background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ธุรกิจแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้

พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ธุรกิจแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้

"ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ" ธุรกิจในยุคใหม่ ซึ่งผู้คนเร่งรีบ แต่ทว่าต้องการความพิถีพิถันในการดูแล ซึ่งเป็นโจทย์สำหรับผู้ให้บริการ

“หมอนัดแม่อีกครั้งกลางเดือนหน้า แต่ช่วงนั้นเราดันต้องปิดยอด กลัวไม่ว่างจัง ทำไงดี?”

"ส่วนใหญ่ ผมรับหน้าที่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาล แต่วันนี้ลูกชายดันมาป่วยอีกคน ใครมาช่วยได้บ้าง?"

"ทำงานยังไม่ผ่านโปร ลาบ่อยๆ ไม่ค่อยสบายใจเลย"

..ไม่ว่าจะถูกบรรยายด้วยถ้อยคำแบบไหน แต่ทั้งหมดล้วนมีความหมายแบบเดียวกันคือ วันเวลาที่สะดวกไม่สอดคล้องกับภารกิจ ซึ่งที่ว่ามาคือ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหลายธุรกิจใหม่ เช่นเดียวกับการรับจ้างพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ ซึ่งได้ยินบ่อยครั้งขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เมื่อเวลามีค่าไม่ต่างจากเงินทอง หากลอง Search “พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล” เราจะเห็นบริการในลักษณะ Day-Care (บริการดูแลรายวัน) อำนวยความสะดวกเช่นนี้มากมาย

ทั้งจากการขยายธุรกิจเดิมรับดูแลผู้สูงอายุที่บ้านสู่บริการรับส่งพาไปโรงพยาบาล บริการจากผู้เล่นรายใหม่ที่เปิดขึ้นมาด้วยใจรัก กระทั่งบริการรถรับจ้างซึ่งขอโฟกัสอีกกลุ่มลูกค้าที่จะเป็นแนวโน้มใหม่

แต่ถึงเช่นนั้น บริการที่น่าจะมีแข่งขันกันสูง วัดกันที่คุณภาพ กลับยังเจอเหตุการณ์ที่ไม่น่าประทับใจ เช่น ข่าวรับจ้างพาผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีนแล้วปล่อยทิ้ง หรือการรับจ้างที่สนใจแค่รับส่งจากบ้านไปโรงพยาบาลแต่ไม่ได้ใส่ใจในช่วงรอคิวพบแพทย์ หรือความไม่มั่นใจจากผู้ใช้บริการที่คิดว่า บริการเช่นนี้สามารถทดแทนคนในครอบครัวได้จริงๆ หรือ ?

เมื่อความไม่มั่นใจยังดำเนินไปลูกหลานหลายท่านจึงต้องเลือก ลางาน (อีกแล้ว) เพื่อไปทำธุระที่สำคัญกว่า นั่นคือ ‘ครอบครัว’

พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ธุรกิจแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้

ภาพจากเพจ "พาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล"

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินมูลค่าการใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์และอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุในไทย ปี 2564 ว่า อยู่ที่ 8,000 – 9,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตได้เฉลี่ย 7.8% ต่อปี ในระยะ 5 ปีข้างหน้า

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย โดยสัดส่วนมูลค่าตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นเม็ดเงินในภาคธุรกิจ (B2B) เป็นหลัก โดยเฉพาะความต้องการใช้งานในธุรกิจ Non-hospital อาทิ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เนิร์สซิ่งโฮม และที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนต้องพักรักษาตัวที่บ้าน ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อมีความต้องการอุปกรณ์มากขึ้นในระยะนี้ด้วย

ธุรกิจประเภท Non-hospital ยังหมายถึง ธุรกิจพาผู้สูงอายุไปสถานพยาบาล ทั้งในแบบที่เป็นทางการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท หรือการไหว้วาน ให้ค่าจ้าง กับคนรู้จักส่วนตัว ซึ่งยังไร้การสำรวจ

อย่างไรก็ดีคาดกันว่า ทั้ง 2 แบบนี้น่าจะเติบโตอย่างเป็นลำดับ เป็นทางเลือกให้กับคนไม่มีเวลา เป็นความสะดวกสบายแบบเดียวกับ  Food Delivery ซึ่งแข่งขันกันดุเดือดจาก Insight ความต้องการนี้

พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ธุรกิจแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้

(ซ้าย) อ๊อด-วรรณวิภา มาลับนวล หนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจ "พาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล" (ภาพจากเพจ "พาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล")

อ๊อด-วรรณวิภา มาลับนวล ผู้ก่อตั้งเพจและบริการ “พาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล” ซึ่งมีอายุราว 3 ปี บอกว่า การไปโรงพยาบาลไม่ใช่แค่การจอดรถ พบแพทย์ แล้วรับกลับ เท่านั้น แต่ ‘ความไม่สะดวก’ คือการต้องรอคิว แล้ววนไปแต่ละแผนก เช่น ไปวัดความดัน ไปเอ็กซ์เรย์ มารอหน้าห้อง ไปจ่ายเงิน ไปรับยา ฯลฯ ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุบางรายจะไม่เข้าใจ ดังนั้นการมาโรงพยาบาลทุกครั้งจำเป็นต้องมีคนมาเป็นเพื่อน และการบริการดุจญาติมิตรเป็น Keys ของงานบริการของทีม “พาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล”

“จุดเริ่มต้นคือการพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลเป็นประจำอยู่แล้ว และมองว่าผู้ป่วยที่มาใช้บริการโรงพยาบาลต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความไปไม่ถูก แล้วก็จะต้องเสียเวลาไปทั้งวัน หรืออย่างน้อยๆครึ่งวัน จึงพูดคุยกับเพื่อนที่ขับรถรับจ้างอยู่แล้วว่า ถ้ามีบริการพาผู้สูงอายุมาโรงพยาบาล ก็น่าจะดี ก็เริ่มจากการพาคุณพ่อคุณแม่เพื่อน คนรู้จักก่อน แล้วค่อยๆแนะนำกันแบบปากต่อปาก จนวันนี้กลุ่มลูกค้าก็เยอะขึ้น”

ขั้นตอนในการทำงานของธุรกิจประเภทนี้ เริ่มจากเมื่อลูกค้าติดต่อมา ก็จะนัดหมายวันเวลาและตำแหน่งบ้านพักที่จะไปรับ พร้อมกับส่งรูปรถกับหน้าตาทีมงานไปให้ดู พอถึงวันจริงก็พาไปโรงพยาบาล ประสานคิวตามขั้นตอน ก่อนวนกลับมาส่งที่บ้าน

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่าย จะขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งทีมงาน “พาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล” จะคิดระยะทางจากจุดตั้งต้นที่ละแวกบางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของคุณอ๊อด จากนั้นจึงไปรับที่บ้านลูกค้า ต่อด้วยโรงพยาบาลและส่งกลับถึงบ้าน ซึ่งหมายความว่าถ้าระยะทางจากบ้านและไปโรงพยาบาลไม่ไกลกันนัก ราคาจะเริ่มอยู่ที่หลักร้อยถึงพันบาท แต่ถ้าไกลขึ้นไป เช่น บ้านอยู่ย่านบางนา ก็ต้องบวกค่ารถไปอีก และที่มากที่สุดก็จะอยู่ที่ราวๆ 2,000-3,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง 

“วันหนึ่งก็รับได้อย่างมากเต็มที่ 1-2 ราย เราทำกับเหมือนพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล กว่าจะกลับถึงบ้านก็เที่ยง บ่าย หรือบางกรณีหลังจบครบทุกขั้นตอนของภารกิจ ผู้สูงวัยท่านอยากขอแวะกินข้าวหรือซื้อของอร่อยก่อนกลับ เราก็ยินดีจะแวะให้ เพราะอย่างที่บอกว่าเราต้องดูแลเหมือนญาติของเรา”

ขณะที่ Go MAMMA บริการรถรับส่ง-แท็กซี่สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งดำเนินธุรกิจเข้าปีที่ 3 แล้ว ให้ข้อมูลว่า พวกเขามีบริการในหลากหลายแบบตามความพอใจของลูกค้า ตั้งแต่บริการเฉพาะคนขับซึ่งรับ-ส่ง ผู้สูงอายุ เริ่มตั้งแต่ 1 รอบ ราคา 589 บาท ไป-กลับโปรโมชั่น 980 บาท ซึ่งผู้ใช้สามารถแอด Line ไปจอง แจ้งวันเวลา และสถานที่ได้ ซึ่งพนักงานขับรถจะได้รับอบรมในการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น (CPR) ประสานงานในกรณีฉุกเฉิน โดยที่บุตรหลานสามารถเช็คประวัติคนขับ และตรวจสอบ

พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ธุรกิจแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้

แต่ถ้าลูกค้าต้องการคนช่วยเหลืออื่นๆ สามารถซื้อแพ็คเกจ Care Given เพิ่ม ซึ่งจะเป็นบุคลากรที่ผ่านการอบรมดูแลผู้สูงอายุมีความรู้ด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ ผู้ที่ซื้อแพ็คเกจนี้ก็จะได้ทั้งคนขับรถรับส่ง และผู้ช่วยประจำตัวที่ครอบคลุมกิจกรรมที่โรงพยาบาลทั้งหมด และก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้ ในการหาที่จอดรถ เข้าคิว รับยา จนกว่าจะถึงที่พัก เพราะถ้าเป็นบริการแบบ Plus (เพิ่มเข้าไป) นี้ จะแยกกันระหว่างคนขับกับผู้บริการ

พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ธุรกิจแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้

ถึงตรงนี้ก็อธิบายได้ว่า บริการพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลได้มีอยู่และคาดว่าน่าจะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมีผู้ให้บริการแบบอิสระ เช่น ใน  www.thaiseniormarket.com ซึ่งมีการลงประกาศรับ บริการรับจ้าง พาผู้สูงอายุ ไปหาหมอ ไปเที่ยว ไปสันทนาการ อื่นๆ อัตราบริการเฉลี่ย 700 บาท /6 ชม.(ไม่รวมค่ารถค่ายา)

สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2563 โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ ยืนยันว่า ไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ภายในปีหน้า (พ.ศ.2565) และ “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2506-2526 กำลังจะกลายเป็นผู้คนกลุ่มใหญ่

ขณะเดียวกันในอีก 20 ปีข้างหน้า ปรชากรรวมของประเทศไทยจะเพิ่มช้ามาก อัตราเพิ่มจะลดต่ำลงจนถึงขั้นติดลบ แต่ประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุ (60ปีขึ้นไป) จะเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี ผู้สูงอายุวันปลาย (80 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มด้วยอัตราเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปี

อย่างไรก็ดีอัตราที่มากขึ้นของผู้สูงอายุนี้ ยังพบผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ทั้งในปัจจุบันที่มีผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมราว 651,950 คน ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะติดเตียงประมาณ 43,520 คน รวมถึงผู้สูงอายุที่มีสุขภาพในภาพรวมดี แต่ต้องไปพบแพทย์เป็นประจำตามนัด ซึ่งน่าจะเป็นผู้สูงอายุกลุ่มใหญ่ของประเทศ และต้องการใช้บริการที่เกี่ยวข้องตามข้างต้น

อย่าลืมว่าความต้องการของผู้สูงอายุ ไม่ได้หมายความเพียงการพบแพทย์ตามนัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนัดฉีดวัคซีน การพบปะรวมตัวของกลุ่มผู้สูงอายุที่ชอบทำกิจกรรม ไม่อยากอยู่บ้าน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการเพื่อนที่เป็นหูเป็นตา อำนวยไลฟ์สไตล์แต่ละวันให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่ายแบบเดียวกับที่กลุ่มสินค้าต่างๆ วางผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสินค้าหลักด้วยเหตุผลทางด้านความพร้อมทางการเงิน

อ๊อด-วรรณวิภา นิยามว่า นี่เป็นบริการที่ต้องใส่ใจขนานแท้ และต้องใช้ความใจเย็น ความอดทน และความเข้าใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเข้าใจธรรมชาติของโรคต่างๆ ระบบการทำงานของแพทย์ พยาบาล รวมถึงอารมณ์ของผู้สูงอายุด้วย

“คงต้องแยกระหว่างการรับส่งกับไปเป็นเพื่อน ไปดูแลเลยเหมือนที่ลูกหลานที่พาพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ไป ซึ่งต้องเข้าใจธรรมชาติของผู้สูงอายุแต่ละคน ว่านิสัยท่านเป็นแบบไหน อย่างไร บางครั้งรับงานที่ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ในตอนที่เขาเข้าห้องน้ำ ก็ต้องเข้าไปช่วยเขาด้วย คิดว่านี่คือญาติของเราจริงๆ”

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า การหาหมอแต่ละครั้ง ผู้พาไป ต้องช่วยจำประเภทยา เวลารับประทาน และการปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปบ้านซึ่งแพทย์แนะนำให้แก่ผู้ป่วยได้ และตรงนี้นี่เองที่จะเป็นความไว้ใจที่ผู้จ้างต้องการจากผู้ให้บริการจริงๆ

“บริการแบบนี้ถ้าเราทำดีเขาก็บอกต่อ แต่ถ้ามีลูกค้าเยอะๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกันนะ และวันหนึ่งคงได้อย่างมากคือแค่ 2 คิว เท่านั้น เพราะอย่างน้อยหาหมอที ก็ต้องใช้เวลาครึ่งวัน จะไปชักชวนหรือเทรนนิ่งผู้สนใจคนอื่น ก็ไม่รู้ว่าลูกค้าที่เคยใช้บริการกับเราจะประทับใจหรือเปล่า เพราะไม่ได้หมายความว่าเขาโอเคกับเรา แล้วจะโอเคกับคนอื่น”

นอกจากระบบความปลอดภัย ความสามารถในการ Tracking ผู้ให้บริการได้ตลอดเวลา ผู้ให้บริการสำหรับผู้สูงอายุจึงต้องเน้นเรื่อง ความเอาใจใส่ (Empathy) มีใจที่พร้อมจะให้บริการ (Service Mind) จริงๆ ไม่ต่างอะไรจากการหาพี่เลี้ยง ซึ่งผู้ดูแล-ผู้ถูกดูแล ต้องเข้าใจและมีเคมีที่ไปด้วยกันได้

ฟังเป็นเรื่องง่ายๆ และไม่ซับซ้อน แต่ธุรกิจการพาผู้สูงวัยไปโรงพยาบาล กลับต้องการความใส่ใจแบบพิถีพิถัน และเป็นโจทย์ให้ผู้ให้บริการหาทางเติมเต็ม ไม่ต่างอะไรจากการทำหน้าที่ของลูกหลานแท้ๆ ซึ่งด้วยการงานและความเร่งรีบพรากความเอาใจใส่ไปชั่วครู่