นอกจากให้บริการและส่งเสริมการอ่าน ศึกษา ค้นคว้าและวิจัยแก่ประชาชน หอสมุดแห่งชาติ หน่วยงานภายใต้การกำกับของ 'กรมศิลปากร' ยังมีหน้าที่หลักในการสะสมและจัดเก็บ มรดกภูมิปัญญาชาติ หรือทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ
เนื่องในวาระ 120 ปี แห่งการสถาปนาหอสมุดแห่งชาติ ‘สำนักหอสมุดแห่งชาติ’ จัดนิทรรศการพิเศษ “12 ทศวรรษ หอสมุดแห่งชาติ บันทึกความทรงจำผ่านกาลเวลา” จัดแสดง วัตถุชิ้นเอก และ เอกสารล้ำค่าที่หาชมได้ยาก ณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ระหว่างวันที่ 25-26 มีนาคม 2569
ตู้ลายทองแห่งปัญญา
หนึ่งในวัตถุชิ้นเอกหรือมรดกภูมิปัญญาชาติที่จัดเก็บอยู่ใน ‘หอสมุดแห่งชาติ’ คือ ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ตู้ไม้ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับเก็บรักษาพระคัมภีร์และหนังสือทางศาสนา เช่น คัมภีร์ใบลานที่จารึกพระไตรปิฎก และสมุดไทยที่บันทึกเรื่องพระมาลัยหรือคำสวดต่างๆ เป็นมรดกทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าของไทย
“ตู้พระธรรมลายรดน้ำทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นลักษณะทางศิลปะและการออกแบบโดยเฉพาะของไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยในการกระจายน้ำหนัก เพื่อให้ตู้รับน้ำหนักได้ดี” ศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ หอสมุดแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’
หอสมุดแห่งชาติเก็บรักษา ‘ตู้พระธรรมลายรดน้ำ’ จำนวน 406 ตู้ ครอบคลุมตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ ส่วนหนึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ที่ ‘ตึกแดง’ ติดกับอาคารกรมศิลปากร
ลายรดน้ำ เป็นงานประณีตศิลป์ของไทยรูปแบบหนึ่ง จัดอยู่ในงานจิตรกรรมประเภทสีเอกรงค์ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย คือการเขียนลวดลายลงบนพื้นรัก ปิดด้วยทองคำเปลวแล้วรดด้วยน้ำให้ปรากฏเป็นลวดลาย ประหนึ่งลายทองที่รดด้วยน้ำ จึงเรียกกันลำลองอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ตู้ลายทอง’
ศิวพรกล่าวว่า ศิลปะตู้ลายทองในแต่ละสมัยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถสังเกตได้จากทั้งลักษณะของลวดลาย การวางองค์ประกอบ และรูปแบบของขาตู้
“ลวดลายในสมัยอยุธยามีความอ่อนช้อยและพลิ้วไหวมากกว่าสมัยอื่น ช่างเขียนวาดภาพตามความรู้สึกอิสระ ทำให้ลวดลายในแต่ละจุดอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด พบการใช้ขาตู้ที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่น ปากสิงห์ ซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
สมัยรัตนโกสินทร์ ลวดลายมีความเป็นระเบียบและมีแบบแผนชัดเจนกว่า ช่างจะพยายามวาดลวดลายให้เต็มเนื้อที่มากที่สุดเพราะเสียดายพื้นที่ในการลงทอง ขาตู้มีความนิยมเฉพาะตัวคือ ‘เท้าคู้’ (ลักษณะขาโค้งเข้าหากัน) และ ‘เท้าสิงห์’ ซึ่งบางครั้งจะมีลักษณะเป็นเท้าสิงโตเหยียบบนลูกแก้ว”
จุดร่วมที่เหมือนกันในทุกสมัยคือเรื่องราวของลวดลายที่ปรากฏบนตู้ลายทองมักเป็นเรื่องรามเกียรติ์, พุทธประวัติ, ทศชาติชาดก และเทพทวารบาล ซึ่งทำหน้าที่รักษาพระคัมภีร์ตามความเชื่อทางศาสนา
อีกส่วนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจจาก ‘ธรรมชาติ’ ลวดลายไทยมักเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ลายกนกที่มีภาพนกหรือกระรอกแฝง เรียกลาย ‘กนกเคล้าภาพ’ หรือลายนาคคาบและครุฑคาบ
ภายในตู้มักแบ่งเป็น 3 ชั้น เพื่อวางพระธรรมตามลำดับความสำคัญ คือ ชั้นบนสุดวางพระอภิธรรม รองลงมาคือพระสุตตันตปิฎก และล่างสุดคือพระวินัย
การสร้างตู้พระธรรม แฝงไปด้วยคติความเชื่อเรื่องอานิสงส์ให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นผู้มีสติปัญญา โดยเปรียบเปรยกับเรื่องราวของ พระสารีบุตร (อัครสาวกเบื้องขวาผู้เลิศทางปัญญา) ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นชายยากจนที่บริจาคเงินจำนวนน้อยเพื่อสร้างพระคัมภีร์ จนส่งผลให้ได้เป็นผู้ที่มีปัญญามากในชาติที่พบพระพุทธเจ้าสมณโคดม
