บทเพลงบนการเปลี่ยนผ่านของชนบทไทย ‘อรรถจักร สัตยานุรักษ์’

บทเพลงบนการเปลี่ยนผ่านของชนบทไทย ‘อรรถจักร สัตยานุรักษ์’

จาก‘น้องนางบ้านนา’ ถึง‘ผู้สาวขาเลาะ’ บทวิเคราะห์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทไทย

“โง่ จน เจ็บ” คือมโนทัศน์ของสังคมชาวนา หรือชนบทไทย ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจและนึกถึง โดยภาพที่ว่าซ้อนทับกับภาพผู้คนที่ทำการเกษตรอย่างเข้มแข็ง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว จิตใจงดงาม

ทว่าในความเป็นจริง ชนบทไทย’เคย’เป็น หรือยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า คือคำถามที่หลายคนอาจลืมพินิจพิจารณาหาคำตอบ เพราะมัวติดอยู่กับภาพเดิมๆ ของคำว่า “ชนบท” ที่มีป่าเขา ทุ่งกว้าง นาข้าว วัวควาย ความลำบาก ความแห้งแล้ง เป็นฉากหลัง

ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ผู้ประสานงานชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยในชนบท หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (ABC) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว. บอกว่า ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสังคมเมืองกับชนบทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องดึง “ความดีงาม” ของชนบทไทยออกมาเพื่อนำพาสังคมไทยก้าวข้ามความคิดของการสร้าง “ชาตินิยมทางวัฒนธรรม” (Cultural Nationalism) เพื่อจรรโลงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิม

และนี่จึงเป็นทีมาของการวิจัยเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงชนบทในสังคมไทย : บนความเคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย” เพื่อค้นหาความจริงและสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับสังคม ซึ่งคำอธิบายส่วนหนึ่งแทรกอยู่ในเนื้อหาของเพลงยอดนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

อะไรคือข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้ 

การที่สังคมไทยขาดความเข้าใจในศักยภาพทางการเมืองของชนบทไทย ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทย ทำให้นโยบายและโครงสร้างต่างๆ เกี่ยวกับชนบท ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อกูลจากบนลงล่าง แทนที่จะยอมให้สังคมชนบทได้มีส่วนแบ่งอำนาจ เพื่อให้ชนบทมีโอกาสและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในมิติต่างๆ

ดังนั้น สังคมปัจจุบันจะต้องร่วมกันแสวงหาทางเลือกให้แก่สังคมไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เหมาะสม ที่จะช่วยลบภาพจำ’สังคมชาวนา’แบบเดิม ที่ถูกตีกรอบความคิดเก่าๆ บนความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ให้เดินควบคู่ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็อนุรักษ์ต้นทุนเดิมที่ดีงามของสังคมชาวนาให้คงอยู่

อย่างไรก็ดีภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยมีหลายมิติ และข้อค้นพบหนึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ คือการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทผ่านบทเพลง หรือ ‘เนื้อเพลง’ ซึ่งสะท้อนความเป็นชนบทอย่างทรงพลัง ภาพสะท้อนนั้นมีหลายประเด็น ทั้งในเรื่องของความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิต

บทเพลงมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมชุมชน หรือพื้นที่ชนบทในลักษณะไหน

ถ้าเราพูดอย่างง่ายๆ เพลงที่เรารู้จักสัมพันธ์กับกระบวนการทำให้เป็นเชิงพาณิชย์ (Commercialization) สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้ทรานซิสเตอร์ เกิดการขยายตัวของการรับฟังเครื่องวิทยุ มีการกระจายไปอย่างกว้างขวาง อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงการพื้นฐาน (Infrastructure) เกิดสถานีวิทยุทั่วไป ตรงนี้เองกลายเป็นพื้นที่ตลาดขนาดใหญ่ ที่ทำให้คนจำนวนมากหันเข้ามาสู่การฟังเพลง เกิดครูเพลงที่สร้างเนื้อเพลง ทำนองเพลง จากบริษัทออกไปสู่ผู้ฟัง เมื่อปี พ.ศ.2500 ทรานซิสเตอร์ขยายตัวมาก ทำให้ครูเพลงจำนวนมากสามารถผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมออกมาได้อย่างแพร่หลาย

