จีนรั้งแชมป์ “บ็อกซ์ ออฟฟิศ” โลกติดต่อกันเป็นปีที่ 2

จีนรั้งแชมป์ “บ็อกซ์ ออฟฟิศ” โลกติดต่อกันเป็นปีที่ 2

โควิดก็หยุดไม่ได้ จีนยังคงรั้งแชมป์ประเทศที่มีรายได้จากการขายตั๋วหนัง หรือ บ็อกซ์ ออฟฟิศ มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะ “คนจีนดูหนังจีน” ทำให้หนังทำรายได้สูงสุดประจำปี 2021 เป็นหนังจีนมากถึง 8 ใน 10 เรื่องกันเลยทีเดียว

ตัวเลข “บ็อกซ์ ออฟฟิศ” หรือรายได้จากการขายตั๋วหนังทั่วโลก ประจำปี 2021 ออกมาแล้ว ปรากฎว่าจีนยังคงครองความเป็นเจ้าโลกในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ติดต่อกันเป็นปีที่สอง

 

ด้วยรายได้ 7,300 ล้านดอลลาร์ มากกว่าปี 2020 ถึงสองเท่า และปรับลดลงจากปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนยุคโควิดอยู่เพียง 26 เปอร์เซ็นต์

 

ต่างจากอเมริกาเหนือ อดีตตลาดหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรายได้จากการขายตั๋วหนังในปี 2021 ยังคงย่ำแย่อยู่มาก เพราะปรับลดลงจากช่วงก่อนโควิดถึงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว

Artisan Gateway ผู้รายงานตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศ บอกว่า รายได้บ็อกซ์ ออฟฟิศที่เพิ่มขึ้นของแดนมังกรมาจากหนังที่สตูดิโอจีนผลิตกันขึ้นมาเอง ในขณะที่รายได้จากหนังฮอลลีวู้ดนั้นร่วงลงไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดมาเยือน

 

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ส่วนแบ่งของหนังฮอลลีวู้ดในตลาดจีน ซึ่งใหญ่โตมหาศาลและฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนั้นกำลังลดลงไปเรื่อยๆ โดยในปีที่แล้ว หนังสหรัฐมีสัดส่วนเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้บ็อกซ์ ออฟฟิศทั้งหมดของจีน ด้วยรายได้เพียง 899 ล้านดอลลาร์ (ไม่ถึงพันล้าน)

 

เรียกว่าปรับลดลงไปกว่าปี 2019 ที่โควิดระบาดหนักที่สุดซะอีก โดยในปีนั้น ส่วนแบ่งตลาดหนังสหรัฐในจีนนั้นอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ มียอดขายรวม 2,800 ล้านดอลลาร์

สำหรับปัญหาของฮอลลีวู้ดในการเจาะตลาดหนังแดนมังกรนั้นมาจากการขาดแคลนหนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ บวกกับเรื่องการเมืองภายในของจีน

 

โดยเมื่อปี 2021 มีหนังสหรัฐเข้าฉายในจีนเพียง 20 เรื่อง เทียบกับ 31 เรื่องในปี 2019 ส่วนปีที่สถานการณ์โควิดในจีนหนักหนาที่สุด คือ ปี 2020 ก็ยังคงมีหนังสหรัฐเข้าฉายอยู่ 17 เรื่อง ซึ่งน้อยกว่าปี 2021 เพียง 3 เรื่อง นั่นเท่ากับว่าเมื่อปีที่แล้วมีหนังฮอลลีวู้ดเข้าฉายในจีนน้อยมากจริงๆ

 

ปัจจัยแรกมาจากโควิดที่ทำให้การถ่ายหนังต้องเลื่อนออกไปในช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนปัจจัยที่เหลือก็คือการเมืองภายในของจีน ซึ่งบังเอิญปี 2021 เป็นปีครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนพอดี เลยทำให้มีคำสั่งให้ลดอิทธิพลของอเมริกันลง แล้วหันไปส่งเสริมความเป็นจีนแทน (ข้อมูลจากการรายงานของ Hollywood Reporter)

 

นอกจากนี้ กระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองต่างๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐก็ส่งผลต่อหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์ที่ควรจะทำรายได้ดีในจีนไม่น้อย

 

หนังที่ว่าได้แก่ Black Widow, Eternals, Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings, Space Jam, Venom: Let There Be Carnage และ Spider-Man: No Way Home ซึ่งปกติแล้วจะทำเงินมหาศาลระดับร้อยล้านเหรียญในจีนกันเลยทีเดียว

 

แต่ถึงแม้จะไม่มีหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดมาช่วยกระตุ้นยอดขายตั๋วหนัง อุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนก็ยืนหยัดฝ่าวิกฤติโควิดมาได้ นั่นเป็นเพราะ “คนจีนยังนิยมดูหนังจีน” แล้วสตูดิโอต่างๆ ในจีนก็ผลิตหนังออกมาป้อนตลาดกันอย่างคึกคัก

 

โดยเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา มีหนังจีนออกสู่ตลาดถึง 472 เรื่อง มากกว่าปี 2019 (ยุคก่อนโควิด) ที่มีหนังจีนเข้าฉาย 428 เรื่องเสียอีก

 

ส่วนยอดขายรวมของหนังจีนในปี 2021 ก็พุ่งแตะ 39,900 ล้านหยวน น้อยกว่าปี 2019 ที่ทำได้ 41,200 ล้านหยวน เพียงนิดหน่อยเท่านั้น

 

คำพูดที่ว่า “คนจีนนิยมดูหนังจีน” วัดได้จากอะไร?

 

วัดได้จากจำนวนหนังทำรายได้สูงสุดประจำปี 2021 ที่ปรากฎว่าเป็นหนังจีนมากถึง 8 ใน 10 เรื่องกันเลยทีเดียว นำโดย The Battle at Lake Changjin ($899 ล้าน), Hi, Mom ($822 ล้าน) Detective Chinatown 3 ($686 ล้าน)

 

 

ส่วนหนังฮอลลีวู้ดที่ทำรายได้สูงในจีนเมื่อปีที่แล้วคือ F9: The Fast Saga ($216.9 ล้าน), Godzilla vs. Kong ($188.7 ล้าน) Free Guy ($94.8 ล้าน)

 

นอกจากนี้ ตลาดหนังจีนยังได้อานิสงส์จากราคาตั๋วหนังที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 40.5 หยวน ในปี 2021 เพิ่มขึ้น 8.7 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2019 ที่ราคาตั๋วหนังโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 37.1 หยวน

 

อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนในปีที่ผ่านมาคือ ยังคงมีการสร้างโรงหนังเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 6,700 โรง ทำให้จำนวนโรงหนังทั่วทั้งประเทศรวมแล้วอยู่ที่ 82,248 โรง

 

ที่น่าสนใจคือโรงหนังสร้างใหม่เหล่านี้เกิดขึ้นในแถบชนบท ซึ่งหนังจีนได้รับความนิยมมากที่สุดอีกด้วย

 

ตัวเลขทั้งหมดเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันซ้ำอีกครั้งว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนอยู่รอดฝ่าวิกฤติโควิดมาได้เพราะความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ท้องถิ่น และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายที่ปกป้องหนังจีนของรัฐบาลนั่นเอง