เรียนนอกห้อง ส่อง “งาน” ที่ใช่

เรียนนอกห้อง ส่อง “งาน” ที่ใช่

“เรียนให้ตายสุดท้ายไม่มีงานทำ”ปัญหาคลาสสิกของระบบการศึกษาจะหมดไป ถ้าเด็กไทยค้นพบและรู้จักตัวเอง

เมื่อชีวิตนอกห้องเรียน เท่ากับ การถูกทิ้งขว้างจากสังคม ชุมชนเล็กๆ อย่าง “หนองอียอ” อ.สนม จ.สุรินทร์ จึงเดิมพันครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นศักดิ์ศรีความเป็นคนให้กับกลุ่มเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า 

..เด็กในโรงเรียนยังมีครู แต่เด็กกลุ่มนี้ไม่มีใคร

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากสารพัดปัญหาที่ อบต.หนองอียอ ต้องพบจากเยาวชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรง แม่วัยใส เด็กออกนอกระบบ ฯ ล้วนแต่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายกุมขมับ ไม่รู้จะเริ่มต้นจัดการที่ตรงไหนก่อนดี

“เราลองผิดลองถูกมาตั้งแต่ปี 2553 จากเมื่อก่อนที่ทำกิจกรรมแต่กับเด็กในระบบ จนมาคิดมุมกลับว่า เด็กในระบบมีคนดูแลอยู่แล้ว แต่เด็กนอกระบบน่าเป็นห่วงกว่า มองผิวเผิน อาจจะเห็นว่า เด็กเป็นตัวปัญหา แต่ทีมงานก็เข้าไปพูดคุยเพื่อคิดหาวิธีว่า ทำยังไงให้เด็กอยู่ในพื้นที่ มีอาชีพ และเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน ก็ได้ทำการเก็บข้อมูลกันเป็นปี” สมใจ ณ เชียงใหม่ เลขานายก อบต.หนองอียอ เล่าถึงความพยายามที่จะกอบกู้วิกฤติของเด็กๆ ชาวหนองอียอ ซึ่งมีสถานการณ์ใกล้เคียงกันกับภาพรวมของ จ.สุรินทร์ ที่ทั้งจังหวัดมีเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาไม่ต่ำกว่าหมื่นราย

  •  เมื่อการศึกษาไม่ตอบโจทย์

“ผมโดดเรียนไปทำนา พอกลับมาก็โดนครูดุ” คำบอกเล่าของ อี้-สุรชัย ด้วงโท สะท้อนให้เห็นชัดว่า การศึกษาในห้องเรียนอาจไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปของทุกชีวิตเสมอไป

“อี้” ซึ่งปัจจุบันเป็นถึงท่านประธานสภาเยาวชนหนองอียอเล่าประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า หลังจากหยุดเรียนไปพักหนึ่งเมื่อจบชั้นมัธยมต้น แต่พอตัดสินใจกลับไปเรียนอีกครั้ง กลับพบว่า การศึกษาที่ได้รับไม่ตอบโจทย์ในชีวิต 

โรงเรียนไม่ได้สอนให้เรามีความสุข หรือมีอาชีพที่มั่นคง

ผมโดดเรียนไปทำนา พอกลับมาก็โดนครูดุ

“รู้สึกขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่โรงเรียนสอนกับสิ่งที่เราต้องการ โรงเรียนไม่ได้สอนให้เรามีความสุข หรือมีอาชีพที่มั่นคง ผมโดดเรียนไปทำนา พอกลับมาก็โดนครูดุ แต่พอมาเข้าร่วมกิจกรรม ได้เห็นตัวตนของตัวเองว่า ถนัดอะไร ต้องการจะไปทางไหน” เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นหลังเข้ากระบวนการค้นหาตัวเองกับทาง อบต. ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าเป็นเกษตรกร อาชีพดั้งเดิมของครอบครัว แต่ที่เพิ่มเติม คือ การเพิ่มมูลค่าด้วยการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ตลาดและเทรนด์รักสุขภาพได้ดีกว่า

จากการบอกเล่าของ ประวัติ สมเป็น ผู้แทนคณะทำงานจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ จ.สุรินทร์ ถึงความพยายามของท้องถิ่นในการแก้ปัญหาให้กับเยาวชนในพื้นที่ และร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เพื่อสร้างเครือข่ายแก้ปัญหาในรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ 

“ปัญหาสำคัญของจ.สุรินทร์ คือ มีเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันเยอะมาก ทั้งจังหวัดสุรินทร์มีเด็กไม่มาเรียนมากถึงหมื่นกว่าคน เราก็ชวนกันไปหาสาเหตุ พบว่า อันดับแรก คือ ความยากจน อันดับที่สอง คือ การเรียนการสอนของโรงเรียนมีการอิงมาตรฐานการศึกษาจากส่วนกลาง และสาม คือ สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการให้เด็กอยากไปโรงเรียน” เขาอธิบายถึงจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่งาน “เปิดโลกการเรียนรู้เพื่ออาชีพจังหวัดสุรินทร์” ที่เพิ่งจัดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กชาวสุรินทร์ได้ค้นหาตัวเอง และสิ่งที่เหมาะกับตัวเองได้ รวมถึงได้เปิดหูเปิดตา เกี่ยวกับอาชีพที่น่าสนใจ และมีตลาดงานรองรับ

อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น อาชีพที่ใช่ อาจไม่ได้อยู่ในห้องเรียนก็ได้ มันจึงเป็นเหตุผลให้ผู้ใหญ่ที่หนองอียอ รวมถึงจังหวัดสุรินทร์ พยายามที่จะเปิดโลกทางอาชีพให้กับเยาวชนในท้องถิ่น

อย่างที่ หนองอียอ ได้มีการจัดทำค่ายเพื่อให้เด็กๆ นอกระบบได้ค้นหาตัวเอง เริ่มตั้งแต่การค้นหาตัวเอง หาอาชีพที่อยากทำ วิเคราะห์โอกาส และความเป็นไปได้ และปัจจุบัน

หลังจากได้ไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น้องๆ รุ่นแรกนี้กำลังอยู่ระหว่างเริ่มต้นทดลองทำอาชีพเพื่อเก็บประสบการณ์ ทำจริง-เจ็บจริง 

อย่าง “ติ๋ว” เด็กแว้นผู้รักในความเร็วที่วันๆ ก็ออกซิ่งไปทั่ว แต่ด้วยความชอบในเครื่องยนต์ ติ๋วจึงเลือกที่จะไปฝึกอาชีพช่างยนต์ที่ชื่นชอบ โดยได้รับความร่วมมือจากอู่ในท้องถิ่นให้เข้ามาฝึกอาชีพ

สมเกียรติ สาระ หัวหน้าสำนักงานปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอียอ คือ คีย์แมนคนสำคัญในการชักนำเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่การดูแล จนถึงความพยายามที่จะส่งเสริมให้เด็กได้ค้นหาตัวเอง มีอาชีพ รวมถึงอยู่ในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยทดลองกับ 3 หมู่บ้าน ได้เยาวชนรุ่นแรกมาเข้าโครงการ 16 คน

“เราต้องอย่ามองเขาเป็นปัญหา ถ้าเรามองแบบนั้น แปลว่า เราไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของเขา เรามองเขาเป็นพลังในชุมชน อย่าง เกม เป็นหัวหน้าแก๊ง เขาจะมี 7-8 คน แต่เรื่องแรงงานเขาถนัด เราก็ชวนเขามาคิดถึงความถนัดของตัวเอง ว่า ถ้าจะทำอาชีพจริงจัง จะทำอะไรได้บ้าง เราไม่คิดว่า เขาเป็นปัญหา ให้เกียรติเขา แต่เรื่องอาชีพนี่ยากนะ อย่างพวกเราเอง หลายคนอยากมีอาชีพเสริมแต่ทำไปแล้วเจ๊งก็มีเยอะนะครับ”

โจทย์ที่ทีมงานต้องเน้นให้มาก คือ เด็กจะต้องวิเคราะห์หาสิ่งที่ใช่หรือเหมาะสมกับตนเอง ขณะเดียวกันก็ต้องมองในเรื่องความเป็นไปได้ที่จะทำอาชีพนั้นๆ ด้วย

“บางคนชอบหลายอย่าง แต่ในระยะ 6 เดือน ต้องหาอะไรที่ทำได้ก่อน อย่างเด็กบางคนชอบช่างยนต์ แต่เลือกตัดผมก่อน เพราะมีโอกาสทำแล้วประสบความสำเร็จที่สุด อย่าง อี้เขาสนใจปลูกผักอินทรีย์ ก็ไปสำรวจผักในตลาด ผักอะไรขายดี ได้ราคา ซึ่งกระบวนการค้นหาเป็นระยะเวลา 9 เดือนเราผ่านมาแล้ว จากนี้เหลืออีก 6 เดือน คือ เด็กต้องไปปฏิบัติการ และ 3 เดือนสรุปผล เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่ทำให้สำเร็จหรือล้มเหลว”

ถึงแม้ตอนนี้ ในทางอาชีพจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า น้องๆ ประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลว แต่ที่เห็นผลชัดเจนแล้ว คือ การมีตัวตนและเป็นที่ยอมรับโดยชุมชนมากขึ้น

“เมื่อก่อน ชุมชนจะตัดสินเด็กพวกนี้ว่า เรียนไม่จบ เป็นคนไม่ดี เขาก็มีน้อยใจบ้าง เพราะเขาก็เป็นคนเหมือนกัน เราก็โยนคำถามกลับไปให้คิดต่อ ว่า ถ้าอยากจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ต้องอยู่แบบไหนบ้าง เราต้องมีรายได้ใช่ไหม.. จะมีรายได้ ก็ต้องงานทำ แล้วการจะมีงานทำ เราก็ต้องมาดูว่า เราถนัดเรื่องอะไร เรามีควมต้องการเรื่องอะไร ต้องการให้เสริมเรื่องอะไร ข้อเสียของเราคืออะไร แล้วนอกจากเรื่องอาชีพแล้ว เขาก็ทำงานจิตอาสาในชุมชนด้วย ชุมชนก็ยอมรับเขามากขึ้น เขาก็ภูมิใจในตัวเอง เขามีความสุข พ่อแม่เขาก็มีความสุข” สมเกียรติ อธิบายถึงวงรอบการทำงานที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

  • เกิดเป็น ‘เด็กนอกห้อง’

ในจำนวนกว่าหมื่นรายของเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในจังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่ว่า ทั้งหมดคือเด็กเกเร เพราะอย่างที่ผู้แทนคณะทำงานจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ จ.สุรินทร์ ให้ข้อมูลไว้ สาเหตุสำคัญกว่านั้น คือ ปัญหาความยากจน อย่างเช่นที่ เขียว-สุริยา ดวงศรี หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงที่เคยเข้าร่วมกระบวนการมาตั้งแต่ปี 2553 และผันตัวมาเป็นพี่เลี้ยงในปัจจุบัน เล่าให้ฟังถึงชีวิตตัวเองว่า เกือบเป็นเด็กนอกระบบ เพราะเมื่อจบป.​6 ครอบครัวไม่อยากให้เรียนต่อ ก็ขอเงินพี่เขยมาเรียนจนถึงระดับ ม.3 จากนั้นก็ต้องรับจ้างนวดข้าว เพื่อเก็บเงินส่งตัวเองเรียนจนจบชั้น ม.6

เมื่อ “วุฒิการศึกษา” ไม่สามารถการันตีเป้าหมายชีวิตได้ ประสบการณ์ “หนุ่มโรงงาน” ที่เขียวได้พบ จึงกลายเป็นผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยนและไม่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างสิ้นเชิง

