background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'ญี่ปุ่น' นำทีม! ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ติดท็อป 'พาสปอร์ต' ทรงอิทธิพลของโลก

'ญี่ปุ่น' นำทีม! ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ติดท็อป 'พาสปอร์ต' ทรงอิทธิพลของโลก

“Henley Passport Index 2564” จัดอันดับ “พาสปอร์ต” ทรงอิทธิพล ผลประเทศเอเชียแปซิฟิกครองแชมป์ หลังส่งสัญญาณฟื้นจาก “โควิด” เป็นภูมิภาคแรก

Henley Passport Index ต้นแบบการจัดอันดับ “พาสปอร์ต” ทั่วโลกตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศหนึ่งๆ เดินทางเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าก่อน เปิดเผยผลการจัดทำดัชนีล่าสุด ผลปรากฏว่า “ญี่ปุ่น” ยังคงครองอันดับหนึ่ง โดยผู้ถือพาสปอร์ตญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศและดินแดน 191 แห่งได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า นับเป็นปีที่สามแล้วที่ญี่ปุ่นครองอันดับหนึ่งในดัชนี ซึ่งจัดทำขึ้นโดยอิงข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association หรือ IATA)

ที่สำคัญยังมีประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ครองอันดับในดัชนีได้อย่างเหนียวแน่น อาทิ “สิงคโปร์” ตามมาในอันดับที่ 2 จากการที่ผู้ถือพาสปอร์ตสิงคโปร์เข้าประเทศและดินแดนต่างๆ ได้ 190 แห่ง “เกาหลีใต้” อยู่ในอันดับที่ 3 ร่วมกับ “เยอรมนี” โดยผู้ถือพาสปอร์ตของเกาหลีใต้และเยอรมนีเข้าประเทศและดินแดน 189 แห่งได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า (visa-free) หรือขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa-on-arrival) สำหรับประเทศที่อันดับขยับลงมาอีกเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ “นิวซีแลนด์” ที่อันดับ 7 เข้าประเทศและดินแดน 185 แห่งโดยไม่ต้องขอวีซ่า และ “ออสเตรเลีย” อยู่ที่อันดับ 8 เข้าประเทศและดินแดนต่างๆ ได้ 184 แห่ง

  • เอเชียแปซิฟิก ม้ามืดตลอดกาล

ในประวัติศาสตร์ 16 ปีของการจัดทำดัชนีนั้น ปกติแล้วอันดับต้นๆ จะตกเป็นของประเทศในสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร หรือสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เริ่มเข้ามาครองดัชนีและจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคจะเริ่มฟื้นตัวจากโรคระบาดเป็นประเทศแรกๆ

Dr. Christian H. Kaelin ประธานของ Henley & Partners และผู้คิดค้นแนวคิดในการจัดทำดัชนีหนังสือเดินทาง เปิดเผยว่า ดุลอำนาจกำลังเปลี่ยนไป เหตุเพราะสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรยังคงเผชิญความท้าทายใหญ่หลวงอันเนื่องมาจากไวรัส “โควิด-19”

"ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา หนังสือเดินทางสหรัฐหล่นลงจากอันดับหนึ่งจนกระทั่งมาอยู่ที่อันดับ 7 ร่วมกับสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน เนื่องด้วยการควบคุมการเดินทางเพื่อสกัดการแพร่ระบาด นักเดินทางจากสองประเทศจึงต้องพบเจอกับข้อจำกัดต่างๆ จากกว่า 105 ประเทศ โดยผู้ถือหนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกาสามารถเดินทางเข้าประเทศและดินแดนต่างๆ ได้น้อยกว่า 75 แห่ง ขณะที่ผู้ถือหนังสือเดินทางสหราชอาณาจักรเข้าประเทศและดินแดนต่างๆ ได้ไม่ถึง 70 แห่ง"

