ตำนานของดินแดนทางเหนือของไทยมีเรื่องเล่าว่า ‘พระยาโจรณี’ พบกวางทองคำเดินอยู่ในป่า ด้วยความงดงามที่หาได้ยากยิ่ง ปรารถนาจะนำมาไว้ในอุทยานส่วนตัว จึงมอบหมายภารกิจสำคัญแก่ ‘เจ้าสุวรรณคำแดง’ ผู้เป็นบุตรชาย ให้ระดมไพร่พลออกไล่จับกวางตัวนี้มาให้ได้
เมื่อเจ้าสุวรรณคำแดงและกองทัพไล่ตามกวางทองคำมาจนถึง ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ กวางทองคำได้หายตัวไป
แต่เจ้าสุวรรณคำแดงกลับพบ ‘บึงบัว’ ที่มีลักษณะพิเศษ คือมีบัว 7 กอ แต่ละกอมีดอกบานลดหลั่นกันไปตั้งแต่ 7 ดอกไปจนถึง 1 ดอก
ฤาษีในบริเวณนั้นตีความว่า นี่คือนิมิตหมายอันดีของการสร้างบ้านเมือง ณ ที่นี้ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เช่น ปลูกข้าวเพียง 7 ครั้ง แต่เลี้ยงคนได้นานถึง 7 ปี
เจ้าสุวรรณคำแดงตัดสินใจตั้งรกรากในพื้นที่นี้ไม่กลับเมืองเดิม ก่อนตั้งชื่อเมือง ได้มีการทำพิธีพยากรณ์โดยนำ ‘เตียงหิน’ ของตนเองมาชั่งน้ำหนัก ปรากฏเป็นตัวเลขในภาษาโบราณที่ใช้ในขณะนั้น (คล้ายบาลี) เป็นที่มาของชื่อ “ล้านนา” ในเวลาต่อมา
เจ้าสุวรรณคำแดงจึงมีฐานะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองล้านนา ขานพระนามว่า ‘เจ้าหลวงคำแดง’ และนี่คือปฐมบทแห่งการตั้งเมืองเชียงใหม่
จากตำนานดังกล่าว สวัชโรกร วรรณศร ศิลปินรุ่นใหม่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน ประติมากรรมกวางทองคำ ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า ทลายคำ (ภาษาล้านนาดั้งเดิม) ทำจากวัสดุทองเหลือง จัดแสดงในนิทรรศการ Roots & Rituals ที่ AGNI (Art Gallery & Next Ideas) หรือ ‘อัคนี่ แกลลอรี’ แกลลอรีศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯ
สวัชโรกร วรรณศร เป็นศิลปินเชื้อสายผสม มารดาเป็นชาวไทใหญ่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2510 - 2520 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลต่างด้าวในปี พ.ศ.2530 บิดาเป็นชาวล้านนา (เชียงใหม่)
หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิชาเอกภาพพิมพ์) เมื่อปี พ.ศ. 2561
ความแตกต่างที่หลากหลายในครอบครัวกลายเป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทำให้เขาชอบตั้งคำถามและนำเสนอเรื่อง “การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่างกัน” ในงานศิลปะ
สวัชโรกรยังสนใจนำ เทคโนโลยี มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงานศิลปะเพื่อสื่อความหมายใหม่ เช่น ใช้ 3D Printing สร้างประติมากรรมหินงอกประกอบผลงาน Liberation Drum (เสียงกลองที่ดังออกมาจากถ้ำหลวงเชียงดาวในวันพระ) เพราะเขามองว่า กระบวนการพิมพ์แบบ 3 มิติ (การฉีดพลาสติกทีละชั้น) มีความคล้ายคลึงกับการก่อตัวของหินงอกในธรรมชาติที่แร่ธาตุค่อยๆ ทับถมกัน
ในนิทรรศการนี้ สวัชโรกรยังจัดแสดงประติมากรรม เตียงนอนเจ้าหลวงคำแดง ศิลปินตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า Call me by the Weight โดยจำลองรูปลักษณ์มาจาก ‘เตียงหิน’ ตามตำนานที่ปรากฏในหนังสือ ‘ประชุมตำนานล้านนาไทย’ ของอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ จัดวางไว้ที่ด้านหน้าของ ภาพจิตรกรรมผีอ้าปาก ที่มีแสงสว่างออกมาจากปาก สะท้อนข้อจำกัดของมนุษย์ด้านการสื่อสาร
“แม้สรรพสิ่งเหล่านั้นกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างออกมา แต่ด้วย ภาวะวิทยา (Ontology) ของมนุษย์ในปัจจุบัน เราไม่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ แสงที่ออกปากจึงเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่เราเห็นแต่ไม่รู้ความหมาย” ศิลปินกล่าว
นิทรรศการ Roots & Rituals ยังจัดแสดงผลงานศิลปะของ Dishon Yuldash ศิลปินหญิงชาวอุซเบกิสถาน ถ่ายทอดประเด็นเรื่องความทรงจำและการเปลี่ยนแปลงผ่านประติมากรรมที่มีรูปทรงเรียบลื่น ไหลต่อเนื่อง และตอบสนองต่อแสงรวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ชม
Dishon Yuldash สำเร็จการศึกษาจาก Joseph Bakstein Institute of Contemporary Art ในนครมอสโก เป็นผู้ก่อตั้งแกลเลอรีไม่แสวงหาผลกำไร ISSMAG และแพลตฟอร์ม Prolog.Vision
ติดตามชมผลงานศิลปะอีกหลายชิ้นของ สวัชโรกร วรรณศร ที่นำแบบแผนและความเชื่อในวัฒนธรรมภาคเหนือของไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในนิทรรศการ Roots & Rituals และผลงานต่างวัฒนธรรมของ Dishon Yuldash ได้ตั้งแต่วันนี้-17 มีนาคม 2569
หมายเหตุ : AGNI Gallery เลขที่ 15/2 ชั้น 6 ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ (BTS เพลินจิต) เข้าชมฟรี





