background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ผลรางวัล SUNDANCE 2021 ‘บาส พูนพิริยะ’ ชนะสาขา Creative Vision

ผลรางวัล SUNDANCE 2021 ‘บาส พูนพิริยะ’ ชนะสาขา Creative Vision

ผลการประกาศรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ SUNDANCE 2021 ออกมาแล้ว ข้อแสดงความยินดีกับ “บาส พูนพิริยะ” ผู้กำกับหนังไทยคนแรกที่มีผลงานเข้าประกวดในเทศกาลนี้แล้วยังสามารถคว้ารางวัล Special Jury Prize สำหรับงานด้านภาพที่ออกแบบได้อย่างสร้างสรรค์หรือ Creative Vision

หลังจากที่เทศกาลภาพยนตร์ Sundance ได้เปลี่ยนมาจัดงานในรูปแบบออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้ชมในสหรัฐอเมริกาสามารถซื้อตั๋วชมภาพยนตร์จากทางบ้านได้ และให้สื่อกับผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลกติดตามเทศกาลผ่านระบบการจัดฉายมาตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม จนกระทั่งถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย ทางเทศกาลฯ ก็ได้จัดงานประกาศผลรางวัลในทุกสาขากันแบบเรียบง่ายผ่านระบบการประชุมทางไกล ให้ทั้งคณะกรรมการ ผู้ได้รับรางวัล ผู้ชม และสื่อต่าง ๆ สามารถร่วมงานจากห้องนั่งเล่นที่บ้านได้ ด้วยบรรยากาศแบบเป็นกันเองเป็นพิเศษ

ซึ่งหลังจากที่ภาพยนตร์ฝีมือการสร้างสรรค์โดยคนไทยหนึ่งเดียวในเทศกาลเรื่อง One for the Road ของผู้กำกับ บาส พูนพิริยะ ได้ออกฉายรอบ Premier ในสายการประกวด World Cinema Dramatic ไปเป็นเรื่องแรก ตั้งแต่เช้าวันที่ 29 มกราคม เวลาประเทศไทย และอาจจะเสียเปรียบหนังประกวดสายเดียวกันที่เปิดฉายในช่วงหลัง ๆ ซึ่งคณะกรรมการน่าจะยังจดจำรายละเอียดได้มากกว่า

161251489969

161251443861

ทว่าสุดท้าย One for the Road ของผู้กำกับ บาส พูนพิริยะ ก็ชนะใจคณะกรรมการ สามารถคว้ารางวัล Special Jury Prize สำหรับงานด้านภาพที่ออกแบบได้อย่างสร้างสรรค์หรือ Creative Vision ไป พร้อม ๆ กับเสียงชื่นชมถึงความงดงามด้านการกำกับภาพและการถ่ายภาพของหนังที่ไม่เพียงแต่ทำออกมาได้สดสวย ทว่ายังสามารถรับใช้การเล่าเรื่องทั้งหมดของหนังได้เป็นอย่างดี สมกับการเป็นงานภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาภาพในการถ่ายทอดเรื่องไปพร้อม ๆ กับองค์ประกอบอื่น ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นรางวัลที่สมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว เพราะผู้กำกับ บาส พูนพิริยะ ประณีตและให้ความสำคัญกับรายละเอียดของงานภาพมาก แต่ละฉากแต่ละช็อตล้วนถูกออกแบบมาอย่างดี โดยมีหัวใจของเรื่องราวเป็นตัวตั้งที่ทุก ๆ องค์ประกอบต่างช่วยส่งเสริมกันได้อย่างสามัคคีและงดงาม

แต่หนังที่เอาชนะ One for the Road และคว้ารางวัลใหญ่คือ Grand Jury Prize ไปได้ในสายการประกวด World Cinema Dramatic ก็คือหนังเล็ก ๆ จากประเทศเล็ก ๆ อย่างโคโซโวเรื่อง Hive ของผู้กำกับหญิง Blerta Basholli ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงกับ Fahrije ภรรยาที่สามีเพิ่งหายสาบสูญไปโดยไม่ทราบข่าวใด ๆ หลังต้องไปเป็นทหารร่วมรบในสงคราม

