พระอาทิตย์ และสิ่งสำคัญของซันนี่

พระอาทิตย์ และสิ่งสำคัญของซันนี่

การตามหาพระอาทิตย์ที่จริงจังระดับภารกิจ อาจทำให้เราได้รู้จักตัวตนและความคิดของซันนี่ ที่เป็นมากว่า "พระเอกติสท์"

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ที่เราเห็นในสื่อดูเป็นตัวของตัวเองจนบางคนเรียกเขาว่า “พระเอกติสท์” แต่ถึงอย่างนั้นซันนี่ก็วางตัวเหมาะสมกับวงการมายา โลกที่ความจริงกับการแสดงนั้นอยู่ติดชิดกันจนแยกไม่ออก

เรามาคุยกับซันนี่ในวันที่เขากำลังจะมีรายการใหม่ซึ่งทำกับเพื่อนสนิท - เคนจิ วันสว่าง

จะบอกว่าเป็นบทบาทของพิธีกร ก็พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะรายการนี้เป็นเหมือนการชวนคนไปสัมผัสประสบการณ์ร่วมในแบบของซันนี่และเคนจิมากกว่า

แต่ก่อนที่จะออกเดินทางไปกับซันนี่ เราก็อยากรู้จักซันนี่ในแบบของเขา เท่าที่เราจะฝ่าด่านความตลกของเขาไปได้ (แม้ซันนี่จะยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนตลกก็ตาม)

พระอาทิตย์ และสิ่งสำคัญของซันนี่

เคยอ่านเจอว่า ตอนเด็กๆ ซันนี่ขี้อาย ตอนนี้ความขี้อายสลายไปหมดแล้ว?

ยังขี้อายอยู่ แต่อะไรที่เราไม่ถนัดเราก็ไม่ทำ เช่น ให้เราไปโชว์บนเวที เดินแบบ ขึ้นไปร้องเพลง เราทำไม่ได้ ไม่มีความสามารถนี้ เราจะอาย แต่กับการแสดง พอมันเป็นตัวละคร เราก็ไม่รู้สึกว่าต้องอายอะไร แล้วผมก็ไม่กลัวกล้องเท่าไหร่ ก็จะเป็นธรรมชาติเวลาอยู่หน้ากล้อง

เพราะสวมบทบาทอื่นเราจึงไม่ต้องอาย?

ใช่ ก็เพราะเขาไม่ใช่คนแบบนั้น เขาจะไปอายอะไร เช่น เขาไม่ใช่คนขี้อาย ไม่ได้มองตาคนไม่ได้แบบนั้น เขาก็เป็นคนปกติ แค่ว่าไม่ถนัดอะไร คนเรามันอายบางเรื่อง เขินบางเรื่องที่ต้องทำ กลัวคนมามองว่า เฮ้ย จะทุเรสหรือเปล่า

จริงไหมที่ว่าการแสดงทำให้เรารู้จักตัวเองและเข้าใจมนุษย์

มันเป็นทรัพยากรชั้นดี ถ้าเรารู้จักตัวเองทั้งหมด เราจำโมเมนท์ได้ จำประสบการณ์ชีวิตของเราได้ ว่าเราเคยเจอสิ่งๆ นี้ แล้วรู้สึกกับสิ่งๆ นี้ มันเรียกออกมาได้ เหมือนกับเป็นลิ้นชักที่อยู่ตามตัวเรา มุมนี้มีอะไรมากระทบเราให้เศร้าแบบนั้น แล้วเราจะจำได้

ในวัย 36 ปี ซันนี่มีลิ้นชักมากพอที่เราจะเอามาใช้ได้?

มันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราจะเอามาใช้เรื่อยๆ คนเรารู้ไม่เท่ากัน มีประสบการณ์อะไรไม่เท่ากันหรอก จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มมาจากคนเราเป็นอย่างไรบ้าง มีทัศนคติอย่างไรบ้าง วิธีการมองโลกเป็นแบบไหน สิ่งอะไรที่ทำให้เขาอารมณ์ดี สิ่งอะไรที่ทำให้เขาโมโห ไม่พอใจ ปมอะไรของเขา เมื่อรู้จักเขาแล้ว เราก็ไม่ต้องแสดงอะไร เหมือนเรามาใช้ชีวิต เพราะเราไม่ได้เตรียมการว่าวันนี้เราจะเจอคนนี้เพื่ออะไรในชีวิตจริง ซึ่งในการแสดงก็เป็นแบบนี้ คนๆ นั้นไปเจออะไร เขาก็จะรีแอคแบบนั้นออกมา โดยที่ไม่ต้องคิดว่าฉันจะหันหน้า 45 องศาก่อนแล้วพูดแบบนี้ออกไป เป็นแบบนั้น

เป็นการจำลองประสบการณ์?

ไม่จำลอง คือเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหน ทัศนคติเขาเป็นคนแบบไหน มีเรื่องอะไรที่คนๆ นี้เจอ จะรีแอคแบบไหน มันต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่ามนุษย์เป็นแบบไหน   มนุษย์ที่เรารู้จักมากที่สุดก็คือตัวเอง เราก็ต้องเรียนรู้จากตัวเองก่อนว่า มีอะไรที่มีผลกระทบกับชีวิตเราบ้าง แล้วกับคนอื่นก็คล้ายๆ กัน เพราะเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา

ดูเป็นคนอารมณ์ดีเสมอ แล้วเวลาเครียดซันนี่ทำอย่างไร

ผมไม่เคยหาอะไรเพื่อมาแก้อะไร ผมอยู่กับสิ่งๆ นั้นได้ เราแค่ทำอะไรที่เราอยากทำเท่านั้นเอง เวลามีปัญหาก็ต้องแก้ แต่บางปัญหายังแก้ไม่ได้ตอนนั้น ต้องใช้เวลามาช่วย พอเวลาผ่านไปเราก็จะแก้มันได้เอง เพราะอะไรที่บังคับได้ก็มีแต่ตัวเราเอง เราก็แค่ไม่มีความทุกข์กับมัน ถ้าคำว่าท้อหรือทุกข์มันมีประโยชน์พอที่จะทำให้ผมแก้ปัญหา หรือใช้ชีวิตได้ ผมก็จะใช้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่รู้จะใช้ทำไม ผมก็แค่อยู่กับมันไป เรารับได้ 

ตอนนี้ซันนี่ไม่มีแฟน และเคยบอกว่าจะไม่จีบผู้หญิง?

คือมันไม่ใช่การไม่จีบผู้หญิง แต่ผมคิดว่าคนเรามันต้องชอบกันโดยที่เราไม่ต้องไปทำดีอะไรให้เขาเลย คือไม่ได้อยากให้ชอบที่ความดีที่ผมทำ แต่อยากให้ชอบที่ตัวผม อย่างเวลาผมชอบใคร ผมก็ชอบที่ตัวเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาทำดีอะไรให้ผมเลย

ไม่ต้องมีช่วงเวลาพิเศษระหว่างทางหรือ?

ก็รู้จักกันไปเรื่อยๆ ฮะ ไม่ต้องแบบ เธอ เราเลี้ยงข้าวเธอไหม เดี๋ยวเราพานั่งรถไปเที่ยว ให้ประทับใจกันเหลือเกิน เพราะสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้สึกยังไงกับผม แล้วผมรู้สึกยังไงกับคุณ มันไม่เกี่ยวกับการที่คุณจะมาทำดีกับผมหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าแบบนี้จริงกว่า คนเราจะชอบกันก็ชอบกันด้วยความเป็นตัวเอง

เคยผิดหวังในความรักไหม 

ไม่เคยรู้สึกว่าผิดหวังเลย ไม่ว่าเรื่องความรักหรือเรื่องอื่น ผมไม่เคยรู้สึกว่าผิดหวังเลย มันเหมือนเป็นโอกาสทุกอย่างในชีวิตเรา เราเห็นมุมมองความดี ดีหรือไม่ดีเราสามารถเห็นประโยชน์จากมันได้ เสียใจก็เสียใจนะ แต่ไม่ได้ทำให้เราได้อะไรขึ้นมา ผมว่าเป็นโอกาสที่ดีนะ เป็นประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด เราก็จะพัฒนาให้มันดีขึ้น

รับมือกับทุกสิ่งได้ ไม่เครียด?

จริงๆ เครียดก็อยู่กับมันได้นะ ก็มีมุมมองให้เราได้คิด ไม่งั้นเราก็ชิลไปวันๆ มันทำให้เราได้คิด ได้เปลี่ยน ได้แก้ไข เครียดก็ดีจะได้โฟกัส

พระอาทิตย์ และสิ่งสำคัญของซันนี่

กำลังจะมีรายการท่องเที่ยว The Sun Hunter กับเพื่อนสนิท ทำไมถึงเป็นการตามล่าพระอาทิตย์กัน? 

เพราะชื่อของเราสองคนมีความหมายถึงพระอาทิตย์ ผมชื่อซันนี่ เคนจิ ชื่อวันสว่าง เราเพิ่งมาคิดออกกันเร็วๆ นี้เอง พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของเป้าหมาย ของชีวิตที่มีขึ้นมีลง เป็นเป้าหมายที่ไม่ว่าอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น แต่เราอาจจะลืมไป พระอาทิตย์อยู่กับเราทุกวัน การตามหาก็เหมือนกับเวลาเราทำอะไรแล้วไม่เห็นผลสักที เช่น เราเดินทางมา 10 วันแล้วก็ยังไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเต็มๆ แต่เรารู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น เราเชื่อในสิ่งๆ นั้น รู้ว่าจุดมุ่งหมายของเราอยู่ที่เดิม เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง แล้วก็พยายามจนกว่าจะเห็นรูปธรรมของมัน พยายามต่อไปจนเราเห็นผลสำเร็จ ซึ่งมันเทียบได้กับการทำงานด้วย

ไปกับเพื่อนสนิท และอยู่บน LINE TV ที่ไม่ได้มีข้อจำกัดเหมือนทีวีปกติ รายการคุณจะมีความดิบมากไหม

ไม่ดิบครับ พวกเราเป็นคนพูดจาสุภาพกันมาก ผมรู้สึกว่าการมีมารยาทดีมันสำคัญกับชีวิตผม ผมไม่ได้มองว่าความสนุก ตลก จะต้องเท่ากับหยาบคาย แต่ความสนุกขึ้นอยู่กับโมเมนท์ที่เรารู้สึกกับมันแล้วถ่ายทอดออกมา เหมือนไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวขนาดนั้น แต่เป็นเชิงประสบการณ์ เน้นถ่ายภาพสวย จับบรรยากาศที่เห็นแล้วจรรโลงใจ สวยงาม เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ เช่น ไปที่หอไอเฟล พอเปิดไฟเต็มทุกคนอึ้ง แบบพร้อมใจกันเงียบหมดเลย เป็นโมเมนท์ที่เรารู้สึก และจำได้

แต่ระหว่างทางก็ไม่ได้ราบรื่นตลอด

ใช่ครับ อุปสรรคยิ่งทำให้เป้าหมายเรามีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เวลาเราเจออุปสรรคเราก็ไม่ได้เฟลนะ มันก็ให้สิ่งอื่นกับเรา เช่น มีเมฆเป็นแผ่นมาบังพระอาทิตย์หมดเลย แต่มันกลับให้สีที่เปลี่ยนไปสวยมากๆ ก็กลายเป็นข้อดีไปอีกแบบ เรามีเป้าหมายก็จริง แต่สิ่งสำคัญคือระหว่างทาง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะยิ้มสู้ อารมณ์ดีไว้ก่อน เพราะการที่เราไปแล้วเฟล มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเฟล ก็เริ่มใหม่ซิ แล้วบางขณะก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ครั้งเดียว เราเห็นความงามในความเศร้า จึงไม่รู้ว่าจะคิดลบไปทำไม

พระอาทิตย์ และสิ่งสำคัญของซันนี่

ผู้ชมจะได้ประสบการณ์อะไรเมื่อเขาตามคุณไปเที่ยว

ความสนุกสนาน หรืออะไรบางอย่างที่อาจมองข้ามไป เพราะชีวิตคนเราก็มีประสบการณ์ต่างกัน เขาดูรายการแล้วอาจเห็นว่ามีบางสิ่งที่เขามองข้ามไป หรือเรื่องรอบๆ ตัวที่ดูธรรมดาไปแล้ว อย่างพระอาทิตย์ที่ก็ขึ้นและตกทุกวัน เราก็ไม่ได้แคร์มันเท่าไหร่

