“ยิ้ม”แล้ว“สู้”ไหม

“ยิ้ม”แล้ว“สู้”ไหม

อย่าให้ใครต้องสู้ลำพัง...ร่วมกันเปิดโอกาสให้ผู้พิการแสดงศักยภาพและสู้ต่อเพื่อชีวิตที่มีความหมาย

ถ้าคุณผลักประตูด้านหน้าแล้วกวาดสายตาไปทั่ว บรรยากาศโดยรอบที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากร้านดังอื่นๆ เพราะโซฟาก็นั่งสบาย มีบาร์น้ำสไตล์ลอฟต์ ส่วนกลิ่นหอมของกาแฟ…นั่นก็สัมผัสจมูกผู้มาเยือนตั้งแต่ย่างเท้าเข้าร้าน

จนกระทั่งเขยิบเข้าใกล้อีกนิด แล้วออกปากบอกชื่อเมนูที่ต้องการไปนั่นแหละ ถึงจะจับได้ถึงความแตกต่าง

 หลังจากแสดงความต้องการไป แทนการสนทนากลับ พนักงานคนนั้นเธอยิ้มรับ ก่อนจะหันหน้าจอสัมผัสให้ลูกค้าส่งคำสั่ง แทนการส่งเสียง

“พนักงานหูหนวกยินดีให้บริการค่ะ โปรดสั่งอาหารและเครื่องดื่มโดยการชี้เมนู” ตัวอักษรบนกระดานสีขาวเฉลยคลายความสงสัย

พิการร่างกาย พิการโอกาส

เรารู้มาสักระยะแล้วว่า ที่มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ซ.อรุณอัมรินทร์ 39 มีร้านกาแฟหนึ่งซึ่งพนักงานเป็นผู้พิการทั้งหมด ที่ชื่อว่า“Yimsoo café” (ยิ้มสู้ คาเฟ่) ตั้งอยู่

ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ บอกระหว่างกิจกรรม “เปิดบ้านยิ้มสู้” ตอนหนึ่งว่า “ยิ้มสู้” คือชื่อบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชนิพนธ์ เพื่อมอบกำลังใจแก่ผู้พิการทางสายตา เมื่อพ.ศ.2495 ดังนั้นคำว่า “ยิ้มสู้” จึงเป็นทั้งสิ่งมงคล ขวัญกำลังใจ และปณิธาณของคนพิการที่จะต้องฝ่าฝันอุปสรรค ให้ใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนปกติ เอาชนะความเชื่อของสังคมที่ว่าผู้พิการไม่สามารถทำอะไรได้ รอคอยแต่การช่วยเหลือ

“สิ่งที่คนพิการต้องต่อสู้มากที่สุดคือความเชื่อที่ว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้ ความพิการคือกรรมที่ต้องชดใช้ คนพิการจึงมีชะตากรรมเช่นนี้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วสังคมต่างหากที่มองคนพิการแบบนั้น”

มูลนิธิฯ อ้างอิงข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเก็บข้อมูลจนถึงช่วงมิถุนายนที่ผ่านมาและพบว่า ปัจจุบันนี้มีผู้พิการที่จดทะเบียนทั่วประเทศทั้งหมด 1,802,375 คน คิดเป็นร้อยละ 2.72 ของประชากรทั้งหมด

โดยในจำนวนคนพิการนี้มีผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน (อายุระหว่าง 15-60 ปี) จำนวน 802,058 คน หรือร้อยละ 44.5 แต่ถึงเช่นนั้นกลับมีผู้พิการซึ่งมีงานทำ มีรายได้จริงๆ เพียง 227,924 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.42 เท่านั้น

 “นั้นหมายความว่า ยังมีผู้พิการที่สามารถทำงานได้แต่ยังไม่มีงานทำถึง 455,990 คน หรือร้อยละ 56.58 ซึ่งเมื่อมีผู้พิการอีกมากที่ไม่มีงานทำ จึงเป็นโจทย์ท้าทายสังคมว่าจะช่วยคนพิการกลุ่มนี้ให้มีอาชีพและช่วยพัฒนาให้พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้อย่างไร”

รุ่งวิภา โพธิวงค์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งพิการบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง บอกว่า เป็นธรรมดาที่คนพิการมักท้อแท้ สิ้นหวัง นั่นเพราะส่วนหนึ่งพวกเขาไม่รู้จะทำอะไรต่อไปได้ คนพิการจึงมองไม่เห็นอนาคต ไม่มีความหวัง และไร้จุดมุ่งหมาย

ขณะที่อีกด้านสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราก็ดูจะเป็นเรื่องยากไปเสียหมด ทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวัน โอกาสที่จะได้เข้าทำงานในบริษัทซึ่งมีจำนวนน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับคนทั่วไป ดังนั้นผู้พิการจึงมักเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ไม่ขอทำตัวให้เป็นภาระมากกว่าที่เป็นอยู่

“อย่างที่หมู่บ้าน มีคนพิการเป็นสิบๆ คนได้ แต่พอกระทรวงพัฒนาสังคมฯ หรือมูลนิธิมีโครงการฯ พวกเขาก็มักจะไม่ออกมา เพราะคิดว่าคงทำไม่ได้ และจะสร้างภาระให้คนรอบข้างเพิ่ม เพราะแค่จะเอาตัวออกมาจากบ้าน เอาตัวเองขึ้นรถยังยาก เราเองก็เคยท้อ คิดอยากจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ เพราะไม่อยากเป็นภาระของพ่อแม่”

กำลังใจดี ต้องมีตัวช่วย

เมื่อความพิการเลือกไม่ได้ พร้อมๆ กับที่มีแรงใจเปลี่ยนความคิดจากความหดหู่เป็นความพยายาม ทำให้ ศ.วิริยะ ซึ่งไม่ได้พิการแต่กำเนิด มุมานะจนเรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทยจากเนติบัณฑิตยสภา และเข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะกรรมการที่ผลักดันประเด็นเรื่องคนพิการชุดต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน

ทัศนคติบนความปรารถนาดีที่สังคมไทยมีให้คนพิการนั้นหลากหลาย หากเป้าหมายของการขับเคลื่อนที่ดูจะเป็นทิศทางเดียวกันคือการให้ สังคมเปิดใจให้โอกาสกับผู้พิการ สร้างกระบวนการพัฒนาศักยภาพให้พวกเขาสามารถดูแลตัวเองได้ เช่นเดียวกับที่ต้องลดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตให้คนพิการสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นแบบไม่ต้องทิ้งใครไว้ทีหลัง

“ผมไม่อยากเป็นภาระ ไม่อยากให้ใครต้องมาสละเวลาช่วยเหลือเรา อยากหาเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ แค่นี้ก็พอใจแล้ว” ผู้พิการคนหนึ่งสะท้อนความต้องการ

โมเดลหนึ่งที่น่าสนใจมีมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการเป็นหนึ่งในตัวอย่าง เพราะที่แห่งนี้ได้พัฒนาพื้นที่สำนักงานให้กลายเป็นแหล่งพัฒนาศักยภาพคนพิการในหลายมิติ

เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าสุดซึ่งเป็นร้านกาแฟ Yimsoo(ยิ้มสู้) ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม ระดับคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะมีพนักงานเป็นผู้พิการแล้ว พวกเขายังใช้พื้นจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ยิ้มสู้ ซึ่งผลิตจากศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ออกวางจำหน่าย

ส่วนพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ 1.โครงการบ้านเด็กยิ้มสู้ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมและทักษะพื้นฐานให้กับเด็กเล็ก และเด็กพิการทุกประเภทตั้งแต่ 3-6 ปี โดยเฉพาะกลุ่มออทิสติก และบกพร่องทางสติปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กกลุ่มนี้สามารถไปเรียนรวมกับเด็กทั่วไปได้

 2.พื้นที่โครงการหอศิลป์ยิ้มสู้ ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงผลงานของผู้พิการ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในด้านต่างๆ 3.โครงการศูนย์บริการคนพิการ ไว้เพื่อจัดหางานให้กับคนพิการ

4.โครงการศูนย์ถ่ายทอดและการสื่อสารสำหรับคนหูหนวก (TTRS) ที่สามารถพัฒนานวัตกรรมล่ามภาษามือผ่านระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อช่วยให้ผู้บกพร่องทางการได้ยินและสื่อความหมาย สามารถสื่อสารกับคนปกติได้ ซึ่งตู้ถ่ายถอดการสื่อสารนี้ ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ให้มีกระจายอยู่ทั้งหมด 180 จุดทั่วประเทศ มียอดผู้ใช้บริการสูงถึง 18,000 ครั้งต่อเดือน มีล่ามภาษามือ 36 คนคอยให้บริการ ในช่วงเวลา 7.00-23.00 น.ของทุกวัน

 “ตัวอย่างเช่นผู้พิการทางการได้ยิน เมื่อเขาไปซื้อตั๋วโดยสารรถไฟ เขาก็จะโทรมา หรือใช้บริการตู้เพื่อส่งภาษามือผ่านระบบ และล่ามภาษามือจะทำการสื่อสารกับพนักงานขายตั๋วอีกครั้งหนึ่ง การมีตู้สื่อสาร และแอพพลิเคชั่นนี้ช่วยให้ผู้พิการสื่อสารกับคนปกติได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์จำเป็น เช่น การซื้อตั๋วโดยสาร การแจ้งความ การพบแพทย์ในโรงพยาบาล”

การพัฒนาศักยภาพผู้พิการ และการมีเครื่องมือที่ทันสมัยอำนวยความสะดวกจึงเป็นดั่งตัวช่วยให้กับผู้พิการที่ยังมีจิตใจแข็งแรงดี ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้

ยิ้มแล้วต้องสู้

ถ้าดูแลตัวเองได้ มีทักษะใช้ชีวิต มีแรงใจ ขั้นตอนต่อไปคือการมีอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเอง

คนพิการไม่ได้จำกัดแค่อาชีพขายสลากกินแบ่ง มูลนิธิเพื่อคนพิการเคยสำรวจถึงกลุ่มอาชีพที่ผู้พิการได้รับโอกาสและสามารถทำงานนั้นได้จริงๆ พบว่า ปัจจุบันคนพิการร้อยละ 39.04 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมาร้อยละ 39.28 มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ขณะที่อีกมุมหนึ่งผู้พิการที่อยู่ตามชนบทมีรายได้ที่ตำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและความช่วยเหลือใดๆ ที่รัฐจัดให้

มูลนิธิสากลเพื่อผู้พิการจึงมองว่าหากจะสร้างอาชีพให้คนกลุ่มนี้ต้องมองถึงการทำการเกษตรเป็นหลักเพราะลักษณะอาชีพไม่ได้จำกัดแค่ในเขตเมือง

การเกษตรที่ว่านี้ยังต้องใช้พื้นที่น้อย ใครๆ ก็ทำได้ มีการลงทุนต่ำ ที่สำคัญเมื่อทำแล้วต้องขายได้จริง มีรายได้เพียงพอกับการดูแลตนเองและคนในครอบครัว

ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนทั้ง 3 แห่ง คือที่ อ.แม่ริมและอ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จึงเปิดรับผู้พิการเข้ามาฝึกอาชีพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้พิการจะต้องมีความตั้งใจจริง สามารถสละเวลาเข้ามาเรียนในระยะเวลาขั้นต่ำ 3 เดือน จากนั้นหากจะไปประกอบอาชีพจริง ทางศูนย์ฝึกจะมีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากศูนย์นี้อยู่ภายใต้แบรนด์ “ยิ้มสู้” กำลังอยู่ระหว่างทำตลาดให้กว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น มีผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดี เช่น น้ำพริก ไส้อั่ว ผักปลอดสารพิษ และการเลี้ยงจิ้งหรีดซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนใหม่

นิพนธ์ ตาสา ผู้พิการร่างกายแคระแกร็น อ.เวียงแหง ซึ่งเข้ามาร่วมฝึกอาชีพ ที่ส่วนศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน จ.เชียงใหม่ บอกว่า เลือกประกอบอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดเพราะใช้พื้นที่น้อย ลงทุนต่ำ ขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมจากชุมชน มีการรับซื้อในราคาที่สูง โดยเฉพาะเมื่อนำจิ้งหรีดมาแปรรูป เช่น จิ้งหรีดทอดกรอบ น้ำพริกจิ้งหรีด ดังนั้นเมื่อจบหลักสูตรอาชีพจึงเลือกอาชีพนี้เลี้ยงตัว

รุ่งวิภา ผู้พิการหญิง จ.เชียงใหม่ บอกว่า การฝึกอาชีพแรกๆ ต้องใช้เวลาปรับตัวและอดทนสูง เคยคิดจะท้อใจเพราะทุกอย่างยากไปหมด แต่เมื่อฝ่าฝันอุปสรรคมาได้ หนทางชีวิตก็ดูจะสดใสมากขึ้น ยิ่งผักสดที่ปลูกไว้ในอ.แม่ริม ได้เข้ามาวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ยิ่งดีใจและภูมิใจ การมีศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการจึงเหมือนกับแหล่งชุบชีวิต เปลี่ยนความท้อใจ ความรู้สึกเป็นภาระและเป็นพลังของผู้พิการ

“ตอนแรกเราไม่เข้าใจหรอกว่ายิ้มสู้คืออะไร แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ายิ้มคือการเปลี่ยนความสิ้นหวังให้กลายเป็นกำลังใจ จากนั้นก็ต้องสู้ ซึ่งหมายถึงเราต้องฝึกฝน ทำไปเรื่อยๆ อย่างไม่ย้อท้อ”

“ยิ้มสู้”ในที่นี้ จึงไม่ได้หมายความแค่แบรนด์โลโก้สินค้า แต่กำลังเป็นแนวทางที่ให้ผู้พิการได้แสดงศักยภาพออกมา โดยมีสังคมไทยเป็นผู้ให้โอกาส ปลุกให้เขาสู้เพื่อเดินหน้าต่อ

สำหรับผู้พิการที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ฝึกอาชีพทั้ง 3 แห่ง หรือมูลนิธิเพื่อคนพิการ ซ.อรุณอัมรินทร์ 39

สำหรับผู้มีร่างกายปกติ ถ้าคุณมาที่แห่งนี้แล้วผลักประตูด้านหน้า กวาดสายตาไปทั่ว สิ่งที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากร้านดังอื่นๆ

พนักงานที่นี่จะทักคุณด้วยรอยยิ้ม…ยิ้มที่เป็นทั้งการทักทายต้อนรับ และเป็นคำถามที่ย้อนไปหาผู้มาเยี่ยมเยียน

ให้โอกาส พวกเขา “สู้” หน่อยจะได้ไหม