ในช่วงนี้เองเลยมีการแบ่งแยก 2 แนวเพลงออกเป็นเพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุงคือเพลงที่เกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.2500 และจำกัดคนฟังในเขตพื้นที่เมือง เช่นเพลงสุนทราภรณ์เกิดมาในสมัยปี พ.ศ.2482 แต่หลังพ.ศ.2500 จะเกิดเพลงอีกประเภทหนึ่งที่สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก หรือภาพลักษณ์ของชนบทขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2507 จึงเกิดเพลงลูกทุ่งขึ้นครั้งแรก ครูเพลงลูกทุ่งสามารถขยายอุดมการณ์ ความคิด ได้อย่างกว้างขวาง อาทิ ครูไพบูลย์ บุตรขัน และเครือข่ายที่ผลิตเพลงออกมา

เพลงของท่านเกี่ยวกับความรู้สึกโหยหาชนบท สะท้อนภาพที่งดงามในชนบทของไทย ซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่สอดคล้องกับสังคมไทยช่วงนั้น เนื่องจากคนในสังคมไทยช่วงนั้นเริ่มมีการเคลื่อนย้ายทางสังคมสูงขึ้น อย่างคนทางภาคเหนือและอีสานเริ่มเดินทางเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เพลงจึงเป็นอารมณ์ความรู้สึกของการโหยหาการกลับบ้าน อย่างเพลงน้องนางบ้านนาที่ครูไพบูลย์แต่ง ก็แสดงความรู้สึกของผู้หญิงที่โหยหาถึงแฟนที่ทำงานในเมือง เพลงชุดนี้ได้รับความนิยมเพราะไปสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในช่วงเคลื่อนย้ายทางสังคมหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นครูเพลงพวกนี้เองที่สร้างจินตนาการเกี่ยวกับความเป็นชนบทขึ้นมา

 ปัจจุบันครูเพลงที่มีการแต่งเพลงลักษณะนี้เริ่มน้อยลง?

   ถึงวันนี้ครูเพลงเหลือน้อยลง ที่ยังผลิตอยู่คือครูชลธี ธารทอง แต่อารมณ์ความรู้สึกของเพลงมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะสังคมไทยมันเปลี่ยนแปลงไป 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ ชนบทเปลี่ยน ตอนนี้สังคมชาวนาเราไม่มีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือสังคมผู้ประกอบการมาแทน ลองจินตนาการถึงการทำนาวันนี้ ไม่ได้ทำโดยใช้แรงงานครอบครัวหรือแรงงานชุมชน เป็นแรงงานจ้างหมด พี่น้องอีสานที่เข้ามาขับรถแท็กซี่สามารถทำนาโดยการจ้างได้ พี่น้องทางใต้ก็เปลี่ยน ทุกคนเปลี่ยน ไม่ได้ทำนาแบบเดิมแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้จินตนาการถึงชนบทแบบเดิมไม่มีพลัง ไม่มีเสน่ห์

พร้อมกันนั้นเองการเคลื่อนย้ายของคนตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เปลี่ยน เริ่มไม่ใช่การเคลื่อนย้ายแบบพื้นที่จากอีสานและเหนือมากรุงเทพอีกแล้ว เพราะเมื่อก่อนมีการเคลื่อนย้ายแรงงานและวางแผนว่ามาทำงานเก็บเงินแล้วจะกลับบ้าน ตอนนี้ผู้คนที่มาทำงานในกรุงเทพ ถ้าโหยหาชนบทก็กลับบ้านในช่วงเทศกาลอย่างสงกรานต์ การเคลื่อนย้ายวันนี้จึงเป็นการเคลื่อนย้ายในเชิงชนชั้น ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่เป็นการเคลื่อนย้ายทางพื้นที่ คนอีสานเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ขยับตัวเองมาเป็นเจ้าของอู่แท็กซี่

เมื่อก่อนประมาณปี พ.ศ.2520 มีสำนวนว่า “เจ๊กดาวน์ลาวผ่อน” เกิดขึ้นในกรณีแท็กซี่ ตอนนี้มีคำว่า “ลาวดาวน์พี่น้องลาวผ่อน” การเคลื่อนย้ายแบบนี้ที่น่าสนใจคือการเคลื่อนย้ายชนชั้น โดยมีพลังผลักดันจากฝ่ายหญิง ผมคิดว่าผู้หญิงไทยกระโดดเข้ามาเป็นผู้ประกอบการที่เข้มข้นขึ้นหลัง พ.ศ.2540 กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบนี้เริ่มทำให้เนื้อหาเพลงเปลี่ยนแปลงไป ช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงชัดเจน คือเพลงยุคพุ่มพวง ดวงจันทร์ เพลงลูกทุ่งทั้งหมดในวงการเริ่มเป็นเพลงที่แสดงความเป็นอิสระของผู้หญิงมากขึ้นในการที่จะแสดงออกทางเพศ 

ผู้หญิงไทยถูกกรอบทางวัฒนธรรมจำกัดให้ลดความเป็นตัวตนทางเพศมาโดยตลอด แต่ทันทีที่เขาเริ่มประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ด้วยการทำงานส่วนตัว เพลงจึงแสดงเสรีทางเพศ หมายถึงแสดงออกทางความรักได้ ไม่ใช่เพลงที่มีการบรรยายความรู้สึกต่อพื้นที่ แต่เป็นเพลงที่บรรยายความรู้สึกของปัจเจกชนที่มีต่อความรักและอื่นๆ

กระบวนการตรงนี้เองทำให้กิดนักแต่งเพลงรุ่ยเยาว์ขึ้นมาได้ เพราะเป็นเรื่องการแสดงความรู้สึกส่วนตัว ตัวอย่างที่ชัดคือ ลำไย ไหทองคำ อย่างเพลงผู้สาวขาเลาะ เป็นเพลงที่แสดงความรู้สึกของ’ฉัน’เท่านั้น

อาจารย์มองการเปลี่ยนแปลงของเพลงในลักษณะนี้อย่างไร

  โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว คนฟังเพลงไม่ต้องการการอธิบายอะไรที่เป็นบรรยากาศความรู้สึกโหยหา แต่เป็นการแสดงความรู้สึกหรือความปรารถนาส่วนตัวออกมา ดังนั้นครูเพลงเก่าๆ มองโลกอีกแบบหนึ่ง ไม่คิดว่าตัวปัจเจกเป็นตัวสำคัญ ท่านจึงสื่อสารกับคนปัจจุบันได้น้อยลง เพราะปัจจุบันคนต้องการอะไรที่มันห่าม อย่างเพลงผู้สาวขาเลาะ เป็นตัวอย่างความสอดคล้องของสังคมชุดใหม่ที่เกิดขึ้น

เพลงหมอลำเป็นไปในลักษณะเดียวกันหรือไม่

  เหมือนกัน หมอลำตอนนี้คนแก่ฟัง คนหนุ่มสาวฟังหมอลำซิ่ง หมอลำแพทเทิร์นเดิมไม่ค่อยมีคนฟัง เพราะหมอลำซิ่งแทรกวิธีคิดของปัจเจกชน บอดี้ของผู้หญิง ครั้งหนึ่งความเป็นผู้หญิงแสดงออกมาในมิติความเป็นเมีย ความเป็นแม่ ความเป็นกุลสตรี แต่เมื่อผู้หญิงกระโดดบทบาทเข้ามาเป็นผู้ประกอบการ มันมีการนำเสนอเหลือแค่ร่างกายของผู้หญิง หมอลำซิ่งเองได้ขยับตัวเองเข้ามาสู่สถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น มีโป๊มากขึ้น มีเต้นมากขึ้น ส่วนเพลงพื้นบ้าน ‘จ๊อยซอทางเหนือ’ ไม่สามารถปรับตัวเข้าเป็นจ๊อยซอซิ่ง จึงเกิดเป็นเพลงลูกทุ่งคำเมือง ส่วนทางใต้โนห์ราก็หมดความนิยมลงไป กรณีของหนังตะลุงยังสอดแทรกทางการเมืองได้สูงกว่า ส่วนหนึ่งก็โดดเข้ามาทำเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีเนื้อหาแสดงความรักของปัจเจกชนสูงขึ้น