ศิวพรกล่าวด้วยว่า ตู้ลายทองเหล่านี้มีที่มาจากสองแหล่งหลัก คือ สมบัติเดิมในพระบรมมหาราชวัง และจาก วัดต่างๆ
“การนำตู้ลายทองมาใช้เก็บหนังสือเริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีพระราชดำรัสกับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้ใช้ตู้เหล่านี้ใส่หนังสือของ ‘หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร’ เดิมตั้งอยู่ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในเขตพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อมีจำนวนหนังสือมากขึ้น จึงมีการจัดหาตู้มาเพิ่ม โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงไปตรวจราชการที่จังหวัดธนบุรีและพบตู้ลายทองถูกทิ้งไว้ตามวัดต่างๆ จึงมีดำริให้นำมาซ่อมแซมและจัดแสดง
เมื่อพระภิกษุที่เข้ามาในพระบรมมหาราชวังได้เห็นว่าตู้เหล่านี้ได้รับการดูแลรักษาและทำความสะอาดอย่างดี จึงเริ่มมีวัดต่างๆ นำตู้มามอบให้หอพระสมุดฯ เพิ่มเติม”
จาก ‘บางกอกรีคอร์เดอร์’ ถึง ‘ดรุโณวาท’ จุดเริ่มต้นสื่อไทย
หนังสือพิมพ์ที่เก่าที่สุดที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ใน ‘ห้องบริการวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา’ ขณะนี้ คือ หนังสือจดหมายเหตุบางกอก (Bangkok Recorder) Vol.1 เล่ม 1 ตีพิมพ์วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1865 (หรือพ.ศ.2408) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4
บางกอกรีคอร์เดอร์ ได้ชื่อว่าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2387 ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มีนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dr.Dan Beach Bradley) หรือ ‘หมอบรัดเลย์’ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันเป็นบรรณาธิการ
เนื้อหาเป็นการบันทึกข่าวสาร เหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ การแพทย์และการสาธารณสุข เป็นต้น
แต่ยกเลิกไปในเดือนตุลาคม พ.ศ.2388 จากนั้นกลับมาฟื้นฟูในสมัยรัชกาลที่ 4 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2408 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2410
ยกตัวอย่างข้อความที่ตีพิมพ์ฉบับวันที่ 16 มีนาคม 1865 สำนวนและตัวสะกดจาก “เรื่องเมืองอะเมริกา” เป็นดังนี้
“เขาได้ว่าโลกย์นี้ไม่แบนเหมือนคนทั้งปวงได้คิดแต่ก่อน, แต่เขาได้ว่าโลกย์นี้เปนกลมเหมือนลูกส้ม. แลเขาได้ว่าโลกย์นี้ได้เดินเวียนรอบพระอาทิตย์, แลเมื่อโลกย์หมุนนั้น, เหตุที่จะสำแดงกลางวันแลกลางคืน. คำสอนนั้นครูสาศนาได้ติเตียนว่าหาถูกไม่, เขาสอนว่าได้เดินกำปั่นไปข้างตวันตก, แลภบเมืองช้างทิศตวันออกก็ได้...”
นอกจากนี้ยังมี หนังสือจดหมายเหตุฉบับแรกที่ดำเนินการโดยคนไทย นั่นก็คือ ดรุโณวาท เริ่มออกฉบับแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม พ.ศ.2417 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5
ชื่อหนังสือมีความหมายว่า “โอวาทหรือคำสอนของคนหนุ่ม” พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ทรงเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ โดยมีคำขยายเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์เป็นสำนวนและตัวสะกดดังนี้
“เปนหนังสือจดหมายเหตุรวบรวมข่าวในกรุงแลต่างประเทศ แลหนังสือวิชาการช่างต่างๆ ภอเปนที่ประดับปัญญาคนหนุ่ม ตีพิมพ์ออกอังคารละหน”
ตัวอักษรหัวหนังสือที่ปรากฎเป็นภาพลายเส้นการ์ตูนรูป เด็กผมจุก จำนวน 15 คน ในอิริยาบทต่างๆ ร้อยเรียงเป็นตัวอักษรภาษาไทย นับเป็น อักษรประดิษฐ์ ที่ปรากฏเป็นครั้งแรกบนหนังสือพิมพ์ของไทย
เนื้อหามีทั้งสารคดีและบันเทิงคดี มีสาระทันสมัย แสดงความสามารถและสติปัญญาของคนหนุ่มรุ่นใหม่ในยุคนั้น แต่ตีพิมพ์ได้เพียงปีเดียวก็เลิกกิจการ
ภายในห้องบริการส่วนนี้ยังเก็บรักษาเอกสารเก่าแก่อีกมาก เช่น หนังสือพิมพ์ไทย (พ.ศ. 2453), วารสารดุสิตสมิต ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นวารสารที่จำลองการปกครองในสมัยนั้น และ วารสารฉบับปฐมฤกษ์ อาทิ ภาพแฟชั่น, รจนา, ครูไทย, อนุสาร อ.ส.ท.
