วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569

Login
Login

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ"

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พระองค์ภา) ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน ต่อยอด ตามรอย 'สมเด็จพระอัยกา' และ 'สมเด็จพระราชบิดา' เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่อาณาประชาราษฎร์ 

ทรงประกอบพระกรณียกิจอันหลากหลาย ด้วยทรงมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรอย่างรอบด้าน โดยทรงนำความรู้ด้าน นิติศาสตร์ มาใช้พัฒนาระบบยุติธรรมและช่วยเหลือผู้ต้องขังให้มีโอกาสกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีเกียรติ

 

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

 

ประวัติการศึกษา เจ้าหญิงนักกฎหมาย

พระองค์ภาทรงเริ่มศึกษาในระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ โรงเรียน Heathfield สหราชอาณาจักร และ โรงเรียนจิตรลดา 

พ.ศ.2544 ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับสอง) และปริญญารัฐศาสตร์บัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) 

ระดับปริญญามหาบัณฑิตและปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทรงสำเร็จการศึกษาในหลักสูตร Master of Laws (LL.M.) และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จาก มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น  พระองค์ทรงศึกษาด้านกฎหมายที่ สำนักอบรมศึกษากฎหมาย แห่ง เนติบัณฑิตยสภา ประเทศไทย 

ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทรงสำเร็จการศึกษาพร้อมกันในปีพ.ศ.2548 ทั้งดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล และเนติบัณฑิตไทย

พ.ศ.2549 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงกลับมาสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง อัยการผู้ช่วย และทรงงานในฐานะพนักงานอัยการในจังหวัดอุดรธานี ทรงว่าความในคดีต่างๆ ทั้งคดียาเสพติดและคดีอาญาทั่วไปด้วยพระองค์เองมาตลอด

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงงานขณะรับราชการกระทรวงการต่างประเทศ

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมาธิการ สหประชาชาติ ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาในการประชุมครั้งที่ 21 (2011-2012)
 

พ.ศ.2555 ถึงพ.ศ.2557 ทรงย้ายไปรับราชการ กระทรวงการต่างประเทศ และดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ เอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาติ ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสาธารณรัฐออสเตรีย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงได้รับการเทิดพระเกียรติในฐานะ เจ้าหญิงนักกฎหมายของปวงชนชาวไทย ทรงนำพระปรีชาสามารถทางด้านนิติศาสตร์และประสบการณ์จากการทำงานทั้งในและต่างประเทศมาใช้ในการปฏิบัติพระกรณียกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง โดยเริ่มจาก ผู้ต้องขังหญิง เป็นลำดับแรก

 

โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ

ในอดีต.. สภาพความจริงหลังกำแพงสูง ประจักษ์ภาพ ผู้ต้องขังหญิง ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างแออัด หลายคนตั้งครรภ์ขณะถูกจับกุม ต้องคลอดและเลี้ยงดูบุตรในเรือนจำไปตามมีตามเกิด โดยไม่มีห้องสำหรับดูแลเด็ก

อีกหลายคนถูกจับขณะมีลูกเล็กรออยู่ข้างนอก ครอบครัวแตกสลายกลายเป็นปัญหาสังคมที่ซ้ำซ้อนมายาวนาน

ปี พ.ศ.2549 ปัญหาดังกล่าวไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป

“มองเห็นปัญหาตรงจุดนี้ มองเห็นตรงจุดแรกก่อนเฉพาะในส่วนชองผู้ต้องขังหญิง เนื่องจากผู้ต้องขังหญิงมีจำนวนหนึ่งที่ตั้งครรภ์และจำเป็นต้องเลี้ยงดูบุตรในเรือนจำ ซึ่งในระยะเริ่มต้นก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์การดูแลอย่างทั่วถึง ซึ่งเด็กที่ติดผู้ต้องขังไปเขาก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมแต่อย่างใด ก็เลยคิดที่จะเริ่มช่วยเหลือตรงนี้ ในครั้งแรกเราได้เริ่มดำเนินการกับเรือนจำในกรุงเทพฯ ก่อน หรือทัณฑสถานหญิงกลาง ซึ่งเป็นเรือนจำขนาดใหญ่และมีผู้ต้องขังโทษสูงอยู่มาก ก็ได้เริ่มต้นด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนสิ่งของและเครื่องใช้สำหรับแม่และเด็ก หลังจากนั้นก็ได้ร่วมกับวิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์และการดูแลบริบาลทารกด้วย”

พระสุรเสียง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จากสารคดีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ‘2 ทศวรรษ กำลังใจ ก้าวสู่โอกาสใหม่ด้วยนวัตกรรม’