161251446729

Fahrije ดำรงชีวิตหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำฟาร์มน้ำผึ้ง ณ เมืองชนบทห่างไกล แต่เมื่อผึ้งของเธอไม่ยอมให้น้ำผึ้งดังเดิม Fahrije จึงต้องหันไปรวมกลุ่มกับเหล่าแม่บ้านชะตากรรมเดียวกัน ช่วยกันผลิตน้ำพริกหยวกแดงสูตรดั้งเดิมของโคโซโวส่งขายในตัวเมือง และต้องทำเรื่องขอใบขับขี่เพื่อขับรถไปส่งสินค้าเอง ท่ามกลางสายตาดูหมิ่นเหยียดหยามจากเหล่าสุภาพบุรุษที่มองว่าเธอไม่เจียมตัวทำในสิ่งที่ผู้ชายควรทำในขณะที่สตรีอย่างเธอควรมีหน้าที่เพียงเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน!

โดยหนังได้ติดตามชีวิตต้องสู้ของ Fahrije ผ่านการถ่ายภาพที่ใช้กล้องอันวูบไหวเฝ้าเดินตามตัวละคร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสในสิ่งที่เธอต้องเจอไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ได้มีการกำกับที่หวือหวาอะไรนัก แต่เรื่องราวชีวิตหนัก ๆ ที่สร้างจากชะตากรรมของบุคคลที่มีตัวตนจริงแบบเรื่องนี้ก็คงจะสร้างความสะเทือนใจให้กับเหล่าคณะกรรมการอยู่ไม่น้อย จนต้องมอบให้ทั้งรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสายนี้ไปพร้อม ๆ กัน

161251449747

161251451066

นอกเหนือจากหนังเล่าเรื่องแล้ว เทศกาลภาพยนตร์ Sundance ยังได้จัดประกวดหนังนานาชาติในกลุ่ม World Cinema สำหรับงานภาพยนตร์สารคดีอีกด้วย และเรื่องที่ได้รับรางวัลใหญ่ Grand Jury Prize ในสาย World Cinema Documentary ประจำปีนี้ ก็น่าจะทำให้หลาย ๆ คนต้องประหลาดใจ เพราะผลงานเรื่อง Flee ของผู้กำกับ Jonas Poher Rasmussen จากเดนมาร์ก ที่คว้ารางวัลนี้ไปกลายเป็นงานอนิเมชันที่สร้างจากเรื่องราวชีวิตจริงของ Amin หนุ่มชาวอัฟกานิสถานที่เขาและครอบครัวต้องอพยพลี้ภัยการเมืองจากประเทศบ้านเกิดแยกย้ายกระจัดกระจายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันในหลายประเทศของทวีปยุโรปโดยต้องผ่านความยากลำบากและการผจญภัยเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ นานา

เนื่องจากว่าผู้สร้างงานสารคดีเรื่องนี้ไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าและตัวตนจริงของ Amin ตามรูปแบบสารคดีแบบเดิม ๆ ได้เลย Flee จึงนับเป็นงานลูกผสมที่ผสานเอาขนบการเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของงานสารคดีให้เข้ากับการถ่ายทอดด้วยจินตนาการเชิงกวีจากภาพของงานกลุ่มอนิเมชัน

161251460024

แต่ที่เท่กว่านั้นก็คือมันยังเป็นหนัง LGBT เมื่อตัวละครหลัก Amin เป็นชายรักชายผู้มาจากประเทศที่ไม่รู้จักเลยว่า ‘เกย์’ คืออะไร กระทั่ง Amin ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในเดนมาร์กแต่เพียงลำพัง และได้พบรักกับหนุ่มท้องถิ่น Kasper จนตกลงจะแต่งงานกันในเวลาต่อมา ซึ่งก็เป็นเหตุให้ Amin ต้องมาเล่าเรื่องราวหนหลังทั้งหมดของเขาให้ผู้ชมได้ดูและฟังกันในเรื่องนี้

