซับซ้อน
เพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์ ภัณฑารักษ์ที่ปรึกษา กล่าวว่า รอยต่อ กลายเป็นสภาวะปกติใหม่ของการดำรงอยู่ในโลกท่ามกลางวิกฤติที่ยังคงสั่นไหวจากแรงกระเพื่อมของเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็น ชายขอบ กลับเผยให้เห็นบทบาทสำคัญในฐานะจุดปะทะของอำนาจ การต่อรอง และการปรับตัวของชีวิต
จากกรอบแนวคิดดังกล่าว นำมาซึ่งผลงาน ศิลปะร่วมสมัย จำนวน 9 ชุด ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนถึงปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Local Myths #2 : ดินแดนในรอยต่อ
ศิลปะร่วมสมัยในนิทรรศการนี้ไม่ได้เพียงแค่แสดงความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานและกระบอกเสียงที่สะท้อนถึง วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐและการเปลี่ยนแปลงระดับโลก
ร่างหนึ่งของแม่น้ำ
ศิลปินเจ้าของประติมากรรม ‘ตาบอดคลำช้าง’ งานศิลปะเน้นให้คนมีส่วนร่วม ธนนันท์ ใจสว่าง กลับมาพร้อมประติมากรรม นัยแม่น้ำ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวสถานการณ์ของ แม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย บ้านเกิดของเธอ
หนึ่งใน ‘ภาพจำ’ ของแม่น้ำกกปัจจุบันคือ ปลาแค้ เนื่องจากมีการกล่าวถึงปัญหาการปนเปื้อนของ สารหนู (Arsenic) ในแม่น้ำ ผู้คนมักจะนึกถึงภาพปลาแค้ที่มีตุ่มหรือปุ่มผิดปกติปรากฏบนตัวปลา
“แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะยังไม่ยืนยัน 100% ว่าเกิดจากสารหนูโดยตรง แต่ก็อาจเป็นผลกระทบร่วมที่ทำให้น้ำไม่สะอาด จนสิ่งมีชีวิตมีภูมิคุ้มกันต่ำลงและแสดงความผิดปกติออกมา” ธนนันท์ กล่าว
ศิลปินไม่ได้ต้องการฉายซ้ำภาพความน่ากลัวของปลาที่ผิดปกติ แต่เลือกนำเสนอในรูปแบบของ ร่างหนึ่งของแม่น้ำ (Body) ที่อาศัยอยู่ในภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมนั้นจริงๆ เพื่อเป็นตัวแทนสื่อสารถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ผู้คนได้เห็น
ผลงานนี้สร้างสรรค์เป็นประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture) ทำจากผ้า เป็นรูปทรงตัวปลา ขนาด 500 x 200 x 180 เซนติเมตร ใช้เทคนิค Eco-print หรือการพิมพ์ลวดลายจากพืชพรรณที่สำรวจพบจริงบริเวณริมน้ำกก พิมพ์ลงบนตัวปลา
ศิลปินนำเสนอประติมากรรมปลาคู่ไปกับ การสำรวจพืชริมน้ำ เช่น ชุมเห็ดไทย สาบเสือ ข้าวโพด เพื่อสื่อว่าหากปลาคือร่างกายหนึ่ง พืชก็คืออีกร่างกายหนึ่งที่ใช้แหล่งน้ำเดียวกันในการหล่อเลี้ยง
หากมีการสะสมสารพิษในร่างกายเหล่านี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและความเสี่ยงของมนุษย์ที่บริโภคเข้าไป
ประติมากรรม นัยแม่น้ำ เปิดโอกาสให้ผู้ชมสัมผัส พักพิง และ ซ่อมแซม ผ่านการเลือกผ้าและเส้นด้ายย้อมสีจากพืชที่มีบทบาทในการบำบัดและฟื้นฟูระบบนิเวศ นำมาเย็บปะติดและปักชุนบนพื้นผิวประติมากรรม
ร่องรอยที่ค่อยๆ ทับซ้อน ไม่ได้มุ่งสู่ความสมบูรณ์ แต่จะก่อรูปเป็นบทสนทนาระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ชวนให้มองเห็นความเปราะบาง การดูแลรักษา การเยียวยา และการพึ่งพาอาศัยของทุกชีวิตในระบบนิเวศเดียวกัน
