ปัจจุบันปฏิทินไทยกำหนดให้วันที่ 13 - 15 เมษายนของทุกปี เป็น เทศกาลสงกรานต์ หรือ ‘ประเพณีสงกรานต์’ พิธีกรรมเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ใช้ 'น้ำ' เป็นหลัก เพื่อผ่อนคลายความร้อน ได้แก่ รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ สรงน้ำพระพุทธรูป เจดียสถาน พระสงฆ์ รดน้ำให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น รดน้ำอัฐิแสดงความรำลึกถึงบรรพบุรุษ
ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มีพัฒนาการ และแนวโน้มคลาดเคลื่อนไป โดยมุ่งแสดงความหมายเป็นแต่เพียงกิจกรรมเล่นน้ำ อาจทำให้ประเพณีที่ดีงามของไทยเสื่อมคลายความหมายที่แท้จริง
กระทรวงวัฒนธรรม โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ตระหนักถึงความสำคัญของการสืบต่อองค์ความรู้อันเป็นรากฐานวัฒนธรรมดั้งเดิม และเพื่อผดุงความรู้มรดกทางวัฒนธรรมเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ จึงได้จัดกิจกรรม สรงน้ำพระธาตุ - เทวดานพเคราะห์ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยสิริมงคลตามแบบแผนประเพณีที่ดีงามให้รื่นรมย์ตลอดปี 2569
สรงน้ำพระธาตุ 23 องค์
การสรงน้ำพระธาตุ หมายถึง การสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ เปรียบเสมือนการได้สรงน้ำและเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย เชื่อว่าจะนำความโชคดี ความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขมาสู่ชีวิตผู้สักการะ
พระธาตุ ที่กรมศิลปากรนำออกให้ประชาชนสรงน้ำเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มีจำนวน 23 องค์ ประดิษฐานอยู่ภายใน พระกรัณฑ์ทองคำลงยา ภาชนะทองคำทรงโกศยอดปริก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 เซนติเมตร สูง 3.5 เซนติเมตร
เดิมที พระกรัณฑ์องค์นี้อยู่ในก้านพระรัศมีของพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน
ความเป็นมาของ พระธาตุ 23 องค์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด อาจประดิษฐานไว้ในพระเศียรพระพุทธสิหิงค์มาก่อน แล้วจึงมีการสร้างพระกรัณฑ์ทองคำลงยาถวายภายหลัง หรือเป็นการประดิษฐานในภายหลังทั้งหมดก็เป็นได้
งานศิลปกรรมช่างไทย ‘การจำหลักลายแล้วลงยาสี’ ที่รู้จักกันในชื่อ การลงยา ปรากฏหลักฐานการใช้งานมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เนื่องจากลวดลายที่ปรากฏบนพระกรัณฑ์องค์นี้รวมทั้งสีและเทคนิคในการลงยา สันนิษฐานว่าทำขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
โครงการสืบสานมรดกธรรมแห่งพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และอัฐิธาตุ บูรพาจารย์วัดป่ากัมมัฏฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต โดย วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ระบุ คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ดังนี้
นโม วิมุตตาน นโม วิมุตติยา
มหิทธิเทวาภิรตา สมนฺตโต
พหุชฺชนตฺถาย ปติฏฺฐิตา สทา
ทยาลุพุทฺธาน นมามิ ธาตุโย
คำแปล : ขอความนอบน้อมจงมีแด่ผู้หลุดพ้นแล้วทั้งหลาย ขอความนอบน้อมจงมีแด่วิมุตติธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วคือพระนิพพาน ข้าพเจ้าขอนมัสการพระบรมธาตุและพระธาตุของเหล่าท่านผู้ตื่นแล้ว เปี่ยมล้นด้วยความกรุณา อันเทวดาผู้มีฤทธิ์มากยินดียิ่งโดยรอบ ซึ่งประดิษฐานไว้ด้วยดี เพื่อประโยชน์แก่ชนทั้งหลายสืบไป
เทวดานพเคราะห์ 9 พระองค์
เทวดานพเคราะห์ คือ เทวดา 9 องค์ ผู้ครองเรือนชะตาของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดจนตายตามความเชื่อโบราณ มีต้นกำเนิดมาจาก โหราศาสตร์ฮินดู ที่นับถือ ‘พระอาทิตย์’ ซึ่งมีบริวารอีก 8 องค์ ได้แก่ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระเสาร์ พระพฤหัสบดี พระราหู พระศุกร์ และ พระเกตุ ที่ให้โทษหรือสร้างอุปสรรคให้กับมนุษย์มากกว่าจะให้คุณ จึงต้องมีผู้ควบคุมอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ พระคเณศ เทพผู้เป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งมวล
แต่ใน คติความเชื่อของไทย กล่าวว่า เทวดานพเคราะห์ กำเนิดมาจาก ‘พระอิศวร’ สร้างขึ้นมา ลักษณะที่ปรากฏจึงแตกต่างจากคติความเชื่อของฮินดู และมีความเชื่อมโยงทางคติความเชื่อทางพุทธศาสนามากกว่าศาสนาฮินดู
เทวดาแต่ละองค์มี เลขกำลังพระเคราะห์ มักใช้เป็นจำนวนครั้งในการทำกิจกรรมในวันนั้นๆ เช่น จำนวนจบของการสวดมนต์บูชาพระประจำวันเกิด และการตั้งชื่อมงคล
สำหรับ ประติมากรรมเทวดานพเคราะห์ ที่กรมศิลปากรนำออกให้ประชาชนสรงน้ำชุดนี้ หล่อขึ้นตามแบบเทพนพเคราะห์ของไทย มีลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกับภาพเทวรูปใน สมุดไทย หมวดตำราภาพเทวรูปไสยาศาสตร์ เล่มที่ 70 สำนักหอสมุดแห่งชาติ ที่สันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบของเจ้าฟ้าอิศราพงศ์ และคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมเทพบนบานประตูหน้าต่างด้านในของพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ทรงร่วมในการควบคุมการก่อสร้างเช่นกัน
ความพิเศษของประติมากรรมชุดนี้ คือ สามารถถ่ายทอดรูปแบบของเทพนพเคราะห์ให้ออกมาเป็นประติมากรรมแบบลอยตัว แสดงท่าทาง และลักษณะของเทพนพเคราะห์ได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวา โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ และลักษณะของเทพแต่ละองค์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
สันนิษฐานว่าน่าจะหล่อขึ้นในราวรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา โดยเปรียบเทียบลักษณะประติมานวิทยากับภาพในสมุดไทย และรูปสัตว์ที่มีความเหมือนจริงเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะวันตก
เทวดานพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทวดานพเคราะห์ทั้งปวง พระอิศวรทรงใช้ราชสีห์ 6 ตัว ป่นเป็นผง ห่อด้วยผ้าสีแดง พรมด้วยน้ำอมฤต ก่อเกิดเป็น พระอาทิตย์ เทพบุรุษผิวกายสีแดง ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘บาปเคราะห์’ มักมีอารมณ์รุนแรง ตัดสินใจไว เฉียบขาด รักอิสระ แต่ซื่อสัตย์
- เป็นมิตรกับพระพฤหัสบดี เป็นศัตรูกับพระอังคาร
- สัญลักษณ์เลข 1 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 6
พระอิศวรทรงสร้างจากเทพธิดา 15 นาง บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีขาวนวล พรมด้วยน้ำอมฤต ได้เป็น พระจันทร์ เทพบุรุษรูปงาม ผิวกายสีขาวนวล ทรงอาชา (ม้า) เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออก เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘ศุภเคราะห์’ มีอารมณ์อ่อนโยน เพ้อฝัน รวนเร อาจมีเล่ห์เหลี่ยมมาก
- เป็นมิตรกับพระพุธ เป็นศัตรูกับพระพฤหัสบดี
- สัญลักษณ์เลข 2 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 15
พระอิศวรทรงสร้างจากกระบือ 8 ตัว บดป่นเป็นผง ห่อด้วยผ้าสีชมพูหม่น พรมด้วยน้ำอมฤต เสกเป็น พระอังคาร เทพผิวสีทองแดง ทรงกระบือเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘บาปเคราะห์’ มีอารมณ์มุทะลุ ตึงตัง ชอบใช้กำลัง ใจร้อน
- เป็นมิตรกับพระศุกร์ เป็นศัตรูกับพระอาทิตย์
- สัญลักษณ์เลข 3 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 8
พระอิศวรทรงใช้ช้าง 17 เชือก บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีเขียวใบไม้ พรมด้วยน้ำอมฤต ได้ พระพุธ เทพผิวกายสีเขียว ทรงช้างเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศใต้ เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘ศุภเคราะห์’ ชอบพูดชอบเจรจา สุขุมรอบคอบ แต่ตื่นกลัวง่าย
- เป็นมิตรกับพระจันทร์ เป็นศัตรูกับพระราหู
- สัญลักษณ์เลข 4 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 17
พระอิศวรทรงสร้างจากฤษี 19 ตน บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีส้มแดง พรมด้วยน้ำอมฤต ได้เป็น พระพฤหัสบดี ผิวกายสีส้มแดง ทรงกวางเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันตก เป็นครูของเทพทั้งหลาย จึงนิยมทำพิธีไหว้ครูในวันพฤหัสบดี เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘ศุภเคราะห์’ มักทำอะไรด้วยความระมัดระวัง สุขุม รอบคอบ เมตตาปรานีต่อผู้อื่น
- เป็นมิตรกับพระอาทิตย์ เป็นศัตรูกับพระจันทร์
- สัญลักษณ์เลข 5 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 19
พระอิศวรทรงสร้างจากโค 21 ตัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีฟ้าอ่อน พรมด้วยน้ำอมฤต ได้ พระศุกร์ เทพผิวกายสีฟ้า ทรงโคเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศเหนือ ได้รับการยกย่องเป็นครูของเหล่ายักษ์ เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘ศุภเคราะห์’ กิริยาน่ารัก อ่อนหวาน ชอบงานศิลปะทุกประเภท
- เป็นมิตรกับพระอังคาร เป็นศัตรูกับพระเสาร์
- สัญลักษณ์เลข 6 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 21
พระอิศวรทรงสร้างจากเสือ 10 ตัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีดำ พรมด้วยน้ำอมฤต ได้เป็น พระเสาร์ ผิวกายดำคล้ำ ทรงเสือเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘บาปเคราะห์’ มีกิริยาดุดัน แข็งแรง กล้าได้กล้าเสีย บุคลิกเคร่งขรึม
- เป็นมิตรกับพระราหู เป็นศัตรูกับพระศุกร์
- สัญลักษณ์เลข 7 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 10
พระอิศวรทรงสร้างจากหัวกะโหลก 12 หัว (บางตำราว่าผีโขมด 12 ตัว) บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง พรมด้วยน้ำอมฤต ได้เป็น พระราหู กายสีนิลออกไปทางทองแดง ทรงครุฑเป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตก เป็นเทพนพเคราะห์ประเภท ‘บาปเคราะห์’ ให้ผลในทาง ลุ่มหลงมัวเมา
- เป็นมิตรกับพระเสาร์ เป็นศัตรูกับพระพุธ
- สัญลักษณ์เลข 8 มีกำลังพระเคราะห์เป็น 12
พระอิศวรทรงสร้างจากพญานาค 9 ตัว เสกให้เป็น พระเกตุ กายสีทองคำ ทรงนาคเป็นพาหนะ มีวิมานสีดอกบุษบา (สีเปลวไฟ)
บ้างว่าพระเกตุเกิดจากส่วนหางของ ‘พระราหู’ ซึ่งขโมยดื่มน้ำอมฤต พระอินทร์โกรธจึงขว้างจักรตัดเอวขาด ด้วยอำนาจแห่งน้ำอมฤตทำให้พระราหูไม่ตาย หางที่ขาดนั้นกลายเป็นพระเกตุ ซึ่งจะไม่เสวยอายุโดยตรง แต่จะเข้าแทรกเพื่อบรรเทาเรื่องร้ายและส่งเสริมในเรื่องดี สัญลักษณ์คือเลข 9
ตลาดใครใคร่ค้าม้าค้า
เนื่องใน ประเพณีสงกรานต์ 2569 กรมศิลปากรจัดให้ สรงน้ำพระธาตุ - เทวดานพเคราะห์ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ วันที่ 12-14 เมษายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น.
ภายในงานยังมีตลาดศิลปหัตถกรรม MU X CRAFTS: ใครใคร่ค้าม้าค้า ภายใต้ธีมนักษัตรปีม้า แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- ม้ากับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ศิลปินนำมาเป็นแรงบันดาลใจผสานบุคลิกของตนเองสร้างสรรค์เป็นสติกเกอร์ โปสการ์ด และอาร์ตทอย อาทิ แก้วหน้าม้า - นิทานพื้นบ้านไทย, ม้าสีหมอก - ม้าในวรรณกรรมไทยชื่อดัง ขุนช้างขุนแผน, ม้านิลมังกร - สัตว์ประหลาดในวรรณคดีไทยเรื่อง พระอภัยมณี, ม้าเซ็กเทา - สุดยอดอาชาเลือด ขนสีแดงราวถ่านเพลิง วิ่งเร็วได้วันละพันลี้ ปรากฏตัวในนิยายอิงประวัติศาสตร์ สามก๊ก
- จัดแสดงของสะสมวินเทจเกี่ยวกับม้า
- การออกร้านจำหน่ายสินค้างานฝีมือเชิงศิลปหัตถกรรม 25 ร้านค้า