บางทีเราก็มานั่งคิดนะว่าทำไมเราจริงจังการเห็นพระอาทิตย์จัง แต่มันเป็นโมเมนท์ที่เราเห็นแล้วเราลืมไม่ลง เราไม่เคยคิดว่าการนั่งดูพระอาทิตย์เฉยๆ แล้วมันสุดยอดขนาดนี้ การตื่นมาดูพระอาทิตย์เฉยๆ กับการที่เราพยายามทำให้มันสำเร็จ ภาพนั้นมีความหมายมาก ทุกอย่างมันตราตรึง แล้วแต่ละที่ไม่เหมือนกัน บรรยากาศไม่เหมือนกัน แสง อากาศ คนรอบข้าง หรือต่อให้เป็นที่เดียวกัน แต่คนละวันก็ไม่เหมือนกัน เวลาเราจำเราจำเป็นโมเมนท์ ทุกอย่างมันฝังเข้าไป จริงๆ เราก็ตามหาพระอาทิตย์ได้ทุกที่ พระอาทิตย์ตกก็สวย ไม่ใช่ว่าการร่วงหล่นจะไม่ดีเสมอไป

ฟังดูเหมือนจะเป็นรายการท่องเที่ยวที่ซ่อนปรัชญาเอาไว้?

ไม่เชิงปรัชญา แต่พูดถึงสิ่งที่เราตามหา คือชีวิตเรามันสำคัญ สิ่งที่เราตามหามันให้คุณค่าอะไรกับชีวิตเราบ้าง อาจไม่เกี่ยวกับพระอาทิตย์ก็ได้ แต่นี่เหมือนตัวอย่างที่เรายกขึ้นมา

พระอาทิตย์ และสิ่งสำคัญของซันนี่

การเดินทางให้อะไร หรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติไหม?

ทำให้เราโตขึ้น เหมือนไปเรียนหนังสือ ไปลองทำวิชาชีพวิชาหนึ่งที่เราไม่เคยทำ คนเราอยู่แต่ที่เดิมๆ เราก็จะรู้อยู่แค่นี้ ถ้าเราออกไปรู้สิ่งนอกเหนือจากสิ่งที่เราอยู่ด้วยทุกวันก็จะเห็นอะไรมากขึ้น ผมไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ได้ประสบการณ์ ได้เห็นคนต่างชาติ เขาทำอย่างไร มีทัศนคติอย่างไร ความฝันของผมคือผมอยากไปทุกที่ที่ผมไม่เคยไป อยากไปรู้สึกกับมัน ว่าเรากับโมเมนท์นั้นๆ มันเป็นอย่างไร อาจเป็นช่วงที่เรารู้สึกไม่ดีก็ได้ แต่เราไปอยู่ตรงนั้น เป็นความทรงจำของเรา เรารู้สึกจริง ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

ถ้าชีวิตคือการเดินทาง เส้นทางของซันนี่จะเป็นรูทแบบไหน

ไม่รู้ว่าเป็นรูทแบบไหน แต่เต็มไปด้วยทัศนคติที่ดี ความสนุกสนาน อาจจะเป็นเส้นทางที่เป็นวงกลมก็ได้ ไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไร แต่ไปก่อน สนุกแน่นอน

ในอนาคตพระอาทิตย์ของซันนี่จะเปลี่ยนเป็นอะไร?

บางทีเราอาจเป็นแสงสว่างให้คนอื่นก็ได้ เป็นคนที่ช่วยอะไรเขาได้ พอเราโตไปแล้ว เราไม่ได้คิดถึงอะไรที่สนุกของตัวเราเอง อาจจะสละตัวเองเพื่อคนอื่นก็ได้ เพราะพระอาทิตย์ก็เสียสละตัวเองเพื่อคนอื่นได้ เขายอมร้อนที่สุดนะ