ทราบว่าในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในชนบท การต่อสู้เพื่อต้านทานกระแสดังกล่าวก็เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นเช่นกัน

  ในช่วงปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมา เอ็นจีโอทั่วประเทศ กับนักวิชาการผู้มีความรักและศรัทธาในชาวบ้าน อย่างเช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ผู้ร่วมริเริ่มแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. คุณพ่อนิจน์ เทียนวิหาร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมศาสนาและวัฒนธรรมชุมชน ต่างลงไปทำงานกับชาวบ้านและค้นพบว่าถูกระบบทุนนิยมเข้าไปกระแทกทำลาย วิธีการต่อสู้คือให้รวมกลุ่มกันและพยายามรื้อฟื้นสิ่งที่เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมของชุมชนขึ้นมา เช่น รื้อฟื้นสมบัติชุมชน ต่อสู้กับกระบวนการผลิตแบบทุนนิยมที่เน้นปัจเจกชน

ในปลายปี พ.ศ.2520 เรื่อยมา เป็นจังหวะที่เกิดการขยายตัวของคนในท้องถิ่นเข้าไปในเมืองสูงมากขึ้น ช่วงนั้นปัญญาชนอย่างอาจารย์ฉัตรทิพย์ อาจารย์นิธิ หมอประเวศ สามารถชวนชาวบ้านในพื้นที่ให้รู้สึกว่าตัวเองต้องโหยหา หวงแหนสิ่งที่เรียกว่า‘พลังชุมชน’ เพื่อต่อสู้และต่อรองไม่ให้ทุนนิยมเข้ามาแย่งชิงพื้นที่และอื่นๆ ก็ต้องถือว่าปัญญาชนกลุ่มนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นอย่างงดงาม คือทำให้ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงรากเหง้าของตัวเอง เริ่มพูดถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ถือว่าสำคัญมาก

โดยส่วนตัวคิดว่าในจังหวะหนึ่งของประวัติศาสตร์พลิกชาวบ้านธรรมดาให้กลายเป็นผู้ทรงปัญญา เกิดคำว่า ’ปราชญ์ท้องถิ่น’ ยกตัวอย่างเรื่องสมุนไพรไทย พญ.พิมพ์ประภา อินทรวิทยนันท์ รื้อฟื้นภูมิปัญญาชาวบ้านด้านสมุนไพร เกิดการผลิตยาสมุนไพรอภัยภูเบศร์ จนประสบความสำเร็จ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องเคารพท่านเหล่านี้

แต่ดูเหมือนว่าถึงวันนี้สังคมก็ยังไม่เข้าใจชนบทไทยอย่างแท้จริง?

ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องศึกษาและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยให้ลึกซึ้งกว่าเดิม การศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ต้องได้รับการเอาใจใส่มากกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่เข้าใจอะไรเลย

‘ผู้สาวขาเลาะ’ จะถูกอธิบายอย่างผิวเผินว่าแค่นักร้องแต่งตัวโป๊ ไม่เข้าใจว่าบนท้องถนนทำไมคนเดี๋ยวนี้มันฆ่ากันมากขึ้น สิ่งที่น่าตกใจคือ ผู้มีอำนาจทางสังคมคิดว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นคือคำตอบ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ มีส่วนในคำตอบไม่น้อยกว่า 50%

เราต้องกลับมาทำความเข้าใจความเป็นไปของสังคมในทุกระดับ ตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงอารมณ์ของมนุษย์ ไม่อย่างนั้นแล้ว “เราจะตกอยู่ในบ่วงที่ฆ่ากันมากขึ้น”