รักแรกเริ่ม - มิตรภาพ - แบ่งปันความสว่างไสวร่วมกัน “นิทรรศการหมื่นมิ่งมงคลชัย สายสัมพันธ์นิรันดร์“ บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เฉลิมฉลอง 50 ปี สถาปนาสัมพันธ์การทูตไทยจีน
ณ พระที่นั่งเหวินฮวา ในพิพิธภัณฑ์กู้กง พระราชวังโบราณของกรุงปักกิ่ง มีนิทรรศการพิเศษระหว่างไทย-จีนจัดแสดง เหมือนย้อนรอยไป สัมผัสคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เพื่อมองอนาคตไทย - จีน ร่วมกัน ซึ่งได้นําเสนอสายสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนยาวนานกว่าพันปี ในมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม และค่านิยม ผ่านโบราณวัตถุ และศิลปะวัตถุชิ้นสําคัญ 219 รายการ มีฝ่าย ไทยนํามาแสดง 117 รายการ และฝ่ายจีนจัดแสดง 78 รายการ
“นิตยา กนกมงคล” ผู้อํานวยการสํานักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้เล่าถึงเกร็ดเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ พร้อมกับคําอธิบายในแต่ละชิ้น งานโบราณวัตถุที่นํามาจัดแสดงน่าทึ่งมากเลยทีเดียว
ผอ.นิตยา กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า เป็นโบราณระดับชาติของประเทศไทยก็คือ สําคัญทุกชิ้น เป็นมาสเตอร์พีช เป็นมรดกที่มีคุณค่าของไทย เพราะเป็นทรัพย์สินของประเทศ
“เราพบหลักฐาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงสมัยที่เปรียบเป็น รักแรกเริ่ม ของจีน-ไทย ตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย ซึ่งเป็นเวลาตรงกับจีน ในช่วงเวลาที่เขาออกเดินทางไปค้าขายกับตะวันตก ที่รู้จักกันว่า เส้นทางสายแพรใหม่ ซึ่ง เส้นทางนี้เอง นําพาศาสนาพุทธ การค้าขายระหว่างภูมิภาคเข้า มาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน” ผอ.นิตยาระบุ
นิทรรศการนี้ นําเสนอเนื้อหา 4 ส่วนหลักได้แก่ พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ของประเทศ ไทย และการติดต่อกันระหว่างไทยกับ จีน ความเชื่อและศาสนาของคนไทย ศิลปะในราชสำนักที่ล้ำค่าหาชมได้ยาก ศิลปกรรมไทยและประเพณีไทยในปัจจุบัน
ผอ.นิตยา กล่าวว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญนั่นคือ "พระสุพรรณบัฏ" เป็นพระราชสารในกักทองคำ คล้ายรูปทรงกระบอกทองคำ ข้างในมีม้วนเป็นแผ่นทองระบุข้อความจารึกของกษัตริย์ ส่งสานสัมพันธ์จักพรรดิจีน
ข้อความระบุถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ไทยและจีน ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเจียชิ่งสืบเนื่องมา และเราได้ส่งพระราชสาส์นสืบต่อกันระหว่างกันมา
“เมื่อกษัตริย์ไทยขึ้นครองราชย์สมบัติใหม่ จะต้องส่งสารไปบอกตามที่เคยมีสัมพันธไมตรีระหว่างกัน เพื่อแสดงถึงยินดีจะสืบสานพระราชไมตรีต่อไป” ผอ.นิตยาระบุ และเสริมว่า นี่เป็นตัวแทนของผลงานศิลปะชั้นสูงของไทย นอกจากสุพรรณบัฏ ยังมีหีบประดับมุขของไทย นำไปร่วมจัดแสดงที่กู้กง
ผอ.นิตยา เล่าว่า นิทรรศการนี้ ยังเป็นการพบปะศิลปะพระราชวังจีนกับพระราชวังไทยได้พบกัน ซึ่งเรานําพระที่นั่งกงไปจัดแสดง โดยเป็นพระที่นั่ง ที่ประทับจําลองที่สร้าง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของประเทศไทย
"พระที่นั่งกง สมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะพระที่นั่ง ตรงพนักหลังเป็นเส้นไม้ไผ่คดโค้ง มีที่มาจากเฟอร์นิเจอร์แบบจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งไทยได้เข้ามาประยุกต์ใช้ และทางจีนเองได้นำฉากหลังที่ประทับของจักรพรรดิเจียชิ่ง จักรพรรดิของจีนนำจัดแสดงคู่กันด้วย เสมือนเป็นการพบกัน ระหว่างสองราชสํานักในนิทรรศการ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ" ผอ.นิตยากล่าว
