วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

เด็กอินเตอร์ (จบ) | เส้นทางแห่งผู้นำ

เด็กอินเตอร์ (จบ) | เส้นทางแห่งผู้นำ

ในโรงเรียนอินเตอร์ นอกจากเด็กได้เล่นตามวัยแล้ว การเรียนยังเน้นให้เด็กฝึกตั้งคำถามมากกว่าคำตอบ เน้นให้เด็กเรียนรู้ ไม่ใช่ท่องจำ และนั่นทำให้ได้พบว่า ลูกๆ สนุก และอยากไปโรงเรียนมากขึ้น

จากครั้งที่แล้ว คุยเรื่องเล่นของเด็กอินเตอร์เพลินจนยังไปไม่ถึงเรื่องเรียน

ที่โรงเรียน ISKL จะเน้นให้เด็กฝึกตั้งคำถามมากกว่าคำตอบ เช่น พินเล่าว่าทุกบทจะเริ่มจากการเปิด YouTube ให้ดู Phenomenon ปรากฏการณ์อะไรสักอย่างก่อนเสมอ เช่น แสงเหนือ Aurora การเดินของมดบนหมึกพิมพ์ การจับตัวของหิมะ ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ เสร็จแล้วจะให้เด็กเขียนคำถามๆๆๆๆ เพื่อช่วยกันดีไซน์วิธีหาคำตอบ ผิดบ้างถูกบ้างไม่สำคัญ สำคัญที่เด็กเกิดความสงสัย Curiosity และเริ่มคิดวิเคราะห์เป็น

เรื่องการบ้าน เจ้าธีร์มี Home Learning Choice ประจำเดือนติดอยู่ข้างฝา ประกอบไปด้วย 1) การอ่านหนังสือในแต่ละวัน 20-30 นาที 2) การเขียนบล็อกเล่าว่าสัปดาห์นี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง (เน้น สิ่งที่เรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสอน) และ 3) เลือกแบบฝึกหัด 3 อย่างจากเมนูแล้วทำในสมุดบันทึก เช่น เขียนเรื่องย่อของหนังสือที่ได้อ่าน ฝึกพิมพ์ที่ typing.com แล้วจดคะแนนไว้

ผมชอบพวกตัวเลือกแปลกๆ เช่น ลองตั้งโจทย์เลขแล้วเอาให้พ่อแม่ทำ เดินรอบบ้านดูว่ามีอะไรซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรมของครอบครัวเรา ช่วยทำงานบ้านเพิ่มอีกสักอย่าง หรือ เล่น board game กับสมาชิกในบ้านก่อนนอน พ่อแอบอิจฉาเพราะสมัยเราทำไมไม่เห็นมี(วะ) สิ่งที่ลูกๆ ผมทำเป็น ‘การบ้าน’ ตอนนี้คือสิ่งที่ผมต้อง ‘แอบ’ ครูทำสมัยก่อน

มาฝั่งการวัดผลบ้าง ทุกชั้นเรียนจะมีสิ่งที่เรียกว่า Rubric หน้าตาเป็นตารางๆ คล้ายตารางสอน แบ่งเป็นช่องตามลำดับชั้นคือ Not Yet Meeting (N) ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ Approaching (A) เกือบถึงแล้ว, Meeting (M) ได้ตามความคาดหวัง, และ Extending (E) ล้ำหน้าความคาดหวัง โดยทุกช่องจะมีรายละเอียดเขียนอธิบายว่าสิ่งที่คาดหวังคืออะไร

พอถึง ‘วันพบผู้ปกครอง’ สิ้นเทอม พินกับธีร์จะทำ Student Led Conference นำเสนอให้ผมกับเพชรฟังว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง เรียนรู้อะไร ได้ตามเป้าหรือเปล่า ส่วนครูจะแค่นั่งฟังเพื่อเช็กความถูกต้องอีกที ไม่เหมือนสมัยผมวันนั้นคือพ่อแม่ไปฟังคำพิพากษาจากครู ส่วนเด็กถูกทิ้งให้อยู่บ้าน

โดยส่วนตัวผมชอบการเรียนรู้ที่ไม่ใช่การเร่ง ไม่ต้องแข่งกันว่า(ลูก)ใครเป็นคนอายุน้อยสุดที่รู้มากที่สุด เด็กส่วนมากแฮปปี้เมื่อทำได้ตามเกณฑ์ หน้าที่ของครูและโรงเรียนไม่ใช่การสอนแต่คือการสร้างนิสัยสนใจใคร่รู้ เหมือน Steve Jobs บอก Stay Hungry; Stay Foolish

ที่แปลกเป็นพิเศษคือ Pre-Test หรือการประเมินก่อนการสอน ทำเพื่อหา baseline ค่าเริ่มต้นของเด็กแต่ละคน ซึ่งพอเปิดเทอมปุ๊บมีสอบตัวนี้ปั๊บ คราวนี้พ่อแม่ก็ช็อกล่ะสิ เพราะสมัยเราครูต้องสอนก่อนจึงจะสอบได้ นี่ยังไม่ได้สอนอะไรเลยไหงครูสอบแล้ว ตานี้พอครูเร่งสอบพ่อแม่ก็เร่งติว ซึ่งเพิ่งมารู้ภายหลังเมื่อครูอธิบาย(สั่ง)ว่ากรุณาอย่าติวเด็กเพราะ Pre-Test มีเอาไว้วัดจุดเริ่มต้นไม่ใช่มีไว้แข่ง ให้เขาทำตามความเป็นจริงครูจะได้รู้ว่าเด็กคนไหนควรสอนแบบใด

วันก่อนใน FB ผมเห็นคุณแม่ท่านหนึ่งโพสต์ใบติวข้อสอบเข้าโรงเรียนไทยของลูก สิ่งที่เขียนคือวิธีการ ‘เก็ง’ ข้อสอบ ปีที่ผ่านมาข้อสอบออกแนวไหน ปีนี้น่าจะออกอย่างไร อะไรควรท่องอะไรไม่ควรท่อง กระทั่งเขียนกลอนเพื่อช่วยจำสูตรเคมี มันคงเวิร์กแหละเพราะลูกเขาก็เป็นเด็ก ‘เรียนเก่ง’ แต่ในฐานะนักเคมีผมอดสงสัยไม่ได้ว่า การเก็งข้อสอบปีที่แล้วได้นี่มันช่วยให้เด็กคิดหาสูตรยาใหม่ๆ ในอนาคตได้ด้วยเหรอ?

เล่าชีวิตเด็กอินเตอร์ให้ฟังเฉยๆ ดังที่ออกตัวไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้วนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าแบบไหนมันดี แต่ที่แน่ๆ คือ ตอนนั้นลูกผมสนุกและอยากไปโรงเรียนมากกว่าสมัยพ่อเยอะครับ!