ไม่คาดคิดว่าชมการแสดง โขน แล้ว จะหลั่งน้ำตาไปกับเนื้อหา สมัยเรียนวิชาวรรณคดีไทยต้องอ่านวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ (โขนมักนิยมเล่นเรื่องนี้) ก็สนุกสนานตื่นเต้นไปกับอิทธิฤทธิ์และเค้าโครงเรื่อง ไม่เคยร้องไห้
แต่ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี พ.ศ.2568 เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ เรียกน้ำตาได้ด้วยความตื้นตันใจ
อย่างน้อยชำเลืองไปด้านข้าง ก็เห็นคุณป้าซึ่งไม่รู้จักกัน ประคองนิ้วขึ้นปาดน้ำตาในฉากที่ 6 ขององก์ที่ 1 ก่อนพักครึ่ง ในการแสดงรอบสื่อมวลชน
องก์ที่ 1 ฉากที่ 6 : หิมพานต์อรัญวา
เหตุการณ์บนเวทีในฉากนี้เริ่มด้วยสุครีพกำลังรอนแรมอยู่ในป่าด้วยความโศกเศร้าหลังถูกพาลีขับไล่ออกจากเมือง จนหนุมานมาพบจึงพาไปเฝ้าพระราม พระลักษมณ์
สุครีพกราบทูลเหตุที่ตนถูกขับออกจากเมืองให้พระรามทรงทราบ รวมทั้ง คำสัตย์สาบาน ที่พาลีเคยถวายแด่พระนารายณ์เมื่อครั้งพระอิศวรประทาน ‘นางดารา’ ให้เป็นภรรยาตนโดยฝากใส่ผอบมากับพาลี
เวลานั้น พระนารายณ์ทราบความเจ้าชู้ของพาลี จึงทรงทัดทานพระอิศวร พาลีจึงให้คำสัตย์สาบาน หากตนขาดสัตย์ ขอให้ตายด้วยศรพระนารายณ์
ระหว่างเดินทางออกจากเขาไกรลาส ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พาลีเปิดผอบ เห็นความงามของ ‘นางดารา’ จึงเกี้ยวพาไปเป็นภรรยาตน
สุครีพทูลว่าการเป็นจริงดังพระนารายณ์ทรงทัดทาน พาลีเสียสัตย์สาบาน ควรที่พระองค์จะทรงสังหารพาลีให้สิ้นสุดชีวิตตามสัตยา
พระราม ซึ่งก็คือพระนารายณ์อวตาร ประจักษ์ความ จึงรับปากช่วย โดยให้สุครีพไปหลอกล่อพาลีออกมาต่อสู้ เพื่อจะได้แผลงศรฆ่าพาลี
เรื่องราวของ ‘องก์ที่ 1 ฉากที่ 6’ มีประมาณนี้ แต่ด้วยบทเจรจา บทร้อง และทำนองเพลงไทยเดิมที่คัดสรรมาประกอบกัน หล่อหลอมความรู้สึกแห่งการสำนึกผิด เข้าถึงจิตใจที่ยึดมั่นคำสัตย์แม้ต้องสิ้นชีพ ก็ไม่ยอมอยู่อย่างอับอายโดยแลกกับการลดโทษ การสั่งเสียจากลาที่เต็มไปด้วยคุณธรรมคำสอน
การแสดงเริ่มสะกิดความรู้สึกตั้งแต่ บทเจรจา ระหว่างพระรามและพาลี ดังนี้
พระราม : ดูกรพญาพาลีธิราช ซึ่งท่านประมาทจาบจ้วงล่วงสาบาน จนเสียสัตย์ปฏิญาณก็เพราะหลงใหลในอิสตรี หากท่านนี้ได้สำนึกรู้สึกตน เราก็เห็นว่าเป็นผลควรให้อภัย แต่สัญญาว่าไว้เหมือนรอยลิขิต ดังเอาเหล็กเพชรจารติดกับภูผา ต้องเป็นไปตามสัตยาที่ว่าวอน เอาเถิดเราจะผันผ่อนไว้ชีวิต ขอโลหิตเซ่นพรหมาสตร์เพียงหยาดหยด พอมีแผลปรากฏประจำกาย มิต้องถึงซึ่งวอดวายดังสัญญา
พาลี : ข้าแต่พระองค์ทรงพระกรุณาเป็นมหาศาล แต่ข้าพระบาทบุตรมัฆวานเป็นชาติชาย เมื่อเสียสัตย์นั้นก็หมายชีวิตสิ้น จะอยู่ให้ใครดูหมิ่นหาควรไม่ โลหิตหยดก็เหมือนหมดไปทั้งใจกาย แผลติดตัวก็กลัวอายเสียดายตัว ถึงคราวกรรมเคยทำชั่วขอถวายซึ่งชีวัน ต่อพระทรงสังข์ดังจำนรรจ์ไม่อาลัย แม้พระตรีภูวไนยจะโปรดปราน ข้าพระบาทขอพระราชทานฝากสุครีพอนุชา อีกองคตโอรสาและโยธากรุงขีดขิน ขอทูลลาพระจักรินทร์สิ้นชีวา
สรุปคือ พระรามเสนอเว้นโทษตาย ขอแค่มีเลือดเซ่นศรพรหมาสตร์เพียงหยดพอให้มีแผลติดกาย แต่พาลีขอยอมตายเสียดีกว่าที่จะมีแผลซึ่งจะเตือนถึงการผิดคำสัตย์ให้ละอายใจตัวเองไปชั่วชีวิต
การแสดงดำเนินต่อไปด้วย บทร้อง พาลีกลั่นหัวใจลาสิ้นชีพด้วยการสั่งเสียสุครีพน้องรักถึงการปฏิบัติตนและการครองตนด้วยคุณธรรมด้านต่างๆ เพื่อยังประโยชน์แก่ผู้เป็นเจ้านายและชาติบ้านเมือง ดังนี้
"ครั้นเสร็จซึ่งลาพระสี่กร วานรเศร้าโทมนัสสา
ร้องสั่งสุครีพอนุชา พี่จะลาสิ้นชีพชนมาน
เจ้าจงอยู่เป็นข้าพระทรงจักร จงพิทักษ์รักษากันอาหลาน
หมั่นเฝ้าเช้าเย็นเป็นนิจกาล อย่าเกียจคร้านแต่ตามอำเภอใจ
สิ่งใดพระองค์ทรงตรัสถาม อย่าเบาความเพ็ดทูลแต่โดยได้
อย่าแต่งกายหมายอวดพระทรงชัย ที่ในพระโรงรจนา
แขกเมืองอย่าบอกความลับ อย่าสนิทคำนับคบหา
อันรางวัลให้ปันเสนา อย่ามีใจอิจฉาทัดทาน
แม้นกริ้วโกรธลงโทษผู้ใด อย่าใส่ใจยุยงจงผลาญ
อย่าโลภลักราชทรัพย์ศฤงคาร พระบรรหารสิ่งใดจงจำความ
อาสาเจ้าตนจนตัวตาย จึ่งนับเป็นชายชาญสนาม
เจ้าจงจำคำทำตาม ก็จะจำเริญความสวัสดี"
บทร้องท่อนนี้ใช้ ‘ทำนองเพลงขวัญอ่อน’ เสียงขับร้องปนสะอื้น ประกอบกับการแสดงท่าทางและการเคลื่อนไหวของผู้รับบทพาลีและสุครีพที่เรียกได้ว่า ‘ทุ่มทั้งตัว’ จนสื่ออารมณ์ทะลุหัวโขน
ชมแล้วอดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาไปกับคำขอที่เต็มไปด้วยคุณธรรมและความปรารถนาดีต่อน้องรัก ทั้งๆ ที่เมื่อถึงตรงนี้บนเวทีเหลือผู้แสดงเพียง 2 คน คือผู้รับบทพาลีและสุครีพ กับฉากหลังสีดำธรรมดา
บทเจรจาระหว่างพระรามและพาลี กับบทร้องก่อนจบองก์ที่ 1 นี้ ประพันธ์โดย อาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะการละคร) ประจำปี พ.ศ.2531 ผู้เชี่ยวชาญด้านการสังคีต กรมศิลปากร
ศิลปกรรมอลังการ
นอกจากเครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หรือ โขนพระราชทาน คือการสร้าง ‘ฉาก’ และ ‘งานประติมากรรม’ ที่โอบล้อมนักแสดงโขน ซึ่งสร้างความฮือฮามาทุกตอนที่จัดแสดง
สำหรับ สัตยาพาลี เป็นครั้งแรกที่แฟนโขนพระราชทานจะได้ชื่นชมกับความงามใหม่ๆ ของการถ่ายทอดวรรณกรรมรามเกียรติ์เป็นนาฏการแสดง อาทิ ตื่นตากับ ประติมากรรมปูใหญ่ (ใหญ่โตและสูงกว่าคน) ขยับก้ามและเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากมีฉากพาลีกำหนดพา ‘องคต’ ลงสรงน้ำ
องคต คือบุตรของพาลีที่เกิดจากการแย่งนางมณโฑมาจากทศกัณฐ์ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดลงสรงก่อนเข้าพิธีโสกันต์ ทศกัณฐ์ที่ผูกใจเจ็บจึงแปลงกายเป็นปูใหญ่กบดานอยู่ใต้ท้องน้ำรอทำร้าย
การสรงน้ำฉากนี้ ยังทำให้เราได้ชมการจัดขบวนแห่องคตกุมารซึ่งจัด ขบวนแห่ตามแบบแผนการโสกันต์โอรสเจ้าเมือง คือมีการเชิญเครื่องสูงประกอบพระราชอิสริยยศ อาทิ ฉัตร 7 ชั้น ฉัตร 5 ชั้น ฉัตรชุมสาย บังแทรก พระกลด ขบวนยาวเต็มความยาวเวทีหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เต็มเวที เต็มตา อลังการยิ่ง
อีกหนึ่งงานประติมากรรมที่ปรากฏเป็นครั้งแรกคือ ช้างทรงทศกัณฐ์ ปกติเรามักเห็นพระรามและทศกัณฐ์ขึ้นราชรถรบกัน แต่ในตอนนี้เราได้เห็นทศกัณฐ์ทรงช้างออกรบกับพระราม
ในกลุ่มของ ‘ฉาก’ งดงามตระการตาด้วย ฉากป่าหิมพานต์เขียนลายรดน้ำ เต็มเวทีหอประชุมใหญ่, ฉากที่ประทับพระอิศวรบนยอดเขาไกรลาส ที่ทรพีขึ้นไปท้าพระอิศวรประลอง
ยังมี ฉากท้องพระโรงกรุงลงกา ที่งดงามวิจิตรด้วยสถาปัตยกรรมไทย ‘ซุ้มเรือนแก้ว’ ประดับกระจกลงยาเพิ่มความแวววาวขับให้ตัวละครทศกัณฐ์ดูโดดเด่นยิ่งใหญ่ พร้อมการเขียนฉากให้ภาพจิตรกรรมมีมิติและความลึกดุจนั่งในท้องพระโรง
‘สัตยาพาลี’ ยังมอบฉากรบอันสง่างามของ พระลักษมณ์ ที่ใช้รุกรับกับสองยักษ์ฝาแฝดพี่น้อง ทศคีรีวัน และ ทศคีรีธร บุตรทศกัณฐ์ที่เกิดกับนางช้าง เช่น ท่าขึ้นลอย แม้กระทั่งการซอยเท้าถี่ๆ ของพระลักษมณ์ก็น่ามอง
ไม่นับเทคนิคกลไกที่ทำให้ตัวละครดูราวมีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ การต่อสู้กลางอากาศด้วยท่าโขน ฉากใต้ท้องน้ำเรียบง่ายแต่คล้ายจริง เทคนิคดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟราวภาพยนตร์ การเปลี่ยนฉากรวดเร็วฉับไวมีชีวิตชีวา และอีกหลายๆ ฉาก ทำให้การแสดงสองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จะจงรักพระแม่นี้ตลอดไป
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2568 เวลา 21.21 น. สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93
โขนมูลนิธีส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” เปิดม่านด้วย บทขับร้องเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี
จากนั้นเป็น บทอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉันทลักษณ์ ‘กลอน 8’ ดังนี้
"สรวมชีพประณตบาทบงสุ์ องค์พระพันปีศรีสยาม
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ลือพระนาม ทุกเขตคามแซ่ซ้องสดุดี
พระมหากรุณาธิคุณมากหลาย สุดบรรยายให้ถ้วนทุกถิ่นที่
ศิลปาชีพป่ารักน้ำก็มี ทุกวันนี้ยังประโยชน์ให้ปวงชน
ดวงจิตชาวไทยทุกภาค มิอาจบรรยายให้เหมาะสม
พระเสด็จจากไปใจระทม สุดจะข่มความรู้สึกที่มี
เสียดายเสียใจมิอาจกล่าว ทุกเรื่องราวยังติดตรึงในทุกที่
ข้าพระบาทขอถวายสัจจะวาที จะจงรักพระแม่นี้ตลอดไป"
สองบทแรกปี่พาทย์ทำเพลงโศกตัด บทที่สามและบทที่สี่ทำเพลงแขกโศก ฟังแล้วตื้นตันใจนัก
บทอาศิรวาทฯ นี้ ประพันธ์โดย ประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) พ.ศ.2563 ที่ปรึกษาการแสดง, บรรจุเพลงโดย ทัศนีย์ ขุนทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย - คีตศิลป์) พ.ศ.2555 คณะทำงานด้านคีตศิลป์ โขนมูลนิธีส่งเสริมศิลปาชีพฯ
‘สัตยาพาลี’ อำลาผู้ชมด้วยบทร้องประกอบ ‘เพลงรัวประลองเสภา’ ความว่า ในมหาสงคราม ‘ธรรมะย่อมชนะอธรรม’ ผ่านการนำความรู้มาใช้อย่างสร้างสรรค์ และเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาต้องน้อมนำความสำคัญของความรู้รักสามัคคี
ราวกับเป็นธรรมะที่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฝากให้ประชาชนชาวไทย ครองตนในธรรม ยึดมั่นความดี ช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคนำพาประเทศก้าวไปสู่ความเจริญยุคใหม่อย่างมั่นคง
การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : สัตยาพาลี จัดแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน - วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.0 2262 3456 หรือ www.thaiticketmajor.com
หลังจากบัตรชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จำหน่ายหมด (SOLD OUT) ไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยกระแสตอบรับที่ดีอย่างท้วมท้นจากผู้ชมที่ได้รับชม และผู้ที่พลาดโอกาสจองบัตรไม่ทัน
โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กำหนด เพิ่มรอบประชาชน วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน 2568 รอบ 19.00 น. เปิดจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. เป็นต้นมา
- ภาพ : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กระทรวงวัฒนธรรม





