วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก

ม่านเวทีค่อย ๆ ยกตัวเปิดขึ้น เสียงระนาดบรรเลงอย่างอ่อนหวานประสานกับกลองที่หนักแน่นสะท้อนหัวใจผู้ชม แสงไฟสาดส่องลงบนเวทีที่นักแสดงก้าวออกมาอย่างสง่างาม ทุกท่วงท่าได้รับการถ่ายทอดด้วยพลังและความวิจิตรบรรจง นี่คือช่วงเวลาที่ โรงละครแห่งชาติ (The National Theatre) ปลุกมนต์เสน่ห์ของศิลปะการแสดงไทยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และพาผู้ชมทุกคนเดินทางสู่โลกแห่งวัฒนธรรมที่ไม่มีวันลืมเลือน

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก โรงละครแห่งชาติ 9 พ.ค.2569

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก ผู้ชมเริ่มทยอยเข้าที่นั่งก่อนเวลาการแสดงโขน 9 พ.ค.2569

เป็นเวลามากกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วที่ โรงละครแห่งชาติ ยืนหยัดเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่การเปิดการแสดงโขนครั้งแรกในปีพ.ศ.2508 ไปจนถึงการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ ทุกการแสดงที่นี่ไม่เพียงเป็นความบันเทิง แต่ยังเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า

เมื่อไม่นานมานี้ โรงละครแห่งชาติได้ผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ ระบบแสง สี และเสียงได้รับการยกระดับให้ทันสมัยที่สุด พร้อมนวัตกรรม ‘4 มิติ’ ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การชมให้สมจริงยิ่งขึ้น การกลับมาเปิดใหม่ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการคืนชีวิตให้กับอาคารเก่าแก่ แต่ยังเป็นการประกาศว่า ศิลปะการแสดงไทยพร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ที่ผสมผสานความงดงามดั้งเดิมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย

 

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก รำถวายความอาลัย “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน”

 

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน

หลังเสร็จสิ้นการปิดปรับปรุงใหญ่นาน 3 ปี กรมศิลปากรกำหนดจัดการแสดงรอบทดสอบระบบโรงละครแห่งชาติโฉมใหม่ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 9 พ.ค.2569

เบิกโรงด้วยการแสดงชุด รำถวายความอาลัย “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน” เป็นการรำถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจหลากหลายด้าน อาทิ การส่งเสริมงานศิลปาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร การศึกษา การเกษตร การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนและประเทศชาติ นำมาซึ่งพระราชสมัญญานาม “แม่ของแผ่นดิน”

ดังนั้น ศิลปินกรมศิลปากรจึงขอเป็นดั่งตัวแทนพสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันถวายความจงรักภักดีและถวายความอาลัย ขอร่วมส่งเสด็จพระองค์สู่ทิพยพิมานบนสรวงสวรรค์ เสวยสุขตราบนิรันดร์ สถิตแนบดวงใจชาวไทยตลอดกาล

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก นางรำในการแสดงชุด รำถวายความอาลัยฯ

การแสดงชุดนี้ประกอบด้วยนางรำกรมศิลปากร จำนวน 10 คนสวมชุดนาฏศิลป์ไทยแบบห่มสไบโทนสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำวันเสด็จพระราชสมภพของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือวันศุกร์

เครื่องประดับศีรษะ ทับทรวง กำไล และลวดลายสีทองบนผ้านุ่งช่วยเพิ่มความสง่างามและความเป็นทางการ สองมือนางรำทั้ง 10 คนถือดอกบัวประดิษฐ์สีชมพูขนาดใหญ่ประดับริบบิ้นสีทอง ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความศรัทธาในวัฒนธรรมไทย

ขณะที่นางรำอีก 12 คน สวมชุดนาฏศิลป์ไทยแบบห่มสไบ 2 ชั้น สไบตัวในโทนสีดำ ห่มทับด้วยสไบและผ้านุ่งโทนสีทองปักลวดลายละเอียดคล้ายผ้ายกทองซึ่งเป็นผ้าใช้ในพิธีสำคัญของไทย สวมเครื่องประดับศีรษะ กรรเจียกจร อุบะ ทับทรวง สังวาล พาหุรัด กำไล วิจิตรตระการตา

