ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง "อั่งเปา" และ "แต๊ะเอีย" เพื่อเตรียมตัวรับทรัพย์ในวัน "ตรุษจีน" 2564
ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้ เมื่อวัน "ตรุษจีน" มาถึงทีไร เราก็มักจะเห็นภาพอาหมวย อาตี๋ ถือซองแดงกันละลานตา เปรียบเสมือนของขวัญวันขึ้นปีใหม่ในวัฒนธรรมจีน แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีหลายคนที่อาจจะยังสับสนระหว่าง "อั่งเปา" และ "แต๊ะเอีย" ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร?
ในวัน "ตรุษจีน 2564" นี้ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์จะพาไปไขข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง "อั่งเปา" และ "แต๊ะเอีย" ว่าสุดท้ายแล้วต้องเรียกซองสีแดงนี้ว่าอะไรกันแน่
- อั่งเปา หรือ แต๊ะเอีย?
พูดถึงซองแดง บางทีก็เรียกว่าอั่งเปา บางคราวก็เรียกแต๊ะเอีย ก็เกิดข้อสงสัยว่าทั้ง 2 อย่างนี้มันต่างกันอย่างไร เว็บไซต์ "ไชน่าทาวร์เยาวราช" ให้ข้อมูลว่า คำว่า อั่ง ในภาษาจีนแปลว่า สีแดง ซึ่งเป็นสีแทนสัญลักษณ์ความเป็นมงคล ความมีชีวิตชีวา ความโชคดีของชาวจีน เราจะเห็นว่าในเทศกาลต่างๆ ชาวจีนจะนิยมใช้สีแดงกัน ส่วนคำว่า เปา ในภาษาจีนแปลว่า ของหรือกระเป๋า
ดังนั้น คำว่า อังเปา จึงเป็นชื่อเรียกของสิ่งของมงคลที่นิยมให้ตามเทศกาลต่างๆ ของจีนที่มีความหมายถึงซองแดง
ส่วนแต๊ะเอียนั้น คำว่า แต๊ะ ในภาษาจีนแปลว่า ทับหรือกด และ เอีย ในภาษาจีนแปลว่า เอว เมื่อรวมกันจะแปลว่าของที่มากดหรือทับเอว ในสมัยก่อนเหรียญของชาวจีนนั้นเป็นวงกลม ที่รูตรงกลาง เวลาเก็บก็มักจะร้อยด้วยเชือกแล้วเอาคาดเอวเอาไว้ ดังนั้นแล้ว แต๊ะเอียหมายถึงเงินหรือของที่อยู่ด้านในซอง นั่นเอง
- ที่มาของซองแดง
ซองแดง ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของเงินนำโชคที่ถูกมอบให้กันในวันปีใหม่จีน แต่ที่มานั้นยังมีความคลุมเครือเพราะไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเกิดเพราะเหตุใด นอกจากตำนานที่เล่าต่อกันมา อย่างตำนานสัตว์ประหลาด เหนียน (Nian : 年) โดยตำนานเล่าว่าในทุกๆ ปีมักจะมีสัตว์ประหลาดชื่อ เหนียน(年) ออกมาทำลายหมู่บ้าน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเด็กๆ จากปีศาจ เหล่าพ่อแม่จึงให้เงินแก่ลูกของพวกเขา เพื่อเมื่อเจอปีศาจจะได้ติดสินบนสัตว์ประหลาดด้วยเงินที่ติดตัว
นอกจากตำนานสัตว์ประหลาดเหนียนแล้ว ยังมีตำนานปีศาจที่เรียกว่าซุ่ย (祟) โดยปีศาจตนนี้จะออกมาในวันส่งท้ายปีเก่าและตบหัวเด็กในขณะนอนหลับ พ่อแม่จึงวางเหรียญไว้ข้างหมอน เมื่อปีศาจมาถึงจะเห็นแสงสะท้อนของเหรียญจึงจากไป ยังมีตำนานอีกมากมายที่เกี่ยวกับการให้เงินแก่หลูกหลาน
แต่ถึงอย่างนั้น การให้เงิน หรือเหรียญ เริ่มต้นแพร่หลายในยุคราชวงศ์ฮั่น แต่แทนที่จะเป็นการให้เงินจริงๆ กลับกลายของสะสมขนาดเล็กในรูปของเหรียญเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ที่จารึกตัวอักษร “ สันติภาพ” (peace —tiān xiàtàipíng) ,“ อายุยืนและโชคลาภ” (千秋 ti —qiān qiūwànsuì) ให้กันแทน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เงินที่ใช้จากเหรียญจึงเปลี่ยนเป็นแบงค์อย่างในปัจจุบัน แต่ความหมายของการให้เงินนั้นก็ยังเพื่อความเป็นสิริมงคลเช่นเดิม
- ควรใส่เงินในซองแดงเท่าไร?
คนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ยึดหลักการให้ "เลขคู่" เพราะถือเป็นเลขแห่งความมงคลในความหมายจีน
แต่ในช่วงยุคแรกแห่งการสถาปนาสาธารณะรัฐจีน หรือศตวรรษที่ 20 มีความเชื่อว่าจะต้องให้เงินที่มีมูลค่า 100 เซ็นต์ เป็นการอวยพรให้อายุยืนถึง 100 ปี
ต่อมาจึงนิยมให้เลขต่อเนื่องกันตามสำนาน 连 连 高 升 อ่านว่า Lián Lián Gāo shēng (เหลียน-เหลียน-เกา-เชิง) แปลว่า ขอให้ได้เลื่อนขั้นหรือการงานการเงินเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป นิยมให้เงินเป็นเลขเรียง เช่น 789 เจ็ดร้อยแปดสิบเก้าบาท เพื่อความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
ปัจจุบัน การให้เงินคนในครอบครัวของชาวจีนส่วนใหญ่นั้น ไม่มีหลักเกณ์ตายตัว แต่ก็พอจะมีมาตราฐานอยู่เช่นกัน สำหรับญาติผู้ใหญ่ จะให้เงินตั้งแต่ 200-1,000 หยวน (สกุลเงินจีน) ตามความใกล้ชิด (แต่ส่วนใหญ่ผู้ปกครองชาวจีนมักไม่ชอบรับเงินจากลูกๆ) และจะให้เงิน 10-50 หยวน สำหรับคนรู้จักหรือเพื่อนร่วมงาน
ในภาคใต้ของจีนจะมีการให้เงินที่เป็นเลข 6 หรือในภาษาจีนคือ 六 六 大 顺 (liù liù dà shùn : ลิ่ว ลิ่ว ต้า ชุ่น) เสียงคล้องกับวลีที่แปลว่า ความสำเร็จที่ราบรื่น และ 8 发 (fā) ที่แปลได้ว่า “ได้รับความมั่งคั่ง"
แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่ไห้ให้ตามหลักการนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน เพราะแม้จะได้รับแค่บาทเดียว หรือ 1 หยวน ก็ถือว่าเงินเหล่านั้นเป็นสิริมงคลเช่นกัน
เรื่องเงินเรื่องทองมักจะกล่าวกันมา มันไม่เข้าใครออกใคร แต่ทางที่ดีละก็เข้ากระเป๋าเราดูว่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด





