Smart City ชีวิตดี ถ้ามีข้อมูล

Smart City ชีวิตดี ถ้ามีข้อมูล

ลืมภาพสวยหรูดูไฮเทคไปได้เลย เพราะกระทั่งบ้านมูเซออย่าง “อมก๋อย” ก็ยังเป็นสมาร์ท ซิตี้ ได้ถ้ามี "ข้อมูล"

จากโร้ดแม็ปสวยหรูที่ภาครัฐหวังปั้นให้เมืองใหญ่มีความเป็นสมาร์ท ซิตี้ แต่ที่จริงแล้ว การจะเป็นเมืองฉลาดล้ำได้ จำเป็นต้องใช้งบมหาศาลหรือไม่.. สำหรับ ภาสกร แช่มประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มวิจัย Research Group วิศวะ มช. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้สะท้อนถึงแนวคิดการสร้างสมาร์ทซิตี้แบบไม่ต้องจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบว่า ที่ต้องเริ่มจริงๆ ไม่ใช่การเอาเทคโนโลยีไปลง แต่ต้องเริ่มจาก “ข้อมูล” ที่ครบถ้วน และการจัดการข้อมูลอย่างเป็นประสิทธิภาพนั่นต่างหาก

  • มิสเตอร์ ‘ภัยพิบัติ’

ก่อนจะเริ่มบทสนทนา นักวิชาการท่านนี้ออกตัวตั้งแต่เริ่มว่า“ผมเป็นคนบ้าข้อมูล”โดยถ้าเป็นเมื่อก่อน ชาวทวิตเตอร์อาจรู้จักเขาในชื่อ @PaiPiBat (ภัยพิบัติ) ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2551 และกลายเป็นช่องทางสำคัญในการอัพเดทสถานการณ์และส่งต่อความช่วยเหลือในเหตุน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 โดยจากเดิมที่ตั้งใจจะเป็น Data Mining เอาข้อมูลมาสรุปรวมให้คนเข้ามาดูและติดตามได้ในที่เดียว จากนั้นก็ออกแบบซอฟต์แวร์มอนิเตอร์ข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติและนำมารีทวีตให้ผู้ติดตามได้อัพเดท และมาสู่เว็บไซต์ในชื่อเดียวกันที่มีคนเข้าชมกว่าสิบล้าน

แต่ถ้าไปถามชาวแม่จัน จ.เชียงราย ชาวบ้านที่นั่นจะรู้จักเขาในฐานะผู้นำเอาเจ้า “มิคกี้” มาสู่ชุมชน

..นั่นไม่ใช่ตัวการ์ตูนดังจากโลกตะวันตก แต่มันคือ สถานีตรวจวัดอัจฉริยะ MixKey หรือชื่อเต็มคือ “สถานีโทรมาตรวัดระดับน้ำส่งข้อมูลระยะไกลผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สาย” ซึ่งทำหน้าที่วัดความสูงของลำน้ำและทำการแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สายผ่านอินเทอร์เน็ต ให้ชุมชนสามารถทราบถึงข้อมูลน้ำป่าและเตรียมการป้องกันได้อย่างเหมาะสม

“ที่แม่จันโดนน้ำท่วมฉับพลันซ้ำๆ กันทุกปี แล้วชาวบ้านก็ไม่เคยขนของทัน เพราะน้ำมาเร็วและแรง เกินกว่าจะเตือนได้ทัน ผมไปถามชาวบ้านว่า แล้วจะรู้ได้ไงว่าน้ำอยู่ระดับไหนแล้ว.. แกก็ตอบว่า ก็ให้คนขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปดู (ที่มาตรวัดระดับน้ำที่ทางการติดตั้งไว้) แล้วโทรฯ ลงมาบอก แต่เขาไม่สามารถไปเฝ้าอยู่ตรงนั้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้นเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ระดับน้ำจะเปลี่ยนแปลงตอนไหน” เขาอธิบายถึงข้อจำกัดที่ส่งผลให้แม่จันได้รับผลกระทบจากน้ำป่าซ้ำซากทุกๆ ปี