และแม้ว่า Flee จะเป็นหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนเฉพาะกลุ่ม แต่ดูเหมือนผู้ชมหลาย ๆ รายก็แสดงความชื่นชมหนังว่ากำกับออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ด้วยเรื่องราวที่แสนจะสะเทือนหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นภาพการใช้ชีวิตที่ต้องระหกระเหินพลัดลูกพลัดแม่ของครอบครัวชาวอัฟกานิสถานที่ฝ่ายพ่อถูกทางการจับตัวไปในข้อหาเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล และต้องหลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาตกระกำลำบาก ณ ดินแดนต่างถิ่นอันแสนหนาวเย็น

หนังเล่นกับขนบงานสารคดีด้วยการสร้างภาพอนิเมชันให้ผู้กำกับกำลังตั้งกล้องสัมภาษณ์ Amin ราวกำลังถ่ายสารคดีจริง ๆ และตัดสลับเรื่องราวจากปากคำของ Amin ที่สาธยายเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อเขายังเด็ก กับ footage ภาพข่าวของจริง ตามลำดับเวลา สลับกับการสร้างบรรยากาศด้วยเพลงประกอบตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพลงดิสโก้อย่าง Take on Me (1984) ของวง A-ha เพลง Joyride (1991) ของวง Roxette และเพลงเทคโนล้ำสมัยอย่าง VERIDIS QVO (2001) ของวง Daft Punk ซึ่งช่วยสะท้อนสำเนียงแห่งความหวังว่าแม้ประสบการณ์ชีวิตของ Amin จะเจอแต่ความหนักหนาสาหัสมาเพียงไร แต่สุดท้ายเขาก็ยังพอหาความสุขได้จากการได้รับอิสระในการเป็นตัวของตัวเองอย่างที่เขาเป็น ซึ่งก็ทำให้ Flee เป็นหนังเล่าเรื่องราวชีวิต LGBT อีกเรื่องที่เปิดกว้างจนผู้ชมที่ไม่ว่าจะสังกัดเพศไหนก็ควรจะต้องลองหาโอกาสดู

161251478996

จากหนังชนะรางวัล Grand Jury Prize สายสารคดีในกลุ่ม World Cinema ก็มาที่ผู้ชนะจากกลุ่มงานสารคดีของอเมริกากันบ้าง โดยเรื่องที่ได้รับรางวัลใหญ่ในปีนี้ก็คือ Summer of Soul (…Or, When the Revolution Could Not Be Televised) กำกับโดย Ahmir “Questlove” Thompson สารคดีบันทึกเทศกาลดนตรีของกลุ่มคนผิวสีครั้งใหญ่ Harlem Cultural Festival ณ สวนสาธารณะ Mount Morris Park แห่ง Harlem ช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1969 เวลาเดียวกันกับเทศกาลดนตรี Woodstock อันโด่งดัง และมีนักร้องนักดนตรีผิวสีชื่อดังสลับกันมาร่วมแสดงคอนเสิร์ตนี้ตลอด 6 สัปดาห์เป็นจำนวนมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น Stevie Wonder, Nina Simone, B.B. King และมีผู้เข้าชมกว่า 300,000 คน โดยนักข่าวโทรทัศน์ในสมัยนั้น Hal Tulchin ได้บันทึกภาพไว้ แต่ทางสถานีกลับบอกว่าไม่มีผู้ชมที่สนใจข่าวงานคอนเสิร์ตของกลุ่มคนผิวดำ ฟุตเตจต่าง ๆ จึงต้องถูกเก็บตายยาวนานถึง 50 ปี ก่อนที่ผู้กำกับ Ahmir “Questlove” Thompson จะไปพบและนำมาร้อยเรียงเป็นสารคดีเรื่องนี้ให้ได้ดูกัน

161251481568

161251482478

ซึ่งหลังจากได้ดูแล้วก็คงจะรู้สึกได้ทันทีว่างานเทศกาลแห่งเสียงดนตรีงานนี้ ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้งานเทศกาลดนตรี Woodstock ของกลุ่มนักร้องนักดนตรีผิวขาวเลย แต่กระแสความดังของทั้งเทศกาล Woodstock รวมถึงสารคดียอดฮิตชื่อเดียวกัน (1970) ที่ผู้กำกับ Michael Wadleigh ได้บันทึกไว้ ได้ลบกลบตำนานของเทศกาล Harlem Cutural Festival ของกลุ่มคนผิวดำไปจนหมดสิ้น และต้องรอกันนานถึง 50 ปีกว่าที่ผู้ชมรุ่นหลานจะได้สัมผัสกันในเทศกาล Sundance ปีนี้!