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงกล่าวถึงปัญหาของผู้ต้องขังหญิงจากการตั้งครรภ์

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา’ ทรงมีพระดำริให้จัดตั้งโครงการ กำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา หรือ Inspire ขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2549

เพื่อดำเนิน การฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง ให้มีทักษะและความรู้ติดตัวไปเมื่อพ้นโทษ รวมทั้งได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ

เป้าหมายสำคัญคือเพื่อ ลดการกระทำผิดซ้ำ และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังรู้จัก เคารพสิทธิของผู้อื่น เมื่อได้รับโอกาสกลับสู่สังคม 

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงศึกษาและแก้ปัญหาผู้ต้องขังหญิงคลอดในเรือนจำ

โดยให้มีการสำรวจตลาดของผู้เรียน สำรวจความต้องการของตลาดแรงงาน ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ

เป็นอาชีพที่สามารถนำไปลงทุนด้วยตัวเองได้ โดยใช้เงินลงทุนไม่มากนัก เช่น การฝึกเย็บซ่อมรองเท้า การฝึกนวด การฝึกแต่งหน้า การฝึกเย็บซ่อมเสื้อผ้า รวมทั้งวิชาชีพอื่นๆ ที่ฝึกการใช้ทักษะหรือฝีมือในระดับสูง

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงนำหลักธรรมศาสนามาผสมผสานกับการเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม

มีการเชิญวิทยากรชั้นนำเข้าไปพัฒนาฝีมือ พัฒนาศักยภาพผู้ต้องขัง เพื่อการเตรียมพร้อมสู่สังคมอย่างยั่งยืน ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

มีจิตใจเข้มแข็ง มีพลังจิตใจแข็งแกร่งเพียงพอที่จะควบคุมตนเองไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก อีกทั้งยังสามารถดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมได้ในวิชาชีพต่างๆ 

เช่น โครงการฝึกวิชาชีพเพ้นท์เสื้อ เพ้นท์ก้อนหิน สกรีนเสื้อ ศิลปะผ่านเส้นไหมสไตล์โครเชต์ นวดแผนไทย พวงกุญแจช้างจากผ้า สร้างสรรค์การปักผ้าด้วยริบบิ้น ปั้นตุ๊กตาดินญี่ปุ่น ศาสตร์พยากรณ์ เสริมสวย เบเกอรี่ สบู่ฝังลาย ทำข้าวโพดอบกรอบ

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ตัวอย่างส่วนหนึ่งของสินค้าแบรนด์ Inspire

ทรงส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังใน แบรนด์ Inspire จนมีความสวยงาม ได้รับการนำไปวางจำหน่ายในร้าน Golden Place สาขาต่างๆ และห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม นำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ต้องขังระหว่างอยู่ในเรือนจำ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงนำบทเรียนที่ดีจากความสำเร็จในประเทศไทยของการดูแลผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง เสนอในเวที สหประชาชาติ ด้วยคำว่าโอกาสและการไม่ทอดทิ้งผู้กระทำผิดที่พร้อมปรับปรุงตนเอง

จนกระทั่งในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 สหประชาชาติให้การยอมรับเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง เรียกว่า ข้อกำหนดกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Rules

 

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ข้อกำหนดกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Rules

 

ข้อกำหนดกรุงเทพฯ  : 'มาตรฐานสากล' ผสาน 'หลักมนุษยธรรม'

ข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) จำนวน 70 ข้อ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ ผู้ต้องขังหญิง เนื่องจากเป็นข้อกำหนดของ ‘องค์การสหประชาชาติ’ ที่มุ่งเน้นการวางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิงโดยเฉพาะ

หัวใจสำคัญคือ การไม่เลือกปฏิบัติ ข้อกำหนดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจว่า ‘ผู้ต้องขังหญิง’ จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางเพศสภาวะและความจำเป็นเฉพาะด้าน

ตามด้วย การยกระดับมาตรฐานสากล เป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องขังหญิง

‘ข้อกำหนดกรุงเทพฯ’ คำนึงถึง การเตรียมความพร้อมกลับสู่สังคม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถกลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพและดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขหลังจากพ้นโทษ

รวมทั้งให้ความสำคัญกับ การใช้มาตรการทางเลือก คือนอกจากเรื่องในเรือนจำแล้ว ยังให้ความสำคัญกับมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้หญิงที่กระทำผิด เพื่อลดผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกจำคุก

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กับ พัน กี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติคนที่ 8 (credit: UN Photo)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านนิติศาสตร์และการต่างประเทศ ทรงผลักดันให้เกิดการบังคับใช้ ข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) ร่วมกับ ข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั่วไปอยู่แต่เดิม

ข้อกำหนดแมนเดลา ประกอบด้วยกฎเกณฑ์ทั้งหมด 122 ข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การห้ามทรมานหรือลงโทษที่โหดร้าย การจัดสภาพแวดล้อมในเรือนจำ (ที่พัก อาหาร และสุขอนามัย) ที่เหมาะสม การจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ รวมถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของบุคลากรทางการแพทย์ในเรือนจำ

การผลักดัน ‘ข้อกำหนดแมนเดลา’ ควบคู่ไปกับ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพฯ’ (ซึ่งเน้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง) สะท้อนถึงพระเมตตาและพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงนำ มาตรฐานสากล และ หลักมนุษยธรรม มาปรับใช้เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงทำงานร่วมกับสหประชาชาติเพื่อความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

ภายหลัง ‘ข้อกำหนดกรุงเทพฯ’ ประกาศใช้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงงานช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในช่วงต้นปี 2565 พระราชทานแนวทางการจัดทำ profile ผู้ต้องขังและการ matching ตำแหน่งงานกับความรู้และทักษะผู้ต้องขัง เพื่อนำไปสู่การมีงานทำในสถานประกอบการที่เป็นภาคเอกชน

ทรงให้หาอาชีพใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (care giver) การขับรถขุดไฮโดรลิกตีนตะขาบ การเป็นไรเดอร์

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ฝึกอาชีพการเป็นไรเดอร์

การฝึกอาชีพทอผ้าครบวงจร ตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน การทอผ้า ออกแบบลายผ้า "กำลังใจ" ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงช่วยพัฒนาตัดเย็บเสื้อผ้าและผ้าไหม นำผลิตภัณฑ์ไปออกร้านจำหน่ายในงาน OTOP และงานโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน

ร่วมดำเนินงานกับบริษัท Carcel (คาร์เซล เดนมาร์ก) ช่วยยกระดับฝีมือผู้ต้องขัง นำผลิตภัณฑ์ไปขายทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 6,000 บาท/เดือน/ราย

ปัจจุบัน มีเรือนจำ 22 แห่ง ยังคงน้อมนำแนวทางพระราชทานตาม โครงการกำลังใจฯ มาปฏิบัติ เพื่อการสร้างโอกาสและสร้างคนดีสู่สังคม

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" ทรงริเริ่มการฝึกอาชีพทอผ้าครบวงจร ตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน การทอผ้า 

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" การออกแบบลายผ้า "กำลังใจ"

พระองค์ภายังทรงน้อมนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ ‘สมเด็จพระอัยกา’ มาปรับใช้กับผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว 5 แห่ง รวมทั้งทรงนำเกษตรแบบอุตสาหกรรมมาใช้ ณ ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก จังหวัดนครราชสีมา

ปัจจุบันเรือนจำและทัณฑสถานดังกล่าวกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้คนไปเรียนรู้และท่องเที่ยวจำนวนมาก

“การดำเนินการในโครงการกำลังใจนี้ เป็นโครงการที่หมายถึง น้ำใจ ซึ่งมนุษยชาติพึงจะมีให้ต่อกัน และภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า inspire หมายถึงทุกคนเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กันและกันได้ เพราะผู้ที่ด้อยกว่าพวกเราซึ่งในโครงการนี้หมายถึงผู้ต้องขังหญิงก็ต้องการกำลังใจจากพวกเราทุกคน และข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า ในบางครั้งบางเวลาพวกเราทุกคนก็คงต้องการกำลังใจเช่นกัน” 

พระดำรัสสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ และครบรอบ 5 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2557

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระปรีชาด้านยุติธรรม มัดใจสหประชาชาติรับ "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ"

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ตลอดระยะเวลาของการทรงศึกษาและทรงงาน ทรงตั้งพระทัยและทุ่มเทพระสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ กระทั่งได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลและได้รับการยกย่องจากหน่วยงานระดับสหประชาชาติในด้านต่างๆ ได้แก่ 

  • รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • รางวัล Medal of Recognition จากสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) พ.ศ.2552
  • ถวายการเป็นทูตสันถวไมตรีในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง ของกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM Goodwill Ambassador) พ.ศ.2552
  • ถวายการเป็นทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ.2560

พระจริยวัตรที่ทรงทุ่มเทพระวรกายในทุกบทบาทหน้าที่ สะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนและสรรพชีวิตอย่างยั่งยืนในฐานะเจ้าฟ้าของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

 

อ้างอิง - ภาพ