เมื่อเสียงปืนทำช้างหาย
ศิลปินจากบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว นำเสนอเรื่องราวความผูกพันระหว่างชุมชนกับช้างที่เริ่มสูญหายไป ศิลปินตั้งคำถามถึงชื่ออำเภอ “ทุ่งช้าง” เนื่องจากเกิดมาไม่เคยเห็นช้างตัวจริงในพื้นที่ มีเพียงรูปปั้น
จากการสืบค้นและสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ศิลปินจึงทราบว่า ในอดีตหมู่บ้านนี้เคยเป็นพื้นที่เลี้ยงช้างจำนวนมากเพื่อใช้ลากไม้และขนข้าว
ช้างเริ่มหายไปจากชุมชนเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในอดีต เสียงปืนทำให้ช้างตื่นตกใจและค่อยๆ หายไปจากชุมชน
นิทรรศการ Local Myths #2 : ดินแดนในรอยต่อ ณัฐปคัลภ์สร้างสรรค์งานสื่อผสม เจ้าจ๊างเมืองปอน วิดีโอสารคดีสั้น ความยาวประมาณ 23 นาที, ตุงลายช้าง สื่อถึงความเชื่อของคนพื้นถิ่นภาคเหนือเกี่ยวกับโลกหลังความตาย
พร้อมนำ อุปกรณ์เลี้ยงช้างโบราณ ที่เป็นมรดกจากครอบครัวและชุมชนมาจัดแสดง เช่น ปลอกหวายและโซ่ สำหรับลดความเร็วของช้าง, มักเหล็ก (กระดิ่งช้าง) ใช้ห้อยคอช้าง เพื่อให้เกิดเสียงเวลาตามหาช้างในป่า, มักล่อแล่ ใช้มัดระหว่างโซ่กับที่ล่าม เพื่อไม่ให้โซ่พันกัน ป้องกันโซ่ขาด และอุปกรณ์ใช้งาน ‘หวีหางช้าง’ สำหรับจัดเรียงเส้นด้ายในการทอผ้า
ปมขัดแย้งระดับโลกผ่านแถบสี
หนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา แร่หายาก (Rare Earth) หัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ (มือถือ, คอมพิวเตอร์) กลับมาเป็นข่าวใหญ่ทั้งด้านส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นบ่อเกิดการแก่งแย่งระหว่างมหาอำนาจโลก
ศิลปินนาม อุบัติสัตย์ กล่าวโดยยกตัวอย่างความขัดแย้งในยูเครน และการทำเหมืองแร่ในพม่าตอนบนโดยกลุ่มชาติพันธุ์ (ไทใหญ่) ที่ขาย ‘แร่หายาก’ ให้จีนเพื่อนำเงินมาซื้ออาวุธ แต่ทิ้งสารเคมีลงแม่น้ำจนเกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม ‘น้ำส้ม’ หรือน้ำเป็นกรด
เขาจึงต้องการเรียกร้อง ความยุติธรรมต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) และ การทำเหมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย
อุบัติสัตย์ ลงพื้นที่พบกับ ช่างทอผ้าศรีดอนชัย ชุมชนทอผ้าในจังหวัดเชียงรายผู้สืบทอดภูมิปัญญาทอผ้าที่มีอยู่ตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันยาวนานกว่า 100 ปี ร่วมกันสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยชื่อ ไมซอง (2568-2569) ผ้าฝ้ายทอมือที่มีความยาวถึง 24 เมตร กว้าง 1.70 เมตร ความนัยซ่อนอยู่ที่สีของผ้าทอ
ศิลปิน แปลงค่า (code) ข้อมูลจาก 5 ส่วน คือ ภูมิศาสตร์(แหล่งแร่หายาก), ธรณีวิทยา, ภูมิรัฐศาสตร์, เศรษฐกิจ และสังคม ออกมาเป็น ‘แถบสี’ แล้วทอเป็นผืนผ้า
“ในส่วนภูมิศาสตร์ ผมใช้วิธีลงพื้นที่ไปวาดภาพทิวทัศน์ (Landscape) เพื่อสังเกต ‘อุณหภูมิของสี’ ในพื้นที่นั้นๆ เช่น สีน้ำตาล สีส้ม สีม่วง หรือสีเขียว แล้วนำอุณหภูมิสีที่พบมาแปลความเป็นแถบสีบนผ้า มีการใช้สีเฉพาะเจาะจงเพื่อสื่อถึงข้อมูลทางธรณีวิทยา เช่น การใช้ ‘สีเขียวสะท้อนแสง’ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทน ‘ธาตุเรืองแสง’ ที่อยู่ในกลุ่มแร่หายาก 17 ชนิดตามตารางธาตุ” อุบัติสัตย์ ยกตัวอย่าง
