background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดเหตุผล “หมูไทยราคาแพง” ติดอันดับต้นๆ ของโลก

เปิดเหตุผล “หมูไทยราคาแพง” ติดอันดับต้นๆ ของโลก

ตอนนี้ราคา "หมูไทย" สูงกว่ายุโรป เวียดนาม และจีน ทำไมเป็นเช่นนั้น คนไทยจะต้องซื้อ "หมูแพง" ไปอีกนานแค่ไหน และถ้าเกษตรกรรายย่อยเลิกเลี้ยงหมู จะเกิดอะไรขึ้น

การระบาดของอหิวาต์แอฟริกา (African Swine Fever หรือ ASF) ทำให้เกษตรกรเลี้ยงหมูล้มหายตายจากไปแล้วมากกว่าร้อยละ 80 - 90 

และด้วยเหตุนี้ราคาเนื้อหมูในประเทศกำลังพุ่งสูงติดอันดับโลก ถ้าไม่รีบแก้ปัญหาอุตสาหกรรมเลี้ยงหมูจะตกอยู่ในมือผู้เลี้ยงรายใหญ่เท่านั้น

เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาวิกฤตหมูแพง สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) มีข้อมูลหลายเรื่องที่น่าสนใจในเสวนาเรื่องหมูแพง ค่าแรงสามร้อย 

หมูแพงมีสาเหตุจากอะไร และการแก้ไขปัญหาเรื่องหมูๆ มีข้อเสนอให้ชุมชนต่างๆ หันมาสร้างทักษะเลี้ยงหมูหลุม (การเลี้ยงหมูแบบเดิมที่ผู้เลี้ยงไม่อยากให้หมูวิ่งเพ่นพ่าน พื้นที่เลี้ยงน้อย จึงขุดหลุมลึกประมาณ 1.5 - 2 เมตรเพื่อเป็นคอกสำหรับเลี้ยงหมู โดยมีวัสดุรองพื้นหลุม และอาหารหมู เป็นสิ่งที่หาได้ตามท้องถิ่นนั้น ๆ)

อย่างไรก็ตาม มาทำความเข้าใจเรื่อง หมูไทยแพงที่สุดในเอเชียก่อน และแพงติดอันดับต้นๆ ของโลก

  • หมูไทยแพงที่สุดในเอเชีย

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) บอกว่า ปัจจุบันราคาหมูในไทยถือว่าแพงอันดับต้น ๆ ของโลก

“ราคาหมูมีชีวิตที่จำหน่ายหน้าฟาร์มจากประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติอยู่ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าในทวีปอเมริกาใต้ที่ราคาหมูน้อยกว่าไทยถึง 3 เท่าตัว หรือในยุโรปราคาจำหน่ายอยู่ที่ 40 - 50 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น”

เมื่อเทียบราคากับประเทศในแถบเอเชียพบว่า ราคาหมูในประเทศไทยแพงที่สุด แพงมากกว่าจีนและเวียดนามที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 80 บาทและ 60 บาทตามลำดับ โดยราคาในไทยมีแนวโน้มแพงขึ้นอีก

เปิดเหตุผล “หมูไทยราคาแพง” ติดอันดับต้นๆ ของโลก (เมื่อหมูแพง อาหารอื่นๆ ก็แพงตามไปด้วย )

ปัญหาครั้งนี้ วิฑูรย์มองว่า หนักหนาสาหัส จากที่รัฐบาลได้ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อภาคการผลิตจากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท

“หากวิเคราะห์โดยใช้ฐานข้อมูลของจีนจะพบว่า เมื่อหมูราคาแพงขึ้น ก็จะทำให้ราคาสินค้าอื่น แพงขึ้นตามไปด้วย

โดยในจีนหมูมีราคาแพงขึ้นประมาณร้อยละ 150 ทำให้เนื้อไก่แพงขึ้นร้อยละ 34 และเนื้อวัวแพงขึ้นร้อยละ 21

ซึ่งปัญหาเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในไทย หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับภาระด้านอาหารประเภทโปรตีนสูงขึ้นกว่าเดิมมาก”

  • บริโภคหมู 24 กิโลกรัมต่อคน/ต่อปี

จากสถิติพบว่าคนจะบริโภคหมูเฉลี่ย 24 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทำให้เพิ่มภาระในการซื้อหมูสูงขึ้นจาก 200,000 ล้านบาทเป็น 500,000 ล้านบาทต่อปี โดยในไทยจะเพิ่มภาระให้ผู้บริโภคประมาณ 370,000 ล้านบาท

นี่คือภาระของประชาชนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รวมถึงปัญหาโควิด - 19 ก็ยังไม่คลี่คลาย

จากคำแนะนำขององค์กรด้านสุขภาพพบว่า โปรตีนที่อยู่ในจานของแต่ละมื้ออาหาร ควรมีสัดส่วน 1 ใน 4 ของแต่ละมื้อ

แต่ราคาเนื้อสัตว์ในปัจจุบันทำให้ค่าใช้จ่ายด้านอาหารต่อวันถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อซื้อเนื้อสัตว์เกินครึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อน โดยเฉพาะคนยากคนจน     

จากการศึกษาข้อมูลของจีนพบว่า เมื่อเกิดการระบาดของโรคตั้งแต่ปลายปี 2560 และหมูได้หายไปจากตลาดชัดขึ้น จนส่งผลให้เกิดการปรับราคาหมูสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 18 เดือน

โดยจีนได้แก้ปัญหาการขาดแคลนหมูด้วยการสั่งนำเข้าเนื้อหมูจากออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ จนสามารถทำให้ตลาดกลับสู่ภาวะสมดุลได้

ส่วนกรณีของไทย วิฑูรย์ ให้ข้อมูลว่า ผลกระทบน่าจะรุนแรงกว่าในจีน เพราะความไม่ชัดเจนในการประกาศเรื่องการระบาดของโรค ตลอดจนการเร่งระดมส่งออกหมูไปจำหน่ายในต่างประเทศมากถึง 2.7 ล้านตัว ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อน จากปกติที่ส่งออกเพียง 500,000 - 700,000 ตัวเท่านั้น

หากไทยต้องการแก้ปัญหานี้ โดยการสั่งนำเข้าหมูจากต่างประเทศ วิฑูรย์ ให้ความเห็นว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบ อาจส่งผลเสียต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งรายใหญ่และรายย่อยได้

"การห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพึงระวัง เพราะหากยกเลิกมาตรฐานด้านความปลอดภัยดังกล่าว กำแพงด้านสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยก็จะถูกทำลายลง

กล่าวได้ว่าปริมาณหมูที่หายไปจากตลาดคือ ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหมูแพงอย่างมากในปัจจุบัน แต่จะแพงอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่นั้นต้องรอดูข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง" 

เปิดเหตุผล “หมูไทยราคาแพง” ติดอันดับต้นๆ ของโลก

  • หมูแพงต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด

 ส่วน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต กล่าวว่า หากดูสัญญาณจากประเทศเพื่อนบ้าน จะพบว่าเกิดการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกา มีมาตั้งแต่ปี 2562 ในหลายประเทศแถบเอเชีย แต่สำหรับไทยกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่สามารถส่งออกหมูไปจำหน่ายในต่างประเทศได้มากขึ้น

เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนหมูจากโรคระบาด โดยมีมูลค่าหมูส่งออกสูงถึง 10,000 ล้านบาทจากปกติจะอยู่ประมาณ 100 ล้านบาท

"ไทยเพิ่งเริ่มพบว่ายอดการส่งออกลดลงในช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปี 2564 ก็เกิดภาวะเอาไม่อยู่

ราคาหมูจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดดังที่เราเห็น เพราะปริมาณหมูในตลาดหายไปประมาณร้อยละ 20 - 30 หรือประมาณ 5 - 6 ล้านตัว 

และหากยังแก้ปัญหาการระบาดไม่ได้ ก็ยังไม่สามารถเติมจำนวนหมูใหม่ลงไปสู่ตลาดได้ เพราะเสี่ยงต่อการติดโรคระบาดในที่สุด 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป คือไม่ได้หายไปเฉพาะหมู แต่สิ่งที่หายไปด้วยคือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายกลางและรายย่อย ที่ต้องแบกรับหนี้สินจากปัญหาดังกล่าวด้วย หากจะกลับมาได้ก็ต้องพึ่งพาระบบการเงินซึ่งใช้เวลาอีกระยะ"

ดังนั้นการแก้ปัญหา ดร.เดชรัต มองว่า ต้องทำควบคู่กันไประหว่างการแก้ปัญหาโรคระบาดเพื่อเริ่มเติมหมูใหม่สู่ระบบ กับการแก้โจทย์ทางการเงินของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู 

"หากหมูกลับมา แต่ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยและรายกลางไม่กลับมา ก็จะทำให้ปริมาณหมูไหลไปสู่กลุ่มผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ของประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน

 ราคาหมูที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงกลางธันวาคม เกิดจากการเก็บสต๊อกเนื้อหมูไว้จำนวนหนึ่ง และปล่อยออกมาเมื่อสินค้าขาดตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุของราคาหมูที่แพงมากขึ้นในปัจจุบัน "

อย่างไรก็ตาม อาจารย์เดชรัต มองว่า เรื่องที่สำคัญกว่าคือ ภาครัฐควรเร่งออกมาชี้แจงข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งภาคเกษตรกรและผู้บริโภค