ที่สำคัญ ยับมีศิลปะวัตถุชิ้นเด่นจากสํานักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรารู้จักกันดี มีการผลิตขึ้นด้วยเครื่องสังคโลก โดยเทคนิค วิธีการผลิตเราเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างสยามกับจีน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ ในมิติทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ หรือเทคนิค Blue and White ที่งดงาม
มาถึงสมัยอยุธยา เราค้าขาย และผูกสัมพันธไมตรี มีเครื่องถ้วย ภาชนะเบญจรงค์ มีแหล่งผลิตและสินค้านําเข้าจากจีน มีทั้งเขียนลวดลายส่งไปให้จีนผลิตและสั่งให้จีนเขียนลายตามออเดอร์ อย่างที่เห็นเครื่องเคลือบลายเบญจรงค์เทพพนม แต่ตาตี่ เพราะช่างเขียนลายชาวจีน ไม่เคยเห็นคนไทย
ในพิพิธภัณฑ์นี้ ยังได้นําพจนานุกรมถือเป็นคู่มือ สําหรับพ่อค้าหรือทูตของจีนเองได้เรียนภาษาไทย ก็เป็นพจนานุกรมภาษาจีน-ไทย เป็นลายมือเขียน โดยถูกนำมาใช้ตั้งแต่เริ่มเจริญสัมพันธไมตรี สมัยอยุธยาเรื่อยมา
ด้านนายกรกช ภารัชสิทธิ์ ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง หนึ่งในคณะผู้จัดนิทรรศการฯ กล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสําคัญที่สองฝ่ายได้เรียนรู้กันและกัน ในเชิงนิทรรศการ คณะภัณฑารักษ์ไทย มาคุยกับภัณฑารักษ์จีน เมื่อครั้งเบื้องต้นพบมีข้อจํากัดบางอย่าง ซึ่งเราอาจไม่ได้คาดมาก่อนคือ ในปักกิ่งเป็นที่ทราบดี อากาศในหน้าหนาวแห้งมาก ความชื้น อากาศน้อยมากๆ ทําให้การจัดแสดงโบราณวัตถุหลายอย่าง ไม่สามารถทำได้ เช่น สิ่งของที่เป็นไม้ หรืออาจเป็นหนัง สิ่งเหล่านี้ มีความเปราะบางต่ออากาศที่แห้ง จีนแนะนําว่า ไม่ควรนําไปจัดแสดง
อีกข้อจํากัดประการหนึ่ง ทําให้เราต้องดูว่า บางอย่างที่เราคิดว่าได้ แต่มีข้อจํากัดของพื้นที่หรือตู้โชว์ภายในอาคารจัดแสดง รวมไปถึงเงื่อนไขเวลา ก็มีความกังวลมาก เพราะโดยทั่วไปการจัดนิทรรศการใหญ่ระดับระหว่างประเทศ จะต้องใช้เวลาเตรียมการประมาณ 2 ปีเป็นอย่างน้อย แต่เมื่อลงมือจริง นิทรรศการนี้ ตั้งแต่เริ่มนำเสนอไอเดียออกไปครั้งแรกไปเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2567 เพียงครึ่งปีก็เริ่มเห็นความชัดเจน จากนั้นลงมือจริงๆ ไม่ถึงหนึ่งปี ทุกฝ่ายทำได้ดีมาก เร่งรัดกระบวนการต่างๆ จนกระทั่ง สามารถ เปิดนิทรรศการได้ภายในวันกำหนด
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จทอด พระเนตรนิทรรศการนี้ เป็นรอบปฐมทัศน์ด้วย ทําให้นิทรรศการนี้ ได้รับการรับรู้เป็นวงกว้างในหมู่ประชาชนจีนจํานวนมาก รวมไปถึงนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มาเยือนปักกิ่ง พบว่า ผลตอบรับเบื้องต้น ก็ถือว่าค่อนข้างดี
นิทรรศการจัดแสดงโบราณวัตถุไทยในจีน รักษามาตรฐานระดับสูงสุด เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กับพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ กรุงปักกิ่ง โดยการริเริ่มประสานงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ไปพร้อมๆกับได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิไทย
อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวัง ในช่วงการจัดแสดงนานเกือบสองเดือน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ซึ่งในประเทศจีน มีวันหยุดต่อเนื่องกัน 9 วัน จะมีคนจํานวนมากได้ไปชมนิทรรศการนี้ ซึ่งจะแสดงไปจนสิ้นสุดในเทศกาลตรุษจีนพอดี โดยการแสดงจะมีไปจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569