ดูเหมือนเรื่องราวการเฉลิมฉลองความสุขสำราญในชีวิตด้วยเสียงดนตรีจะเป็นสิ่งที่ผู้ชมและกรรมการเทศกาล Sundance ในสหรัฐอเมริกาจะโหยหากันในช่วงเวลาของการกักตัวต่อสู้โรคระบาดนี้ เพราะหนังที่ชนะรางวัลใหญ่ Grand Jury Prize ในสาย U.S. Dramatic ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักร้องนักดนตรีและการรวมตัวกันในงานคอนเสิร์ตเช่นกัน นั่นคือเรื่อง CODA ของผู้กำกับหญิง Sian Heder ซึ่งเล่าเรื่องราวของ Ruby ผู้มีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลง แต่เธอถือกำเนิดมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชายหูหนวกและเป็นใบ้ มีเธอเพียงคนเดียวในบ้านที่ได้ยินและสามารถสื่อสารผ่านวัจนภาษากับผู้อื่นได้ และต้องคอยเป็นล่ามภาษามือให้กับครอบครัวเสมอมา

ปัญหาใหญ่คือครอบครัวของเธอประกอบอาชีพเป็นชาวประมงที่ต้องเดินเรือออกไปหาปลาเอง ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยพึ่งพาการได้ยินของ Ruby อยู่เสมอ เมื่อครูสอนดนตรีในโรงเรียนค้นพบพรสวรรค์อันสุดวิเศษของ Ruby และพยายามสนับสนุนผลักดันให้ Ruby เตรียมตัวเพื่อสอบชิงทุนเข้าวิทยาลัยดนตรีชื่อดังให้ได้ มันจึงกลายเป็นความยากลำบากใจว่า Ruby จะสามารถละทิ้งครอบครัวของเธอไปสานฝันของตัวเองได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่เธอเป็นที่ต้องการของทุกคน!

161251485372

161251486326

ถึงแม้ว่าหนังจะเข้าประกวดในสายที่ชื่อว่า U.S. Dramatic แต่จริง ๆ CODA เป็นหนังตลกอบอุ่นและน่ารักแบบเอาใจมหาชนจนไม่น่าแปลกใจที่หนังจะกวาดรางวัลจากทั้งกรรมการและผู้ชมไปได้ถึงสี่แขนง ได้แก่ Grand Jury Prize, รางวัลการกำกับยอดเยี่ยม รางวัล Special Jury Prize สำหรับนักแสดงกลุ่ม และรางวัลภาพยนตร์ยอดนิยมจากการโหวตของผู้ชม

CODA สามารถเป็นความบันเทิงที่เยียวยาโศกนาฎกรรมจากโรคร้ายชวนให้คิดถึงบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดของคนในครอบครัวเดียวกัน และการชมการแสดงดนตรีร่วมกันเป็นหมู่คณะ และน่าจะเป็นหนังที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในเทศกาล โดยบทหนังได้ดัดแปลงมาจากหนังฝรั่งเศสเรื่อง The Bélier Family (2014) ของผู้กำกับ Eric Lartigau ที่เคยเข้าฉายในบ้านเรากันมาแล้ว

สำหรับโอกาสในการชมภาพยนตร์เหล่านี้ อาจต้องรออีกสักระยะ เนื่องจากแต่ละเรื่องก็เพิ่งจะได้ฉาย Premier เปิดตัวกันในเทศกาลแห่งนี้ และถึงแม้ว่าหลาย ๆ เรื่องจะมีผู้จัดจำหน่ายสนใจซื้อสิทธิ์เพื่อการออกฉาย แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ แต่ละค่ายก็ต้องอาศัยจังหวะดี ๆ ในการลงโรงของหนังแต่ละเรื่องอยู่เหมือนกัน ส่วนหนังฝีมือคนไทยเรื่อง One for the Road นั้น ล่าสุดมีการติดต่อเจรจากับผู้จัดจำหน่ายฝ่ายประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว หากไม่มีปัญหาใด ๆ คนไทยก็น่าจะได้พิสูจน์คุณภาพกันภายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน