ในอดีต ‘งานฝีมือแบบดั้งเดิม’ กับ ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ มีขอบเขตที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ในนิทรรศการ Weaving Matter and Memory: ถักทอสสาร ผสานความความทรงจำ เราจะเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างงานหัตถศิลป์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน กับงานศิลปะร่วมสมัยที่ศิลปินนำเทคนิคการสาน ถัก ทอ ในงานหัตถกรรมไปใช้ในการถ่ายทอดความคิด ความทรงจำ และเรื่องเล่าส่วนบุคคลได้อย่างน่าสนใจ
โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์ ภัณฑารักษ์กล่าวถึงที่มาของนิทรรศการในครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Louise Trotter ผู้อำนวยการ ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Bottega Veneta และ Bangkok Kunsthalle ที่ต้องการนำเสนอผลงานของศิลปินซึ่งใช้ ‘การสาน’ เป็นทั้งวิธีการทำงานและกรอบความคิดในการสร้างสรรค์
โดยนำแรงบันดาลใจจาก Intreccio เทคนิคการสาน ถักทอ และประกอบเข้าด้วยกัน อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bottega Veneta ที่ทำให้กระเป๋าของแบรนด์กลายเป็นภาพจำมานับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองวิเชนซา แคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1966
“นิทรรศการจัดแสดงผลงานของศิลปินไทย 4 คน ได้แก่ จักกาย ศิริบุตร อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ และ ธีรพล สีสังข์ ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องงานที่ใช้เทคนิคการสาน ถัก ทอ กันอยู่แล้ว ความน่าสนใจคือ แต่ละคนใช้วัสดุที่แตกต่างกันหากดำรงไว้ซึ่งความเป็นศิลปะร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็เป็น Conceptual Art ด้วย”
โสมสุดา เล่าถึงการคัดสรรผลงานที่นำมาจัดแสดงว่า เริ่มต้นจากการสำรวจพื้นที่จัดแสดงก่อนแล้วลองวาดภาพความคิดในการจัดวางงานศิลปะให้มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่และการสร้างบรรยากาศให้เกิดการสนทนาระหว่างชิ้นงานในห้องจัดแสดง
“เลือกผลงานของจักกายเป็นลำดับแรก เพราะอยากให้ผู้ชมที่เดินเข้ามาแล้วเห็นผ้าทอขนาดใหญ่ 5 ชิ้นที่แขวนอยู่ก่อน ผลงานชุดนี้สร้างขึ้นจากเสื้อผ้าของผู้สูงอายุในหมู่เกาะเซโตะ ประเทศญี่ปุ่น ศิลปินนำเสื้อผ้าเหล่านั้นมาแยกชิ้นส่วนแล้วประกอบขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคปะชุนผ้าดั้งเดิมที่เรียกว่า Boro ที่กำลังเลือนหายไป เป็นการตั้งคำถามถึงการส่งต่อทางวัฒนธรรมที่ร้อยเรียงไปด้วยความทรงจำของผู้ที่เคยสวมใส่ ตลอดจนวัสดุที่เคยใช้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา”
ถัดมาเป็นผลงานของอิ่มหทัย ที่ใช้เส้นผมเป็นวัสดุหลัก นำมาถักทอเป็นงาน 2 ชุด ได้แก่ Ash Flowers และ We Are Family จัดแสดงอยู่บนโต๊ะและตู้ไฟติดผนังที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับตู้ไฟที่ใช้ดูฟิล์มเอ็กซเรย์ปอด เมื่อนำมาจัดวางใกล้กับผืนผ้าขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ มีความลงตัวทั้งในแง่ของพื้นที่และการสื่อสาร
“อิ่มหทัยบอกว่าปี 2562-2563 เขาย้ายไปอยู่ที่ลำพูนช่วงนั้นเกิดวิกฤต PM2.5 รุนแรงติดอันดับโลก ทำให้เขาอยู่ยาก ทำงานในสตูดิโอไม่ได้มีแต่เขม่าร่วงหล่นลงมา เขาจึงเดินสำรวจพื้นที่รอบๆได้พบแมลงและพืชต่างๆที่ไม่เคยเห็น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Ash Flowers มีการขอรับบริจาคเส้นผมผ่านโซเชียลมีเดียแล้วถักทอออกมาเป็นประติมากรรมขนาดเล็กที่เป็นเหมือนอนุสรณ์ของธรรมชาติที่ถูกเผาไหม้
ส่วน We Are Family สะท้อนผลกระทบของสารพิษที่เกิดจากไฟป่าสู่ระบบนิเวศทางทะเล เป็นงานที่ทำขึ้นช่วงเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย ศิลปินมองว่าปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับที่เขาเจอที่ลำพูน จึงเป็นที่มาของ We Are Family ที่ใช้เส้นผมมาถักทอเป็นรูปทรงของดอกไม้ ใบไม้ รวมไปถึงชิ้นส่วนของนกและสัตว์น้ำ” โสมสุดา บอกกับเรา
จากบทสนทนาระหว่างผืนผ้าตัวแทนความทรงจำและประสบการณ์ล้ำค่าของผู้สูงวัย กับสรรพชีวิตในระบบนิเวศที่ส่งผลกระทบถึงกันอย่างแยกไม่ได้แล้ว ภัณฑารักษ์ พาเราไปสัมผัสถึงผลงาน ถัก รูป ทิพย์ ของธีรพล สีสังข์ ในอีกมุมหนึ่งของห้องนิทรรศการที่ใช้เส้นใยโลหะเป็นวัสดุหลัก
“ มงกุฎสีแดง (Red Crown) เป็นผลงานที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองเราเชื่อว่าผู้ชมเห็นแล้วจะชะงัก ต่อมาเรานำผลงานอีกชิ้นที่จัดแสดงองค์ประกอบต่างๆของชฎามาจัดวางให้เกิดความต่อเนื่องกัน ซึ่งงานของเขามีความลงตัวกับพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์
จากที่เคยเห็นผลงานของเขาจัดแสดงอยู่บนแท่นมีกระจกครอบ เมื่อนำมาติดตั้งแบบนี้เรารู้สึกว่ามันน่าจะคุยกับงานของอิ่มหทัยได้ด้วย ในแง่ของการเป็นประติมากรรมที่เกิดจากเทคนิคการถักทอ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละวัสดุก็ตาม”
สำหรับประติมากรรม The Super Massive Finger Trap ของ ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ เป็นการนำเทคนิคการ “สาน” ของภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียกว่า “งูกินนิ้ว” มีคุณสมบัติในการแก้นิ้วล็อค มาใช้ในงานศิลปะร่วมสมัย นำเสนอเป็นผลงานประติมากรรมที่เชื่อมโยงร่างกายของมนุษย์เข้ากับจักรวาลข้อมูลดิจิตัลผ่านนิ้วหัวแม่มือ
“ศุภวิชญ์ เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องชีวิตประจำวัน เขามองว่าการที่เราใช้นิ้วสัมผัสลงไปบนจอโทรศัพท์มือถือ มันเหมือนกับการสัมผัสกับหลุมดำที่ดูดเราเข้าไปอยู่ในคลังข้อมูลมหาศาล
ผลงานชิ้นนี้ถักทอด้วยวัสดุสะท้อนแสง เวลามองด้วยตาอาจไม่สะดุดเท่าไหร่ แต่ถ้าถ่ายรูปแล้วมาเปิดดูจะเห็นประติมากรรมเรืองแสงสว่างขึ้นมาทันใด”
โสมสุดา กล่าวทิ้งท้ายถึงนิทรรศการ Weaving Matter and Memory: ถักทอสสาร ผสานความความทรงจำ ในมุมมองของภัณฑารักษ์ว่า
“เราอยากนำเสนองานคราฟท์ในบริบทของงานศิลปะร่วมสมัย บางครั้งความงามของงานหัตถศิลป์อาจทำให้เรามองไม่เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน แต่พอเป็นงานศิลปะแล้วมันมีฟังก์ชั่นบางอย่างที่เปิดเผยองค์ประกอบ ตลอดจนความคิดบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้นำเสนองานหัตถศิลป์แต่เป็นการนำเสนองานศิลปะ”
จัดแสดงถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569
ปักหมุด : Bangkok Kunsthalle ถนนไมตรีจิตต์ วันพุธ - อาทิตย์ 14.00 - 20.00 น.


