วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย วิจารณ์อย่างไรไม่ให้แซะ

ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย วิจารณ์อย่างไรไม่ให้แซะ

ความบอบบางของโลกโซเชียลทำให้การวิจารณ์มีรอยต่อที่แสนเลือนรางระหว่างการแซะ ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ "เตรียมตั้งเตาต้มน้ำร้อน" ก็ทำให้การวิจารณ์กลายเป็นดราม่าเอาง่ายๆ

ทั้งที่จริงแล้ว การวิจารณ์เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เกิดความคิดต่อยอดและการมองรอบด้านเพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้นต่างหาก

อนุสรณ์ ติปยานนท์ ออกตัวในงานเสวนา “นานาทรรศนะแห่งการวิจารณ์ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” ว่าที่บ้านตัวเองไม่มีน้ำร้อน และไม่ค่อยได้ตามดราม่า แต่กลิ่นดราม่าส่วนใหญ่ก็ตลบแรงพอ ต่อให้คนไม่สนก็ยังต้องรู้

งานนี้ชวนนักสร้างสรรค์ และนักวิจารณ์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาเข้าร่วมพูดคุยกัน เพื่อขบคิดถึงที่ทางแห่งการวิจารณ์ในสังคมร่วมสมัย อาทิ อนุสรณ์ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน และสวมบทบาทวิจารณ์งานเขียนเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะของว่าที่นักเขียนรุ่นใหม่ ในฐานะอาจารย์หรือพี่เลี้ยงในเวิร์คชอป ร่วมด้วยปนุ สมบัติยานุชิต อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Elle ปัจจุบันบล็อกเกอร์ นักวิจารณ์แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ที่มีประสบการณ์สูง นิโรธ รื่นเจริญ หรือเอิร์ธ ออสการ์ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้รางวัลออสการ์ และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ตามด้วยอรรถ บุนนาค นักเขียนและนักวิจารณ์วรรณกรรมที่พ่วงหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา ชวนคุยในประเด็นต่างๆ ว่าด้วยการวิจารณ์ศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบัน ที่โลกดิจิทัลและการตอบโต้แบบฉับไวพร้อมแชร์ เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก

นักวิจารณ์แห่งโลกดิจิทัล

จากสายสิ่งพิมพ์ เมื่อเปลี่ยนแพลตฟอร์มมาสู่โลกออนไลน์ ไม่ใช่ปัญหาของนักวิจารณ์อย่างปนุ เขาสนุกกับงานเขียนบนโลกออนไลน์ “การทำงานกับโลกออนไลน์คือการทำตัวให้เหมือนมนุษย์ในยุคนี้” ก็คือตามพฤติกรรมของคนเสพข่าว ปนุคิดว่า "ความสนุก" คือคุณสมบัติสำคัญของนักวิจารณ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่ความเครียดจริงจัง และต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบคำให้สนุกสนาน ไม่ใช้ชุดคำที่เห็นบ่อยหรือตายตัว แต่ในงานนี้การใช้คำ “ใหญ่” คือสิ่งจำเป็น เพราะคนที่ติดตามแฟชั่นต้องการความแซ่บเป็นพิเศษ

ปนุแยกการวิจารณ์ออกจากการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวตรงที่ “จะวิจารณ์ได้ต้องแคร์ หรือใส่ใจกับสิ่งนั้นจริงๆ” ไม่ใช่แค่แสดงความเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งชั่วครั้งชั่วคราวแล้วผ่านไป แต่ต้องมีความสนใจกับสิ่งนั้นจริงๆ เรียกอีกอย่างคือต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับเอิร์ธ ออสการ์ เขาวิจารณ์ภาพยนตร์ ด้วยแพชชั่นอย่างแรงกล้าต่อการดูหนังบวกองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ภาพยนตร์คือส่วนหนึ่งในชีวิตเขา บางเรื่องที่ดูก็ถึงกับเปลี่ยนชีวิต หรือทำให้เกิดพุทธิปัญญาบางอย่างได้เลย

อนุสรณ์บอกว่า องค์ความรู้ไม่เท่ากับความเห็น เขาขอเปรียบเทียบกับวงการอาหาร ทุกคนที่กินอาหารสามารถบอกได้ว่าอร่อยไม่อร่อย ชอบไม่ชอบ แต่หน้าที่ของนักวิจารณ์คือการเปิดพรมแดนใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค ต้องบอกได้ว่าอาหารแบบนี้ควรชิมแบบไหน ด้วยความคิดแบบไหน เป็นการช่วยเชฟอธิบายความเป็นอาหารของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีการทดลองสร้างสรรค์อาหารใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย การอ่านวรรณกรรม หรือการดูภาพยนตร์ก็ไม่ต่างกัน นักวิจารณ์ต้องมีองค์ความรู้ที่จะแนะว่างานนั้นๆ ควรเสพด้วยทัศนคติแบบใด

วิจารณ์อย่างไรไม่ให้แซะ

งานวิจารณ์ที่มีมาตรฐาน ต้องเกิดจากการสะสมประสบการณ์และมีองค์ความรู้ในสิ่งนั้นๆ นอกจากเอิร์ธ ออสการ์ จะดูหนังมาอย่างเข้มข้นแล้ว เขายังผ่านการเรียนมาในสายภาพยนตร์ รู้หลักการและทฤษฎีการสร้างภาพยนตร์ การวิจารณ์ของเขาจึงแน่นเปรี๊ยะ การวิจารณ์ของเขาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือวิจารณ์เชิงโครงสร้าง ในแง่ของคุณภาพและสิ่งที่ต้องการนำเสนอผ่านการผลิต การถ่ายทำ การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ ฯลฯ และการวิจารณ์เชิงสังคม ว่าหนังนั้นให้คุณค่าอย่างไรต่อสังคม ตามด้วยการประเมินคุณค่าซึ่งบวกความเห็นส่วนตัว และอารมณ์ขันตามสไตล์ของเขา

“องค์ความรู้ที่เป็นแกนต้องยังอยู่ แล้วเพิ่มความรู้สึกของเราเข้าไป รู้สึกอย่างไรใส่ลงไปอย่างตรงไปตรงมา” ปนุก็เห็นอย่างเดียวกัน คนที่วิจารณ์แฟชั่นได้ ก็ต้องเสพแฟชั่นมามาก มีความรู้ด้านนี้ แต่วิธีการนำเสนอเขาเน้นว่าต้องสนุก สบาย และใส่อารมณ์ขันเข้าไป “แต่ขำไม่เท่ากับขม” ปนุย้ำ เพราะงานวิจารณ์ต้องหลีกเลี่ยงการเหยียด (ซึ่งหลายครั้งมุกแย่ๆ ก็สร้างขึ้นจากการเหยียด) คือไม่เหยียดเพศ ไม่เหยียดเชื้อชาติ และไม่เหยียดวัย

ท้ายที่สุดทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องวิจารณ์โดยปราศจากอคติ คือวิจารณ์ในเชิงบวกเชิงลบได้ตามผลงาน แต่ไม่มีความอคติส่วนตัวต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้น

มายาคติของผู้เสพ

มีคำกล่าวกันว่า “งานสร้างสรรค์เมื่อปล่อยสู่สาธารณะชนแล้ว จงทำใจว่าผู้สร้างสรรค์ไม่ใช่เจ้าของผลงานนั้นอีกต่อไป” ไม่ได้หมายถึงลิขสิทธิ์ของงาน แต่หมายถึงสิทธิ์ในการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เสพ ฉะนั้น จงทำใจปล่อยวางกับความเห็นต่างๆ หากรุนแรงไร้เหตุผลก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าเป็นการวิจารณ์ที่มีคุณค่า ชวนคิด ติเพื่อก่อ ก็ควรที่จะหยิบความเห็นนั้นมาพิจารณาและปรับปรุงต่อไป

แต่หลายครั้งก็มีความเห็นที่ไม่อาจแยกแยะผลงานและตัวตนของผู้สร้างสรรค์ออกจากกันได้ เช่น “นักเขียนจะเขียนสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อได้อย่างไร” อนุสรณ์บอกว่านี่คือมายาคติ นักเขียนเรื่องฆาตกรรมไม่ได้ลุกขึ้นมาฆ่าคน นักเขียนที่เขียนถึงตัวละครที่เหยียดเชื้อชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเหยียดชาติไปด้วย ฉะนั้น ในฐานะนักเขียน เขาคิดว่าควรจะเลือก “ฟัง” บางคำวิจารณ์หรือบางความต้องการที่มีประโยชน์ ไม่ได้เก็บมาทั้งหมด

แต่ในฐานะนักสร้างสรรค์ผลงาน เมื่อมีคำถามว่าควรจะฟัง “ตลาด” แค่ไหน อนุสรณ์คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานสร้างสรรค์ที่ต้องติดตามเทรนด์ และออกแบบงานเขียนตามกระแสได้

เมื่อต้องยอมรับว่าชีวิตจริงก็ต้องทำมาหากิน การทำงานเพื่อตอบสนองตลาดก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “คนทำงานไม่ได้กินน้ำค้างเป็นอาหาร” อรรถ บุนนาคกล่าว ทีนี้จะทำอย่างไร เมื่อการวิจารณ์คาบเกี่ยวกับการรีวิว และยิ่งเป็นการรีวิวที่มีสปอนเซอร์สนับสนุน ปนุซึ่งทำงานอยู่ในโลกแฟชั่น ซึ่งมีแบรนด์และธุรกิจมาเกี่ยวข้องสูง ก็ต้องรู้จักการนำเสนอความจริง “แง่บวก” โดยไม่กระทบกับแบรนด์ ข้อด้อยของสินค้าและบริการอาจเป็นสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง แต่ยืนยันกับจุดยืนของเขาว่า “ถ้าลองใช้แล้วไม่ดีจริง ขอไม่พูดถึงนะ” หรือติดแฮชแทกแบบเหน็บเบาๆ ว่า #บ๊อบไม่สะดวก เป็นอันรู้กัน

เก่งนักมาทำเองซิ

เช่นเดียวกับผู้สร้างสรรค์ นักวิจารณ์เองก็หลีกเลี่ยงการถูกวิจารณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะความเห็นที่ว่า “ถ้าเก่งนักก็ไปทำเองซิ” หรือ “ทำให้ได้อย่างเขาก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์เถอะ” ประโยคไม้ตายที่เจอเสมอจากบรรดาแฟนคลับที่ออกมาปกป้องผลงาน สิ่งนี้เกิดจากการไม่อาจแยกแยะการวิจารณ์ออกจากการแซะด้วยอารมณ์ส่วนตัวได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณค่าของการวิจารณ์นั้นมีอยู่ แต่ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการวิจารณ์ไม่มีพื้นที่เท่าไหร่ในสังคมเรา การวิจารณ์ที่ไม่ถูกใจแฟนคลับจนก่อดราม่า สะท้อนภาพสังคมที่ไม่อาจวิจารณ์ได้ และสังคมที่เคยชินกับการเสพงานที่อยู่ในขนบบางอย่าง ไม่อาจออกนอกกรอบได้

ถามว่าทำไมจึงเกิดคำถามลักษณะนั้นบ่อย อนุสรณ์เห็นว่า เป็นเพราะบ้านเราเป็น “สังคมลิเก” การแสดงที่เวทีลิเกอยู่ใกล้ชิดกับคนดู เมื่อคนดูโวยวายว่าเล่นไม่ได้ ลิเกก็สวนกลับในทันใด “เก่งนักก็ขึ้นมาเล่นเองซิ” ต่างจากสังคมตะวันตกที่เวทีการแสดงมีระยะห่างกับคนดู การวิจารณ์จึงทำอย่างมีกระบวนการ มีแบบแผน ผู้คนต่างสังคมก็เคยชินต่างกัน สังคมลิเกเมื่อถูกวิจารณ์ก็จะเกิดการลุกขึ้นมาสวนกลับดื้อๆ แบบนั้น

แต่ในมุมมองของเอิร์ธคิดว่าความเห็นแบบนั้นเริ่มลดลง เมื่อมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการวิจารณ์มากขึ้น คนก็เริ่มมีความเข้าใจ คนที่เคยแสดงความเห็นแบบนั้น ก็เริ่มถูกคนอื่นวิจารณ์อีกที สังคมก็ค่อยๆ ช่วยให้ความรู้ซึ่งกันและกันขึ้นมา

นักวิจารณ์จึงต้องยืนหยัดต่อหน้าที่ และสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อเกิดภัยดราม่าขึ้น อรรถ และปนุเสนอว่าวิธีที่ดีที่สุดเมื่อเกิดดราม่าขึ้น คือให้สงบนิ่ง อยู่เฉยๆ ไม่โต้ตอบก่อน  1 วัน เพราะดราม่ายุคนี้เกิดเร็ว ดับเร็ว เพียงข้ามคืนดราม่าใหม่ก็พร้อมจะร้อนแรงขึ้นแทนที่ แต่หากว่าดราม่านั้นอยู่นานหลายวันจนถึงสัปดาห์ค่อยหาทางแก้ที่เหมาะสม หรือบางครั้งก็มีคนอื่นมาช่วยแก้ด้วยซ้ำ

ต่อให้ไม่ได้ลงมือทำเอง นักวิจารณ์ก็คือบทบาทหนึ่งที่สำคัญที่ช่วยให้สังคมมองเห็นมุมแตกต่างรอบด้าน การไม่เอออวยตามกันหมดทำให้เกิดการฉุกคิด ข้อเสนอแนะที่ออกนอกกรอบช่วยพาคนศึกษาไกลออกไปจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นชิน และสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ได้คือสังคมที่มีข้อมูลและการเรียนรู้ที่ถึงพร้อม เราอยากได้สังคมแบบนั้นหรือเปล่า ลองวิจารณ์ตัวเองดู