สีสันบนผืนผ้าเกิดจากการที่ช่างทอผ้าศรีดอนชัยทุ่มเทภูมิปัญญาเพื่อย้อมเส้นด้ายให้ได้โทนสีเดียวกับสีที่ศิลปินแปลงค่า
ไมซอง (2568-2569) จึงคือผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยใช้สีสันบอกเล่า ‘แหล่งแร่หายาก’ ที่กลายเป็น ‘ดินแดนในรอยต่อ’ ที่มหาอำนาจแย่งชิงในยุคนี้
ภาพท้องถิ่นไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน
นิทรรศการ Local Myths #2 ยังมีผลงานชุด น้ำ นา โรงสี, 2569 นำเสนอเรื่องราวของจังหวัด ‘สุพรรณบุรี’ เคยทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านและอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แม้บทบาทเมืองหน้าด่านจางหายไปแล้ว แต่บทบาทการเป็นแหล่งผลิตอาหารยังดำรง
ผลงานชุดนี้สร้างสรรค์โดย 3 ศิลปินชาวสุพรรณ ชลิต สภาภักดิ์ (เขียนแสง อาร์ตสเปซ) หลังจากศึกษาและเดินทางตามรอยภาพถ่ายของ โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน (Robert Larimore Pendleton) นักวิชาการชาวอเมริกันที่เข้ามาสำรวจเรื่องดินและระบบจัดการน้ำในไทยช่วงปี พ.ศ. 2479 และ 2483 ซึ่งรวมถึงพื้นที่สุพรรณบุรี จึงนำเสนอผลงานชื่อ ภูมิทัศน์ของลำน้ำสุพรรณบุรี ในลักษณะภาพถ่าย หนังสือและวัตถุจัดวาง
ส่วนหนึ่งของวัตถุจัดแสดงของชลิต สภาภักดิ์
ปรีชา รักซ้อน นำเสนอ โรงสีของครอบครัว, 2569 ผลงานศิลปะวิวัฒนการโรงสีข้าว สะท้อนภาพร่างของ ‘โรงสีไม้ 3 ชั้น’ ที่มีความสลับซับซ้อนตั้งแต่กระบวนการแยกแกลบ การโยกตะแกรง ไปจนถึงการขัดข้าวขาว งานสีอะคริลิกบนผ้าใบ ขนาด 400 x 600 เซนติเมตร
วัชรนนท์ สินวราวัฒน์ นำเสนอผลงานภาพสีน้ำมันชื่อ ไม่ง่ายเลยที่จะเขียวเช่นนี้, 2569 ขนาด 200 x 300 เซนติเมตร ศิลปินใช้ภาพนาจากศูนย์วิจัยที่ผ่านการจัดการหน้าดินและการวางแผนอย่างดีจนดูเรียบเนียนเหมือนในเกม (The Sims) เพื่อสื่อว่านี่คือภูมิทัศน์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการบริโภคทางตา มากกว่าจะคำนึงถึงวิถีการผลิตข้าวที่เป็นจริง
นอกจากนี้ยังมีผลงานวิดีโอ 3 ชิ้น ของศิลปินชาวเชียงใหม่ สุดาภรณ์ เตจา เชื่อมโยงประวัติศาสตร์กระแสหลักเข้ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ผ่านสัญลักษณ์ของ เส้นผม เสียงเพลงพื้นบ้าน และ พิธีกรรมความเชื่อ เพื่อสำรวจความหมายของคำว่าบ้านและตัวตนในโลกสมัยใหม่
สนุกกับผลงานและแนวคิดของ บ้านนอก (Baan Noak: The Rails of Things) กลุ่มศิลปิน (Artist Collective) และ Waft Lab จากอินโดนีเซีย ทำงานขับเคลื่อนชุมชนและสังคมผ่านศิลปะร่วมสมัย รวมทั้งการผสมผสานมรดกวัฒนธรรมและสัญลักษณ์ ในรูปแบบงานสตรีทอาร์ต, ประติมากรรม เป็นอาทิ
ร่วมด้วยผลงานของ ธ.ดา.แล๊ป, ฟาร์มจดจำอาร์ตสเปซ, ไส้ติ่ง : โซไซตี้
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ Local Myths #2 : ดินแดนในรอยต่อ ได้ที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วันนี้ - 13 กันยายน 2569 (ปิดทุกวันจันทร์)
credit photo : BACC