นางรำทั้ง 22 คน ร่ายรำตามบทขับร้องซึ่งวงปี่พาทย์ใช้ทำนองเพลง ‘ทองย่อน’ ต่อด้วยทำนองเพลง ‘พราหมณ์ดีดน้ำเต้า’ จบด้วยการทำเพลง ‘ท้ายระบำนพรัตน์’ ได้อย่างอ่อนช้อยและสง่างามสุดประทับใจ..ตามบทขับร้องอันลึกซึ้งกินใจประพันธ์โดยนายรัฐศาสตร์ จั่นเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต ความว่า

“สรวมชีพน้อมกายถวายบังคม พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบารมีคุ้มราษฎร์ปราชญ์ทั้งปวง ดุจดั่งดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน ศิลปาชีพยืนยงทรงส่งเสริม อุปถัมภ์พูนเพิ่มนาฏศิลป์ ป่ารักน้ำโครงการสถานถิ่น มิรู้สิ้นพระปรีชาสถาวร

ขอพระแม่เสด็จห้วงสรวงสวรรค์ วรานันท์มั่นมนัสประภัสสร เสวยทิพย์สุขแสนแดนอมร โฉมบังอรฉายเฉิดเพริศพิไล ประทับคู่องค์มหาภูมิพล ศรีมงคลสบสวัสดิ์นิรัติศัย ร่วมรำลึกถวายความอาลัย ธ สถิตแนบดวงใจไทยนิรันดร์”

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก รำถวายความอาลัย “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน”

ประดิษฐ์รูปแบบและกระบวนท่ารำโดยนางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง และนางพรทิพย์ ทองคำ นาฏศิลปินทักษะพิเศษ นางนาฏยา รัตนศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่มนาฏศิลป์ นางสาวรจนา ทับทิมศรี นางสาวสุขาตา ศรีสุระ นาฏศิลปินอาวุโส

บรรจุทำนองเพลงโดยนายสมชาย ทับพร ผู้ชำนาญการด้านคีตศิลป์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ

ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย งานพัสตราภรณ์และเครื่องโรง กลุ่มนาฏศิลป์ ออกแบบแสงเสียงโดยกลุ่มโรงละครแห่งชาติ

 

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์
ชุด ‘เกสรทมาลาพลีชีวัน’ 

หนึ่งในการแสดงเพื่อทดสอบระบบโรงละครแห่งชาติหลังได้รับการปรับปรุงซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีในฐานะผู้ร่วมทดสอบระบบ คือ การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด ‘เกสรทมาลาพลีชีวัน’ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พ.ค.2569 และเพิ่มอีก 2 รอบในวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.2569

การแสดงโขนชุดนี้จัดทำบทการแสดงโดยนายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรี (ด้านการสังคีต) เนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง องค์พระไพศรพณ์ (ไพ-สบ) เทพเจ้าแห่งธัญญะชาติ ได้รับเทวบัญชาจากพระอิศวรให้ลงไปจุติเป็นวานรชื่อ เกสรทมาลา วานรผู้มีกลิ่นกายหอมหวนเพราะเกิดขึ้นจากการผสมของเกสรดอกไม้นานาชนิด เพื่อคอยให้ความสดชื่นแก่พระรามยามบรรทมและยามออกรบ

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก เกสรทมาลาสาบานเป็นเพื่อนตายกับมังกรกัณฐ์

เมื่อเกสรทมาลายังเยาว์วัยอยู่นั้น วันหนึ่งขณะเที่ยวเล่นอยู่ในป่า บังเอิญได้พบและสาบานเป็นเพื่อนตายกับ มังกรกัณฐ์ หลานของทศกัณฐ์

ครั้งเมื่อทศกัณฐ์สั่งให้มังกรกัณฐ์ออกทำสงครามขัดตาทัพพระราม ระหว่างสู้รบกันนั้นมังกรกัณฐ์แผลงศรไปเจาะเกราะของพระรามได้ พระรามนึกยกย่องในใจมังกรกัณฐ์เป็นยักษ์มีฝีมือแต่ก็ต้องฝ่าศึกนี้ไปให้ได้ จำต้องแผลงศรทำลายมังกรกัณฐ์