เมื่อลงพื้นที่สอบถามข้อมูลเงื่อนไขต่างๆ เพื่อค้นหาวิธีเตือนภัยน้ำหลากได้อย่างเหมาะสม ในที่สุดก็มาลงตัวที่เครื่องมิคกี้ โดยนำมาติดตั้งที่ราวสะพาน และยิงคลื่นเสียงสะท้อนน้ำเพื่อวัดระดับความสูงของน้ำ ซึ่งผู้นำชุมชน รวมถึงชาวบ้านสามารถตรวจสอบได้อย่างเรียลไทม์ที่เว็บไซต์ CRFlood.com 

ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถเตือนภัยน้ำป่าล่วงหน้าได้ถึง 5 ชั่วโมง รวมถึงคาดการณ์ระเวลาและพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบได้ด้วย โดยแปรผลให้ดูได้อย่างง่ายด้วยสัญลักษณ์สีเตือนภัย เขียว-เหลือง-แดง 

จากความสำเร็จดังกล่าว นำมาสู่การขยายเพิ่มจุดโดยจังหวัดเชียงรายสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจนสามารถติดตั้งได้ทั้งจังหวัดเชียงรายแล้ว 29 สถานี รวมกับของกรมชลประทานอีก เป็น 40 กว่าสถานี  

  • เปลี่ยนความรู้สึกเป็น ‘ข้อมูล’

จากการเตือนภัยน้ำป่าที่เห็นผล เจ้าของไอเดียเครื่องมิคกี้จึงคิดจะต่อยอดสู่การช่วยจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงน้ำแล้งให้กับชาวบ้านแม่จัน แต่พอลงพื้นที่ไปก็ได้พบปัญหาใหม่นั่นคือ ข้อมูลที่แหว่งวิ่นในครอบครองของส่วนราชการ ซึ่งนอกจากไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ยังไม่มีการอัพเดท โดยไม่รู้แม้กระทั่งว่า พื้นที่ตรงไหน ปลูกพืชชนิดใด ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้โครงการไปต่อไม่ได้ เพราะไม่สามารถจัดการน้ำได้ตรงความต้องการในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสมกับชนิดพืชที่เพาะปลูกได้

นอกจากนี้ การจัดการน้ำเดิมที ก็เป็นแบบบ้านๆ ไม่ได้มีหลักการแต่อาศัย “ความรู้สึก” เป็นตัวตัดสิน

“ผมถามชาวบ้านว่า ปีนี้แล้งไหม แกก็ตอบว่า แล้งสิ นี่ไง น้ำน้อย.. แต่ที่จริงมันอาจไม่ได้แล้งก็ได้ แค่น้ำน้อยกว่าปีก่อน ซึ่งตรงนี้ มันต้องมีมาตรวัด ไม่ใช่กะเอา หรือรู้สึกเอา หรืออย่างผมไปถามชาวบ้านที่มีหน้าที่เปิด-ปิดประตูน้ำว่า เขารู้ได้ยังไงว่า ต้องเปิดปิดแค่ไหน คำตอบคือ กะๆ เอา แล้วหน่วยเรียกที่เข้าใช้กัน คือ ‘เปิดกี่เกลียว’ ซึ่งเวลาผมจะสื่อสารกับเขา ก็ต้องเอาลูกบาศก์เมตรไปคำนวณเป็นเซ็นติเมตร แล้วไปบอกชาวบ้านเป็นเกลียว(หัวเราะ) คือ เราต้องเอาข้อมูลไปสู้กับความรู้สึก เช่น บอกว่า แล้ง แล้วแล้งจริงไหม เราก็ลงไปวัดความชื้นในดิน เพื่อดูว่าแล้งหรือเปล่า เป็นต้น”

ไม่ต่างกันกับปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือที่เป็นประเด็นใหญ่ต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งแม้จะรู้ดีว่า ต้องแก้ที่การ “หยุดเผา” แต่เขามองมุมกลับ โดยเชื่อว่า การให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง ให้ชาวบ้านตระหนักรู้ปัญหาฝุ่นควันที่ส่งผลต่อสุขภาพได้ เมื่อนั้นเขาก็จะเปลี่ยนทัศนคติ และปรับพฤติกรรมตามมา นำสู่การเลิกเผาได้ในที่สุด มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเปิดเพจ DustView บนเฟซบุ๊คเพื่อแจ้งเตือนและให้ข้อมูลความรู้เรื่องฝุ่นควันเริ่มตั้งแต่เมษายน 2558

“เริ่มแรก คือ ชาวบ้านต้องเข้าใจเรื่องหน่วยวัดก่อนว่า มันคืออะไร อ่านยังไง เช่น PM2.5 , PM10 แปลว่าอะไร ต่างกันตรงไหน ซึ่งเราต้องเคลียร์กันให้ชัดๆ ขณะที่กงศุลสหรัฐในเชียงใหม่ประกาศเตือนภัยสภาพอากาศให้อยู่ในระดับ Unhealthy แต่ของกรมควบคุมมลพิษสัญลักษณ์ยังเป็นลูกโป่งยิ้มแฉ่งและระบุว่า เป็นระดับ ‘ปานกลาง’ นั่นเป็นเพราะของไทยยึดค่าขนาดฝุ่นควันที่ PM10 (ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน) ขณะที่หลายประเทศทั่วโลก ยึดค่าที่ PM2.5 (ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน) ซึ่งเล็กกว่ามาก

และยังเรื่องค่าเฉลี่ยในตอนคำนวณอีกที่มาตรฐานใช้ไม่เหมือนกัน อย่างในประเทศจีนคิดเป็นค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง หรือรายสามชั่วโมงในสิงคโปร์ แต่ไทยใช้ค่าเฉลี่ยราย24ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน อันนี้ คือ ความสำคัญที่ว่า ทำไมเราต้องเข้าใจในข้อมูลที่ได้มา”

“อย่างตอนนี้ (อาทิตย์ที่ 5 มี.ค.) คนในเชียงใหม่มองไม่เห็นดอยสุเทพ แล้วกงสุลสหรัฐฯ เขาเตือนภัยประชาชนของเขาแล้ว แต่ข้อมูลราชการบอกว่า อากาศอยู่ในระดับปานกลาง มันจะเป็นไปได้ยังไง ซึ่งเรื่องนี้เราต้องคุยกันว่า จะใช้เกณฑ์วัดแบบนี้ต่อไปหรือ ซึ่งถึงแม้ราชการในพื้นที่จะไม่อยากยอมรับว่า พื้นที่มีปัญหาฝุ่นควัน แต่ต้องเข้าใจว่า ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ที่บอกว่า ‘ไม่เป็นปัญหา’ มันจะส่งต่อไปยังหน่วยงานราชการอื่นๆ เช่น สาธารณสุข กรมอนามัย ที่เขาก็จะไม่รู้ว่า เรากำลังมีปัญหา แล้วจะออกประกาศแจ้งเตือนให้ระวังภัยจากฝุ่นควันก็ไม่ได้ เพราะข้อมูลบอกว่า ‘ปกติ’ ทีนี้ คนก็เริ่มตั้งคำถาม ไม่เชื่อใจข้อมูลจากราชการ” ภาสกร เอ่ย

  • ข้อมูล คือ อำนาจ 

ในความเห็นของ อ.ภาสกร เขายังเชื่อในคำพูดที่ว่า “ข้อมูล คือ อำนาจ” แต่ขณะเดียวกันอำนาจนั้นก็ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบด้วย และเมื่อคนถือข้อมูลไม่สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับประชาชนได้ ย่อมต้องมีปัญหาตามมา

“เมื่อคนเริ่มไม่วางใจในข้อมูลจากราชการ พอเกิดอะไรขึ้นหน่อยก็พร้อมจะบานปลาย อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีคนส่งภาพมาฟ้อง เป็นภาพเจ้าหน้าที่กำลังรดน้ำไปที่สถานีตรวจวัด เพื่อให้ค่าฝุ่นควันที่ตรวจวัดได้นั้นลดลง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร เขาอาจกำลังทำความสะอาดตามกำหนดเวลาหรือเปล่า แต่เมื่อคนไม่เชื่อใจแล้ว ก็พร้อมจะคิดไปในทางลบได้ แล้ววันนี้ มีคนที่ซื้อเครื่องวัดฝุ่นควันมาติดตั้งเองที่บ้าน เพราะไม่เชื่อข้อมูลจากกรมมลพิษ เครื่องมันไม่กี่พันบาท คนก็อยากซื้อมาติดกันมากขึ้น หรืออย่างบางที เขาตื่นเช้ามา เกิดไอหรือจาม ก็จะบอกว่า เนี่ยเป็นเพราะฝุ่นควัน ทั้งๆ ที่วันนั้นค่าอากาศอาจไม่ผิดปกติ แล้วตัวเป็นหวัดเองก็ได้”

ฉะนั้น เมื่อพูดถึงเรื่อง โรดแม็ปสู่การเป็น “สมาร์ท ซิตี้” ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นก็ตาม สิ่งที่ ความเห็นของนักวิชาการท่านนี้คือ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเรายังขาดการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

“เรากำลังกระโดดข้ามไปนิดนึง เรากำลังจะทำสมาร์ทซิตี้ แต่เรายังไม่รู้จักเมืองของเราดีพอเลย เรายังไม่รู้ว่า พื้นที่เกษตรตรงไหนปลูกอะไร ร้านเหล้ามีอยู่ที่ไหนบ้าง ร้านอาหารมีเท่าไหร่ เรามีข้อมูลตรงนี้เพียงพอหรือยัง เราจะเป็นเมืองที่ฉลาดได้ยังไง ถ้ายังไม่รู้จักตัวเอง อย่างที่อมก๋อยผมกำลังไปเริ่มโครงการทำ OpenStreetMap เป็นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ให้ชาวบ้านร่วมกันทำขึ้น โดยไปที่หมู่บ้านมูเซอ ซึ่งห่างไกลและยากแก่การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ก็เอาโดรนขึ้นไปบินเหนือหมู่บ้าน จัดทำแผนที่ขึ้น และให้ชาวบ้านช่วยกันปักหมุดว่า บ้านใครอยู่ตรงไหน ที่ไหนมีร้านอะไร ขายอะไร จากนั้นก็จะพัฒนาโดยเอาข้อมูลมิติอื่นๆ ไปซ้อนทับ เช่น ข้อมูลสุขภาพ, ข้อมูลฝุ่นควัน สภาพอากาศ ตลอดจนพื้นที่เพาะปลูก

เราทำแบบนี้เพื่อต้องการพัฒนาระบบสาธารณสุข ช่วยในการเข้าถึง โดยชาวบ้านต้องกรอกข้อมูลสุขภาพให้เราด้วยว่า บ้านไหน ใครป่วยเป็นอะไร มันก็ช่วยให้ รพ.สต. มีข้อมูลสาธารณสุขตรงนี้ ทำงานได้ง่ายขึ้น ถ้าเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ก็มาได้ ไม่ต้องคอยถามทางอย่างแต่ก่อน” เขาอธิบายถึงโครงการล่าสุดที่อมก๋อยซึ่งกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า พื้นที่ไกลปืนเที่ยงอย่างอมก๋อยก็สามารถเป็นสมาร์ทซิตี้ได้เช่นกัน

ไม่จำเป็นต้องมีไอเดียเริ่ดหรู ขอเพียงชุมชนรู้จักตัวเอง จัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการก้าวสู่โลกแห่ง Big Data ที่ทุกคนจะต้องสร้างฐานข้อมูลร่วมกัน (User Generated Content) แล้วความยั่งยืนของข้อมูลจะเกิดขึ้นได้ ข้อมูลเหล่านั้นต้องกลับไปอยู่ที่ท้องถิ่น คือ ใครได้ประโยชน์คนนั้นก็ต้องเป็นคนดูแล

“เราจะถือหรือทำเองตลอดไปคงไม่ได้ ไม่งั้นเราก็จะเหมือนพัดลมที่เป่าให้คนอื่นเย็นแต่ตัวเราร้อน ที่แม่จันเริ่มได้แล้ว เขาดูแลเครื่องมิคกี้ของเขาได้แล้ว ส่วนที่อมก๋อย ชาวบ้านเข้าใจดีว่า เขากรอกข้อมูลแล้วตัวเองได้ประโยชน์ เขาก็ช่วยกันทำ.. 

มีคนชอบถามผมว่า เอาแผนที่พวกนี้ไปให้เขา แล้วเขาเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกันแล้วเหรอ มีสมาร์ทโฟนรึเปล่า คืออยากจะบอกว่า ชาวบ้านที่นั่นเค้าเล่นไลน์กันนะ สวัสดีกันทุกเช้าวันจันทร์เลย” นักวิชาการที่มักไม่ชอบบอกใครว่าเป็นดอกเตอร์เอ่ยปิดท้าย