อรวรรณ เจริญกูล บรรณารักษ์ชำนาญการ ห้องบริการวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา หอสมุดแห่งชาติ กล่าวว่า เอกสารเหล่านี้มีการเย็บเล่มและเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิเพื่อป้องกันความเสียหาย พื้นที่จัดเก็บเป็นระบบชั้นปิด (Closed Stack) ผู้ใช้บริการสามารถเดินดูได้เฉพาะในส่วนจัดแสดงด้านหน้า หากต้องการศึกษาต้นฉบับต้องกรอกแบบฟอร์มเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปหยิบออกมาให้
ส่อง ‘บรรณสิทธิ์’ และรสนิยมการอ่านเจ้านายไทยในอดีต
ที่ ‘ห้องหนังสือหายาก’ เน้นการจัดเก็บและอนุรักษ์ หนังสือหายาก รวมถึงคอลเลคชั่น หนังสือส่วนพระองค์ ของเจ้านายในอดีตทรงมอบให้แก่หอสมุดแห่งชาติ ย้อนไปตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในงานมีการจัดแสดง หนังสือส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 3 เป็นวรรณกรรมภาษาสันสกฤตปกสีแดงเล่มใหญ่ ตีพิมพ์ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งเวลานั้นรุ่งเรืองด้านการพิมพ์, วรรณกรรม สกุนตลา ฉบับภาษาอังกฤษ พิมพ์ปี 1855 แปลจากภาษาสันสกฤตโดย Monier Williams, หนังสือที่พิมพ์ในยุคแรกจาก โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ เช่น คัมภีร์ครรภ์ทรักษา
การได้ชมหนังสือส่วนพระองค์ยังมีโอกาสให้เราได้เห็น บรรณสิทธิ์ (Bookplate) หรือตราประจำตัวเจ้าของหนังสือที่สวยงามประดับอยู่อีกด้วย
บรรณสิทธิ์ รัชกาลที่ 6
บรรณสิทธิ์ของรัชกาลที่ 5 เป็นรูปตราแผ่นดิน บรรณสิทธิ์ของรัชกาลที่ 6 ประกอบด้วยรูปวชิราวุธเปล่งรัศมีประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า มีฉัตรบริวารคู่ และอักษรการออกพระนาม ‘สมเด็จพระรามาธิบดีศรัสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม
ขณะที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงออกแบบบรรณสิทธิ์ประจำพระองค์ไว้อย่างงดงาม มองเผินๆ คล้ายรูปร่างมนุษย์เขียนแบบการ์ตูน แต่สามารถอ่านได้ว่า “กิติยากรวรลักษณ์”
เนื่องจากพระนามเดิมของพระองค์คือ ‘พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์’ ต้นราชสกุลกิติยากร โดยทรงเป็นพระอัยกาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
หนังสือที่กรมพระจันทบุรีนฤนาถทรงมอบให้ ‘หอสมุดแห่งชาติ’ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ สันสกฤต (อักษรเทวนาครี) และภาษามอญ มักเป็นคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูและวรรณคดี เนื่องจากทรงเป็นนักภาษาศาสตร์
มัทนะพาธา ฉบับพิมพ์ครั้งแรก: ยอดวรรณคดี - ภาพประกอบล้ำค่าหาชมยาก
เก็บไว้ใน ‘ห้องหนังสือหายาก’ อีกเล่มคือ หนังสือบทละครพูดคำฉันท์เรื่อง มัทนะพาธา ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2466
ฉบับที่ปรากฏในหอสมุดแห่งชาติเป็นฉบับ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2467 ทรงระบุนามผู้ประพันธ์ไว้ในหน้าหนังสือว่า ‘สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ ทรงพระราชนิพนธ์’
หน้าปกเป็นลายเส้นรูปกุหลาบดอกใหญ่ เขียนคล้ายลายรดน้ำ ไม่ปรากฏชื่อเรื่องบนหน้าปก รัชกาลที่ 6 ทรงมอบหมายให้ จางวางตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) เป็นผู้เขียนภาพประกอบเรื่อง
โดยทรงบันทึกไว้ในหนังสือว่า “เขียนภาพขึ้นเพื่อสอดไว้ในที่อันควร” ปรากฏดังคำบรรยายภาพ เช่น จิตรถนำรูปนางต่างๆ ถวายสุเทษณ์, ท้าวชัยเสนกับนางมัทนาแสดงความเสน่หาต่อกัน พระนางจัณฑีตามไปหึง, มัทนาวิงวอนสุเทษณ์ขอให้ช่วย, แห่ดอกกุหลาบกลับจากดง
มัทนะพาธา ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเล่มนี้ หลวงดรุณกิจวิทูร เป็นผู้มอบให้หอสมุดแห่งชาติ
วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการยกย่องจาก ‘วรรณคดีสโมสร’ ว่าเป็น ยอดบทละครพูดคำฉันท์ และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน





