ศิลปินชาว “ยูเครน” สู้ไม่ถอย รวมพลังไม่ทิ้งกรุงเคียฟ หยิบวัสดุใกล้ตัวสร้างประติมากรรม “ตัวเม่น” ต้านรถถังทัพรัสเซียบุกใจกลางเมืองหลวง
24 ก.พ.2564 เป็นวันแรกที่ รัสเซีย เปิดปฏิบัติการส่งกองทหารบุกประเทศ ยูเครน ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้น “สงคราม” แต่ชาวยูเครนบางส่วนยังคงคิดว่าไม่น่าจะเกิดสงคราม จนกระทั่ง กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ถูกยิงถล่มด้วยลูกระเบิดจากรถถัง ส่งผลให้ชาวยูเครนจับมือกันลุกขึ้นต่อต้านทันทีทันใด
โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกแถลงการณ์ในวันรุ่งขึ้นทันทีเหมือนกัน ให้กำลังใจและปลุกเร้าชาวยูเครนทั่วประเทศ ช่วยกันเคลื่อนไหวต่อต้านการรุกรานของกองทัพรัสเซีย ขณะที่ตัวเขาเองก็ประกาศยืนหยัดต่อต้านรัสเซียเคียงข้างประชาชนในกรุงเคียฟโดยไม่หนีไม่ไหน
ส่งผลให้ชาวยูเครนนับพันๆ คนเข้าแถวสมัครเข้าร่วมกองทัพ ขณะที่ ศิลปิน หรือ คนทำงานศิลปะ ในกรุงเคียฟ ก็เป็นชาวยูเครนอีกกลุ่มที่ร่วมลุกขึ้นแสดงพลังต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย
เว็บไซต์ "ดิ ออปเซิร์ฟเวอร์สฟรานซ์24ดอทคอม" อ้างแหล่งข่าวศิลปินผู้ใช้ชื่อว่า Bodia ซึ่งเคยจัดงานเชิงวัฒนธรรมในชุมชนทางตอนเหนือของกรุงเคียฟ ระบุว่า ตอนนี้เขาทำงานวันละ 12 ชั่วโมงในการทำ เครื่องต่อต้านรถถัง ซึ่งมีขนาดใหญ่ โดยเรียกกันว่า "ตัวเม่น" จุดประสงค์ก็เพื่อหยุดรถถังโดยเฉพาะ
“เราทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสองทุ่มทุกวัน โดยไม่หยุดพัก ตั้งแต่เกิดสงคราม เราสร้างเครื่องต่อต้านรถถังแล้ว 150 ชิ้น เราทำงานในบริเวณอู่ซ่อมเรือและโรงต่อเรือ ซึ่งมีวัสดุมากมายให้ใช้ทำงาน ตอนนี้เราเริ่มทำเสื้อกันกระสุน โดยได้รับการสนับสนุนจาก NGO (องค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ) หลายแห่งในยุโรป” ศิลปินผู้ใช้ชื่อว่า Bodia กล่าวและว่า ขณะที่กลุ่มสตรีสูงวัยในเคียฟก็ช่วยกันทำอาหารส่งกองทัพ
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่พลเมืองชาวยูเครนลุกขึ้นสนับสนุนทหารของประเทศ ในการพยายามขับไล่การรุกรานของรัสเซีย
บัญชีทวิตเตอร์ของ The Kyiv Independent โพสต์ภาพ “ตัวเม่น” 4 ภาพ ที่ศิลปินในกรุงเคียฟช่วยกันประดิษฐ์ พร้อมข้อความ
“ตัวเม่นต่อต้านรถถัง สามารถพบเห็นได้ในใจกลางกรุงเคียฟ ทั้งที่ Independence Square และถนน Khreshchatyk”
Independence Square หรือ ‘จัตุรัสอิสรภาพ’ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน มีความสวยงามและเป็นย่านธุรกิจ-ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเคียฟ
ส่วนถนน Khreshchatyk (เฮรเชอร์ติก) ก็เป็นถนนสายสำคัญในกรุงเคียฟ เคยถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สร้างขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก เป็นที่ตั้งของสภาเมือง กระทรวงนโยบายเกษตรกรรม คณะกรรมการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งรัฐ ห้างสรรพสินค้ากลาง ที่ทำการไปรษณีย์หลัก
ขณะที่ชาวเมืองเคียฟหลายพันคนเก็บกระเป๋าเดินทางออกจากเมืองเพื่อหาสถานที่ปลอดภัย แต่ก็ยังมีชาวยูเครนในเคียฟอีกเป็นจำนวนมากปฏิเสธที่จะทิ้งเมืองและสาบานจะปกป้องเมืองหลวงแห่งนี้
“ถ้าพวกเราต้องการไปจากกรุงเคียฟ เราจะไปเมื่อใดก็ได้ แต่เราไม่ต้องการแบบนั้น ยังมีคนอีกมากในเคียฟที่ต้องการความช่วยเหลือของเรา เราจึงไปไม่ได้ เราต้องการอยู่ที่นี่ และปกป้องเมืองหลวงของเราจนนาทีสุดท้ายจริงๆ หรือจนกว่าจะได้รับชัยชนะ”
8 มีนาคม หลังการเจรจารอบสามเพื่อหาข้อยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งยังหาข้อตกลงเพื่อการสงบสงครามไม่ได้ แต่รัสเซียเสนอทางเลือกให้ยูเครนด้วยคำว่า ระเบียงมนุษยธรรม (humanitarian corridor) เปิดโอกาสให้พลเมืองเคียฟ คาร์คีฟ มารีอูปอล เดินทางลี้ภัยสงครามแบบมีเงื่อนไขจุดหมายปลายทาง คือถ้าไม่ลี้ภัยไปเบลารุสก็ต้องไปรัสเซีย
รัฐบาลยูเครนออกมาตอบโต้ว่า "ระเบียงมนุษยธรรม" ที่รัสเซียเสนอ ขัดต่อศีลธรรม โดยสิ้นเชิง ชาวยูเครนมีเสรีภาพโดยชอบธรรมในการเดินทางไปยังที่ใดก็ได้ในดินแดนยูเครน
องค์การสหประชาชาติ เผยว่า มีพลเมืองมากกว่าหนึ่งล้านคนแล้วที่อพยพออกจากยูเครนเนื่องจากการรุกรานของรัสเซีย ขณะเดียวกันก็มีชาวยูเครนประมาณ 160,000 คนหนีภัยสงครามอยู่ในยูเครน
ขณะที่ สหภาพยุโรป เชื่อว่าตัวเลขผู้อพยพจะแตะ 7 ล้านคน และมีชาวยูเครน 18 ล้านคนได้รับผลกระทบจากภัยสงครามครั้งนี้
อาสาสมัครเคลื่อนย้าย "ตัวเม่น" (credit photo: Kosmos Tabir)