“พอเข้า กทม. ไปทำงานได้ 2-3 ปี ก็พบว่า ไม่ใช่ตัวเรา จึงตัดสินใจกลับบ้าน แล้วไม่มีอะไรทำ พี่สมเกียรติ ก็มาชวนเข้าร่วมกิจกรรม มาเข้าค่ายพัฒนาศักยภาพ หลังจากนั้นผมก็เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ แล้วก็ชวนเด็กคนอื่นๆ ในชุมชนมาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย จนมีสมาชิก 135 คนทั้งในระบบและนอกระบบที่มาร่วมทำกิจกรรมกัน พอเขาได้ทำกิจกรรมแล้ว ก็เริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวเอง แต่ชุมชนกลับมองไม่เห็น เราเลยหันมาพัฒนาคุณภาพชีวิต มาลงที่เรื่องอาชีพ” เขียวเล่าถึงประสบการณ์ตรงที่ทำให้เขาได้รู้ว่า ความรู้ในห้องเรียนไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้เสมอไป

“ระบบการศึกษาไม่เคยสอนให้เด็กรู้ว่า ตัวเองชอบอะไร แต่เราพยายามให้เด็กได้เรียนอาชีพหลายๆ อย่าง จะได้รู้ว่า ชอบอะไร” เขาย้ำ

ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ จิ๋ว-ชนาพัทธ์ ศรีพิมพ์สอ ได้พบเจอ.. จิ๋ว ในวัย 22 ปี กำลังเรียนปี 4 คณะรัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เขามีความฝันว่า เมื่อเรียนจบแล้ว อยากกลับไปทำงานที่อบต.หนองอียอ บ้านเกิด เพราะอยากจะพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน สังคม รวมถึงเยาวชนให้ได้รับโอกาสที่ดีกว่าที่เขาได้เจอมา

จิ๋ว เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกบีบด้วยปัญหาความยากจน เมื่อแม่ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนต่อได้ หลังจบม.6 เขาจึงดิ้นรนสอบเข้าเรียนต่อที่ราชภัฏบุรีรัมย์ ในภาคเสาร์-อาทิตย์ และทำงานรับจ้างสารพัดแขนงในวันจันทร์-ศุกร์ เพื่อส่งเสียตัวเองเรียน

“ทำงานหลายอย่างมากครับ ก็สู้จนมาถึงประมาณปีสาม รู้สึกไม่ไหว ทำงานด้วยเรียนด้วย เลยตัดสินใจกลับบ้านมาอยู่กับแม่ ตอนนั้นแม่ทำงานเย็บผ้า ผมก็ช่วยแม่ แม่ก็ช่วยจ่ายค่าเทอมให้ เสาร์-อาทิตย์ก็ไปเรียนเหมือนเดิม แล้วพอได้มาเข้าค่ายกับพี่สมเกียรติ ก็มาคัดเลือกอาชีพ ตอนแรกไม่ได้อยากเป็นนักตัดผม ถึงที่ผ่านมาจะมีตัดผมให้น้องบ้าง แต่เมื่อคิดพิจารณาแล้ว งานช่างตัดผมน่าจะดี เพราะผมชอบทำงานคนเดียว ก็เลยไปเรียนตัดผม แล้วเปิดร้านที่บ้าน ได้อยู่กับแม่ด้วย” จิ๋ว เล่า

ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นที่ไปเรียนตัดผมด้วยกันอย่าง เกม-วีระพล หมื่นราม อีกหนึ่งเยาวชนนอกระบบ อดีตเด็กหัวโจกแห่งหนองอียอ ที่ออกจากเรียนกลางคันตอน ม.5 ขึ้น ม.6 หลังจากมาๆ หายๆ เข้าเรียนบ้างไม่เข้าบ้าง วันนึงมาเรียน 2-3 ชั่วโมงแล้วก็กลับบ้าน.. ที่ยังไปโรงเรียนก็เพื่อเพื่อให้ได้ค่าขนมที่ไปลงขวดเหล้าในภายหลัง