  • “วัคซีน” กับโลกหลังโควิดที่เปลี่ยนไป

จากการที่วัคซีน “โควิด-19 ตัวแรกได้รับการอนุมัติเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสายการบินเชื่อว่า การบังคับให้ฉีดวัคซีนก่อนการเดินทางอาจกลายเป็นเรื่องจำเป็นในอีกไม่นานนี้ ซึ่ง IATA มีแผนริเริ่มที่จะนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสนับสนุนการฟื้นการเดินทางทั่วโลก โดยมีกำหนดเปิดตัว IATA Travel Pass ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ในรูปแบบของแอพพลิเคชันมือถือที่จะทำให้นักเดินทางจัดเก็บและจัดการเอกสารรับรองการตรวจหรือฉีดวัคซีน “โควิด-19 ของตนเองได้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงอนาคตของการเดินทางทั่วโลกว่า เราคาดหวังไม่ได้ว่ารูปแบบของการเดินทางจะกลับมาเหมือนกับในช่วงก่อนการระบาด Dr. Parag Khanna ผู้ก่อตั้ง FutureMap กล่าวว่า การพิจารณาแต่สัญชาติเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วที่จะรับประกันความปลอดภัยในการเดินทาง

"แม้แต่หนังสือเดินทางที่ยังทรงอิทธิพล ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อทำให้การเดินทางกลับมามีความคล่องตัวและยืดหยุ่นอีกครั้ง เยาวชนในปัจจุบันมีความรับผิดชอบต่อสังคม ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และชาตินิยมน้อยลง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นคนรุ่นที่เดินทางเคลื่อนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ พวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการเดินทาง จากการที่ทุกประเทศทำเพื่อตัวเองไปเป็นทุกคนทำเพื่อตัวเอง"

ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญปรากฏอยู่ในรายงานการเดินทางทั่วโลกประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2564 (Global Mobility Report 2021 Q1) ซึ่ง Henley & Partners เผยแพร่ในวันนี้

รายงานดังกล่าวประกอบด้วยงานวิจัยใหม่จาก Deep Knowledge Group ซึ่งนำข้อมูลจากการประเมินความเสี่ยงของ “โควิด-19 (Covid-19 Risk and Safety Assessment) ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพใน 250 ประเทศและดินแดนมาซ้อนทับกับผลล่าสุดจาก Henley Passport Index ซึ่งพบว่าสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เสรีภาพในการเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขาดเสรีภาพทางสังคมหรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความล้มเหลวในการจัดการความเสี่ยง ความพร้อมด้านสุขภาพ และการติดตามและตรวจจับอีกด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การที่ไม่สามารถเดินทางได้นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะพลเมืองของประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่าอีกต่อไป

ในช่วงปี 2563 มีการทำข้อตกลงวีซ่าระดับสูงไม่มากนัก ที่โดดเด่นคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งทำอันดับขึ้นอย่างต่อเนื่องในดัชนี Henley Passport Index สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลงนามในข้อตกลงที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นคนกลาง เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับอิสราเอล และอนุญาตให้พลเมืองของแต่ละประเทศเข้าประเทศของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ปัจจุบัน ผู้ถือหนังสือเดินทางยูเออีเข้าประเทศและดินแดน 173 แห่งโดยไม่ต้องขอวีซ่า และอยู่ในอันดับที่ 16 ซึ่งเป็นการทำอันดับได้อย่างน่าทึ่งเมื่อเทียบกับเมื่อครั้งที่ยูเออีเข้ามาติดอันดับเป็นครั้งแรกในปี 2549 โดยในตอนนั้น ยูเออีอยู่ในอันดับที่ 62 เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ โดยไม่ขอวีซ่าได้เพียง 35 แห่ง

Dr. Juerg Steffen ซีอีโอของ Henley & Partners กล่าวว่า ความผันผวนอันเนื่องมาจาก “โควิด-19ได้ผลักดันให้การลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานกลายเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก "หลายเหตุการณ์ในปี 2563 เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำให้เกิดปัจจัยผลักดัน (push factor) ต่างๆ ขึ้นพร้อมกัน เช่น ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะเดียวกันก็กลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยดึงดูด (pull factor) อีกครั้ง โดยความมีเสถียรภาพ ความปลอดภัย และการเข้าถึงการบริการสุขภาพและการศึกษาที่มีคุณภาพกลายเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ปัจจุบัน การให้สัญชาติและสิทธิพำนักอาศัยกลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานการพิจารณาสำหรับครอบครัวและผู้ประกอบการนานาชาติที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน และสร้างมูลค่าระยะยาวผ่านทางการเดินทางทั่วโลกที่ได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น"