มังกรกัณฐ์เกรงฤทธิ์พระราม จึงแอบซ่อนกายอยู่ในกลีบเมฆแล้วร่ายเวทสร้างรูปนิมิตจำแลงให้ปรากฏเป็นร่างมังกรกัณฐ์ลอยอยู่ทั่วท้องฟ้า ครั้นพระรามจะแผลงศรจึงไม่อาจทราบได้ว่าร่างใดเป็นร่างจริง

เกสรทมาลาเห็นดังนั้นจึงขันอาสา ทูลว่าตนและมังกรกัณฐ์เคยสาบานเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันตั้งแต่เยาว์วัย ตนจะเหาะขึ้นไปเรียกหามังกรกัณฐ์ แม้มังกรกัณฐ์ร่างใดเข้ามาหาตนขอให้พระรามทรงแผลงศรไปที่ร่างนั้น

เมื่อมังกรกัณฐ์เห็นเกสรทมาลาเหาะขึ้นมาร้องเรียก ก็ตรงเข้ามาหาทันที สหายรักทั้งสองได้โผเข้ากอดกัน พระรามได้ทีจึงแผลงศรไปต้องมังกรกัณฐ์ ฤทธิ์ลูกศรทะลุถึงเกสรทมาลา จนสูญสิ้นชีวิตไปด้วยกันตามคำสาบาน

พระรามเห็นดังนั้นจึงเข้าพระทัยในทันที ที่เกสรทมาลาอาสาในครั้งนี้ด้วยตั้งใจพลีชีพอยู่แล้วเพื่อพระองค์จะได้ชนะศึก ทำให้เสียพระทัย ถึงกับตัดพ้อที่ได้สังหารยอดทหารกล้าของตนเอง และสรรเสริญขุนทหารผู้กล้า

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก ฉากมังกรกัณฐ์ร่ายเวทสร้างรูปนิมิตจำแลงให้ปรากฏเป็นร่างตนเองลอยอยู่ทั่วท้องฟ้าลวงตาพระราม

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก เกสรทมาลาเหาะขึ้นท้องฟ้าเรียกหามังกรกัณฐ์

การแสดงโขนชุดนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระบบแสงสีเสียงเต็มอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นบทร้อง บทเจรจา การบรรเลงของวงปี่พาทย์ เสียงคมชัด ได้ยินชัดเจนเสนาะหู

ฉากรบช่วงที่มีการแผลงศร ระบบแสง สร้างแสงวิบวับแปลบปลาบและเสียงประกอบครั่นครืนช่วยสร้างบรรยากาศของอิทธิฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี สลิงและกลไก ที่ช่วยให้ตัวละครเหาะเหินเดินอากาศเป็นไปอย่างราบรื่น

รวมทั้ง ระบบภาพ ที่สร้างภาพมังกรกัณฐ์ลอยอยู่ทั่วท้องฟ้าในฉากก็ทำได้อย่างสวยงาม

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก

เอกลักษณ์ฉากรบโขน ท่าขึ้นลอยแบบหยุดนิ่งและแบบหมุน

ที่สำคัญคือการได้ชม โขนกรมศิลป์ ที่รักษาและสืบทอดแบบแผนท่ารำที่มีความสง่างามและละเอียดอ่อน แสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวตั้งแต่ศีรษะ หัวไหล่ แขน ข้อมือ มือ ลงไปจนถึงปลายเท้าของแต่ละประเภทตัวละคร

อาทิ ฉากเปิดตัว วานรสิบแปดมงกุฎ ท่ารำที่ผสมผสานการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของลิงตามธรรมชาติพร้อมคงโครงสร้างนาฏศิลป์ไทย ทั้งงดงามและสนุกสนาน

ฉาก มังกรกัณฐ์ขึ้นราชรถไปทำสงคราม เป็นท่ารำโขนยักษ์ที่ดูหนักแน่น แข็งแรง กระด้าง สะท้อนความทรงพลังและร่างกายที่ใหญ่โตของยักษ์, ฉาก พระรามรบมังกรกัณฐ์ ที่แสดงความยิ่งใหญ่ของการเผชิญหน้ากันระหว่างท่ารำที่ไม่เกรงกลัวของวานร ท่ารำอันฮึกเหิมของยักษ์ การรบด้วยคันธนู ท่าขึ้นลอยแบบหยุดนิ่งและแบบหมุน

โดยเฉพาะฉากจบที่เกสรทมาลายอมตายไปกับสหายรัก บทร้อง เสียงผู้ขับร้อง ทำนองเพลงและฝีมือการแสดงของนักแสดง เรียกน้ำตาผู้ชมได้อย่างสะเทือนใจ

 

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวชื่นชมวงปี่พาทย์

 

ทุกการเข้าชม คือการดำรงศิลปวัฒนธรรม

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวหลังจากชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘เกสรทมาลาพลีชีวัน’ ณ โรงละครแห่งชาติ รอบทดสอบระบบเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2569 ว่า

“การมาเยือนและการเข้ารับชมของทุกท่านในวันนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานเรื่องของโรงละครแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมบูรณ์

ที่สำคัญทุกๆ การเข้าชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาติทุกๆ ครั้งของท่าน ถือว่ามีส่วนสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติที่จะให้คนรุ่นหลังได้รับชมกันต่อไป

ต้องขอขอบคุณคณะจากกรมศิลปากร ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์ นาฏศิลปิน ดุริยางคศิลป์ ทุก ท่านที่ได้มาแสดงการแสดงที่มีความสวยสดงดงาม ความอ่อนช้อย ให้พวกเราได้ชมกันในวันนี้ ดิฉันขอขอบพระคุณทุกท่านจากใจ”

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก พนมบุตร จันทรโชติ ร่วมต้อนรับประชาชนชมการแสดงรอบทดสอบระบบฯ 9 พ.ค.2569

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก ม่านเวทีโรงละครแห่งชาติ ฝีมืองานจิตรกรรมอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวในวันเดียวกันนั้นว่า ในช่วงเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา โรงละครแห่งชาติ ได้ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล แต่ยังคงรักษา รูปลักษณ์ภายนอก ที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การประดับด้วยเศียรครูโขนต่างๆ และ ม่านเวที ซึ่งเป็นฝีมืองานจิตรกรรมของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เพื่อเคารพงานออกแบบของครูช่างในอดีต

ปัจจุบัน ‘โรงละครแห่งชาติ’ อยู่ใน ช่วงทดสอบระบบ (Testing Phase) ก่อนเปิดใช้งานจริงอย่างเป็นทางการ โดยจัดการแสดงที่หลากหลายเพื่อทดสอบประสิทธิภาพโรงละคร เช่น ดนตรีสากล ดนตรีไทย ละครเรื่องผู้ชนะสิบทิศ และโขน ชุด ‘เกสรทมาลาพลีชีวัน’

โรงละครแห่งชาติโฉมใหม่กำลังเตรียมจะ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ จัดทำโปรแกรมการแสดงล่วงหน้าไว้สำหรับ 3 เดือนแรกเรียบร้อยแล้ว เพื่อกลับมามอบความสุขให้กับประชาชนอีกครั้ง

เปิดบรรยากาศการแสดงโขนรอบทดสอบระบบ "โรงละครแห่งชาติ" รอบแรก ไชยวัฒน์ ธรรมวิชัย นักแสดงโขนผู้รับบทเกสรทมาลา

ขณะที่ ไชยวัฒน์ ธรรมวิชัย นักแสดงโขน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ผู้รับบทเกสรทมาลา กล่าวว่า ไม่ได้แสดงที่โรงละครแห่งชาติมาประมาณ 3 ปี ปกติรับบทโขนลิงเป็นหลัก เช่น หนุมาน องคต และลิงในกลุ่มสิบแปดมงกุฎ แม้บรรยากาศจะยังเหมือนเดิม แต่มีการ พัฒนาระบบแสง สี เสียง และฉาก ให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้การแสดงเข้าถึงยุคสมัยใหม่และช่วยให้ผู้ชมเข้าใจบริบทของการแสดงโขนได้ง่ายขึ้น และดีใจที่ในการเปิดโรงละครครั้งนี้ยังเห็นว่าผู้ชมมีความสนใจและร่วมกันอนุรักษ์การแสดงโขนกันอยู่