“วันๆ คิดแต่เรื่องกิน เรื่องเที่ยว รู้สึกมีความสุข ได้ตังค์มาก็เอาไปกินเหล้า ก็เริ่มขาดเรียนต่อเนื่อง อาทิตย์นึงไปเรียนสามวัน แต่ไปแล้วมันก็อาย เหมือนเขามองเราเป็นคนเลว ตอนหลังผมก็เลยเลิกไปเรียน ออกมาอยู่บ้านเฉยๆ ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปนอนบ้านเพื่อน ไม่ค่อยกลับบ้าน พอเงินหมดก็ไปทำงานรับจ้าง เคยไปทำงานโรงงานก็ไม่ชอบ อยู่ไม่ไหว เลยกลับบ้าน โดนกดดัน ต้องทำตามระเบียบ ผมไม่ชอบให้คนสั่ง เลยกลับบ้าน” เกมเล่าถึงวีรกรรมที่เคยทำให้พ่อแม่ช้ำใจ แต่พูดไปก็มีแต่ทะเลาะบ้านแตก

จากวัยรุ่นใจร้อน แค่มองหน้า ก็พร้อมจะมีเรื่อง แต่วันหนึ่งเมื่อตนเองไปเที่ยวงานวัดแล้วมีเรื่องโดนรุมโดยคนเป็นร้อย เพื่อนที่เคยรายล้อมก็หายไปในพริบตา ที่เห็นก็มีเพียงแม่ที่มาประกันตัวในตอนเช้า

..นั่นแหละ ที่ทำให้เขาตาสว่าง ซึ้งกับมิตรภาพในวงเหล้า

“ตอนผมลำบาก เพื่อนหายหมดเลย ตอนเรามี ก็มากันจัง ก็เลยคิดว่า ไม่ใช่ละ แล้วพอดีตอนนั้น พี่สมเกียรติเขามีค่าย 15 วัน ก็ว่างๆ อยู่ ก็เลยไปร่วมกับเขาดู ไม่รู้หรอกว่า เขาชวนเราไปทำอะไร แต่ 15 วันที่ไปนี่เปลี่ยนเลย ผมไม่เคยคิดเรื่องการเป็นผู้นำในแบบนี้มาก่อน ต้องมานั่งเขียนงาน มาทำกิจกรรม เขาสอนเราให้รู้จักอดทน สอนการเป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม ได้เรียนรู้ตัวเอง” เกมเล่า 

หลังกลับจากค่าย ผ่านกระบวนการค้นหาตัวตน เกมเริ่มมองถึงอาชีพและอนาคตของตัวเอง โดยตั้งใจจะปักหลักที่อาชีพช่างตัดผม เพราะที่ผ่านมาก็มีพื้นฐานมาอยู่บ้าง จากการสลับกันตัดผมกับเพื่อน เมื่อบวกกับการวิเคราะห์ตลาดก็พบว่า ที่หนองอียอ ร้านตัดผมยังมีไม่มาก ขณะที่ผมคนมีแต่ยาวขึ้น อย่างไรคนเราก็ต้องตัดผม มันจึงเป็นคำตอบที่ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยถึงเส้นทางอาชีพที่ต้องการไป

เมื่อโจทย์ชัด ทีมพี่เลี้ยงก็ไม่ลังเลที่จะส่ง เกม และ จิ๋ว ที่เลือกอาชีพตัดผมเช่นกันไปเรียนหลักสูตรตัดผมชายพื้นฐาน 

“คอร์สพื้นฐานนี่เรียนจบไปแล้ว ตอนนี้กำลังเรียนสมัยนิยมอยู่ครับ” เกมเล่า

ทุกวันนี้ ร้าน “เกม บาร์เบอร์ ช็อป” แห่งหนองอียอ เปิดให้บริการแล้วในทุกวันเสาร์อาทิตย์ 

“จริงๆ ผมทำได้หลายอย่างนะ แต่งานตัดผมนี่.. ทำแล้วมีความสุข” เขาให้เหตุผล

ส่วนความฝันของบาร์เบอร์มือใหม่อย่างเกมนั้น เขาอยากจะมีร้านทำผมเป็นเรื่องเป็นราว มีครบทุกอย่าง.. ตัด สระ ซอย ไดร์ เซ็ต ส่วนเรื่องฝีมือนั้นก็ต้องการจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น

“ฝึกไปเรื่อยๆ ครับ งานมันสอนเราอยู่แล้ว” คือคำยืนยันพร้อมแววตามุ่งมั่นจากอดีตหัวโจกเลือดร้อนแห่ง “หนองอียอ”