มีสมอง ก็ใช้ซะ ไม่อย่างนั้นเสื่อมแน่

 มีสมอง ก็ใช้ซะ  ไม่อย่างนั้นเสื่อมแน่

ไม่ว่าคุณเป็นคนรุ่นไหน ถ้าไม่อยากสมองเสื่อม ลองอ่านดูสิ

สำหรับคนที่คิดว่าเกษียณแล้ว น่าจะใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องคิดอะไรมาก ว่างก็ไปตีกอล์ฟ เที่ยวกับเพื่อนๆ โดยไม่ทำงานหรือทำกิจกรรมอะไรเลย

ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบนั้น ต้องไตร่ตรองแล้วละ เพราะถ้าชีวิตไม่มีกิจกรรม เพื่อพัฒนาสมองและร่างกายอย่างสม่ำเสมอ คุณอาจเป็นโรคสมองเสื่อมได้
และเมื่อสมองเสื่อมแล้ว อะไรก็เอาไม่อยู่

“คนที่ไม่มีกิจกรรมในชีวิต สมองจะไปเร็ว หมอเคยเก็บข้อมูลเรื่องนี้กับคนหลายกลุ่ม ยกตัวอย่าง นักการภารโรงคนหนึ่ง จบแค่ประถม 4 เกษียณแล้ว อยู่บ้านและทำหลายอย่าง เปิดร้านขายของ ก็คิดสร้างธุรกิจไปเรื่อย ว่างไปทำสวน ปลูกทุกอย่างที่คนบอกว่าดี ให้หลานค้นหนังสือว่าจะปลูกอะไรดี ส่วนอีกคนเป็นวิศวกร จบปริญญาโท เกษียณแล้ว เที่ยว กิน ตีกอล์ฟ นอนและดื่ม ปรากฎว่าคนแรกพัฒนาการทางสมองดีกว่า " ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน สาขาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าว

คนเราต้องหมั่นยืดอายุสมอง ไม่ใช่รอให้สูงวัย แล้วค่อยทำ ตอนนั้นสมองอาจเสื่อมแล้ว 
“หมอเคยเจอคนอายุน้อยที่สุด 50 ปีมีปัญหาสมองเสื่อมแล้ว โดยเฉลี่ยคนจะสมองเสื่อมวัย 70 ปีขึ้นไป และพบมากในวัย 80 ปี แต่ไม่มีตัวเลขแน่นอนว่า คนสมองเสื่อมต้องอายุเท่าไหร่ ส่วนใหญ่พบเจอในผู้สูงอายุ ถ้าอย่างนั้น มีสมองก็ใช้มันซะ ไม่อย่างนั้นจะเสียหายได้ อย่างหมอไปเที่ยวต่างประเทศสองสัปดาห์ ไม่ได้ทำงานเลย กลับมาเขียนหนังสือยังฝืดเลย

ต้องใช้สมองและต้องใช้อย่างมีระบบ หมอคิดว่า การเขียนดีที่สุด มีหลักฐานว่า คนที่แล้วอ่านแล้วสรุป เขียนบันทึกอะไรออกมา หรือเขียนไดอารี่ จะทำให้สมองพัฒนาได้ดีกว่าคนที่คิดว่า ชีวิตทำอะไรมาเยอะแล้ว เมื่อเกษียณ ก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว และกลุ่มคนที่มีความสามารถแต่งโคลง กลอน คนเหล่านี้สมองจะเสื่อมช้า จะใช้ได้อีกนาน”

ก่อนที่คุณหมอจะเล่าถึงการใช้สมองให้มีประสิทธิภาพ หรือการยืดอายุสมองให้ใช้ได้นานๆ คุณหมอสิรินทร เล่าถึงการทำกิจกรรมในชีวิตคนเราว่า ต้องรู้จักวางแผน คิด ทำ จัดลำดับอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ว่าทำกิจกรรมเยอะๆ แล้วดี ถ้าทำแล้วเครียด ไม่ดีต่อสมองแน่

“ถ้าทำแบบกังวล ไม่ดีแน่ ต้องทำแบบสบายๆ มีกิจกรรมในชีวิตสักสามสี่อย่าง ก็จะดีต่อสมอง แล้วจัดลำดับการทำ ไม่รีบร้อน และจำสิ่งที่ทำให้ได้ อย่างจะไปร้องคาราโอเกะ ก็ต้องเตรียมเนื้อเพลง วางแผนไปก่อน”

ถ้าอย่างนั้นคนเราจะยืดอายุสมองได้อย่างไร เรื่องนี้คุณหมอสิรินทรแนะนำไว้สี่ข้อ คือ ให้ความสำคัญกับการนอน การกิน การออกกำลังกาย และการทำกิจกรรมในชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับเรื่องความจำ

“คนส่วนใหญ่จะพูดแต่เรื่องการกินและการออกกำลังกาย แต่ไม่พูดเรื่องการนอน ซึ่งสำคัญมาก ถ้าเมื่อคืนคุณนอนหลับไม่ดี วันรุ่งขึ้นสมองคุณจะเชื่องช้า เพราะคนเราต้องนอนเป็นเวลา ปัจจุบันมีกิจกรรมให้คนทำเยอะ ถ้าคิดว่า อยากหลับก็หลับ อยากตื่นก็ตื่น แบบนั้นไม่ดีแน่ อย่างน้อยๆ ต้องนอน 6 ชั่วโมง ถ้านอนน้อยกว่านี้ ไม่ดีแน่ และต้องเป็นการนอนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่นั่งหลับหน้าทีวี หรือนอนแบบหลับๆ ตื่นๆ คุณภาพการนอนแบบนั้นจะไม่ดีเหมือนการนอนต่อเนื่องรวดเดียว 6 ชั่วโมง ” คุณหมอสิรินทร เล่าถึงการนอน

ส่วนเรื่องอาหาร ก็มีส่วนในการพัฒนาศักยภาพสมอง และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งคุณหมอย้ำว่า อาหารเช้าสำคัญมาก มีงานวิจัยเรื่องคนที่กินอาหารเช้ากับคนไม่กินอาหารเช้า พบว่า ศักยภาพการเรียนรู้ต่างกัน อาหารเช้ามีผลต่อการพัฒนาสมอง
“คนที่ไม่กินอาหารเช้าต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ โอกาสที่สมองจะบกพร่องมีเยอะกว่าคนที่กินตามปกติ”

และเรื่องการออกกำลังกาย แม้ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นเรื่องดีๆ ที่ควรทำ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำ เรื่องนี้คุณหมอ บอกว่า การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจดี สมองก็ดีไปด้วย

ส่วนอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการยืดอายุสมองคือ การทำกิจกรรมทางสังคมและครอบครัว ถ้าอยากให้สมองมีพัฒนาการ การทำกิจกรรม ต้องไม่ใช่แค่ไปร่วม ต้องไปแบบมีส่วนร่วม

“ถ้าไปร่วม ก็ประมาณว่า ไปฟังเพลงแล้วกลับบ้าน แต่ถ้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรม เราไปจัดการ ทำตรงนั้น ตรงนี้ ช่วยคิด ช่วยจัดการ นั่นสมองได้ใช้การ ทำให้สมองไม่เป็นสนิม”

นอกจากการยืดอายุสมอง คุณหมอสิรินทร ยังเล่าว่า ถ้าคนเราใจเศร้าหมองอยู่เรื่อยๆ ก็จะนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมถอย

"ต้องลด ละ เลี่ยง สิ่งเสพติดทั้งหลาย อีกอย่างใจต้องดี คือ โกรธน้อย เศร้าน้อย มีบางคนทำชีวิตเศร้าๆ เป็นโอชินมานานกว่า 16 ปี แล้วยังทำตัวเศร้าๆ ต่อมาอีก 13 ปี ทุกครั้งที่พูดถึงความหลัง ก็จะรำพึงรำพันความเจ็บปวด อยู่กับความคิดที่เป็นทุกข์ เพราะความเคยชิน ซึ่งความเศร้าที่ยาวนานจะทำให้สมองเสื่อม เราเคยเจอคนไข้ที่ไม่ยอมหลุดจากวังวนแบบนี้ เมื่อสมองเสียไปหมดแล้ว จะเก็บข้อมูลใหม่ก็ไม่ได้”

คุณหมอ ยังแนะนำการฝึกสมองด้วยการออกกำลังด้วยตารางเก้าช่องอีกว่า คนคิดเรื่องนี้คือ อาจารย์เจริญ กระบวนรัตน์ นำมาใช้พัฒนาการสอนเด็ก แต่เรานำมาใช้กับผู้สูงอายุ

“วิธีการนี้คนฝึกได้ทั้งออกกำลังกายและการพัฒนาสมอง ตารางเก้าช่องคล้ายๆ ลีลาศ แต่ไม่มีเสียงเพลง ให้ขยับเดินตามช่องตาราง ตอนที่เริ่มฝึก คนสูงอายุก็จะทำผิดๆ ถูกๆ พอฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะจำท่าทางและวิธีการได้ และเคยมีคนถามหมอว่า เล่นเกมฝึกสมองได้ไหม ..ก็ได้ แต่ต้องเล่นเกมที่เราไม่ถนัด เล่นไพ่ยังฝึกสมองได้เลย แต่ต้องเล่นแบบไม่เครียดให้ทำสิ่งที่ตัวเราไม่ถนัดเพื่อให้ร่างกายและสมองได้ฝึกฝน”

หากถามว่า คุณหมอ ซึ่งอยู่ในช่วงสูงวัยเช่นกัน พัฒนาสมองยังไง คุณหมอบอกว่า อย่างเราไม่ต้องฝึกใช้สมอง เพราะชีวิตทุกๆ วัน ต้องใช้สมองอยู่แล้ว ทั้งตรวจคนไข้ทุกวัน สอนและบรรยาย รวมถึงเขียนหนังสือ

“การฝึกสมองต้องทำให้อยู่ในชีวิตประจำวัน ต้องทำให้เป็นระบบการคิด สิ่งที่หมอทำกับตัวเองคือ กินอยู่ให้ดีขึ้น เมื่อก่อนนอนน้อย ตอนนี้ก็ต้องนอนให้เยอะขึ้น “

แล้วอะไรที่เราสังเกตได้ว่า สมองเริ่มมีปัญหาแล้ว คุณหมอสิรินทร บอกว่า ถ้าเล่าเรื่องซ้ำๆ ด้วยประโยคเดิมๆ กับคนเดิมๆ นั่นแหละคือ สัญญาณเตือน

“ถ้าได้ยินคนๆ นั้นพูด 5 ประโยคเหมือนเดิม ถามซ้ำๆ และไม่เข้าใจสิ่งที่เคยทำมาก่อน นั่นแสดงว่า สมองเริ่มมีปัญหาแล้ว”

""""""""""""""""""""""""

สูงวัย ต้องใส่ใจ

เคยนึกสงสัยว่า ประเทศเรามีระบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวอย่างไร และการดูแลผู้สูงอายุต่างจากคนทั่วไปหรือไม่
คุณหมอสิรินทร ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงวัย นอกจากรักษาคนไข้สูงวัย ยังทำวิจัยหลายเรื่องเกี่ยวกับผู้สูงวัย และเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม อาทิ วันวาน ณ ปัจจุบัน, พัฒนาศักยภาพสมอง และคู่มือดูแลพ่อแม่ รวมถึงเป็นวิทยากรรับเชิญบรรยายทั่วไป
ถ้าจะบอกว่า คุณหมอเข้าใจเรื่องผู้สูงอายุในหลายมิติ คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลย

เพราะนอกจากความรู้เรื่องสาเหตุและปัญหาสมองเสื่อม ยังมีเรื่องการดูแลผู้สูงวัยในระยะยาว
คุณหมอพยายามผลักดันเรื่อง ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในสังคมไทย เพื่อเข้าไปอยู่ในแผนสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

ทุกวันนี้ คุณหมอเห็นว่า คนชราภาพที่ไม่มีเงิน ถูกนำมาทิ้งเยอะมาก
และเวลาที่เราเจอคนแก่ เมื่อรู้ว่าหลงทาง สิ่งที่ทำได้คือ ช่วยพากลับบ้าน แม้สังคมไทยจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ทำได้แค่นั้น

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงวัย คุณหมอคิดว่า ต้องมีระบบดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว และในต่างจังหวัดได้เริ่มแล้ว ยกตัวอย่าง คุณหมอสันติ ลาภเบญจกุล เจ้าของรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่น ประจำปี 2554 ทำโครงการ ลำสนธิโมเดล บริหารจัดการให้บุคลากรของโรงพยาบาลเดินทางไปดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยที่บ้าน

“อย่างคนแก่บางคนไม่มีลูก แล้วเกิดหกล้มขาหัก ในต่างจังหวัดบางโรงพยาบาลจะมีการส่งบุคลากรสาธารณสุขและคนในชุมชนเข้ามาช่วยดูแลอาบน้ำตอนเช้าและเย็น หรือหลานต้องไปโรงเรียน ปกติต้องรีบกลับมาป้อนข้าวยายแก่ๆ ที่บ้าน ก็ต้องมีคนมาช่วยตรงนี้ ซึ่งเราพยายามผลักดันเรื่องนี้”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าคนไข้สูงวัย ก็รักษาเหมือนคนไข้ทั่วไปกลุ่มอื่นๆ

"จริงๆ แล้วไม่ใช่ การดูแลรักษาจะยากกว่า ซับซ้อนกว่า และมีเรื่องที่คาดไม่ถึงอีกเยอะ “ 

ทำไมเป็นเช่นนั้น ก็เพราะคนสูงวัย อวัยวะใช้งานมานาน ก็ต้องเสื่อมตามสภาพ และหมอทั่วไป ก็จะจ่ายยาตามการตรวจร่างกาย โดยดูจากผลค่าเฉลี่ยความดัน ระดับน้ำตาลในเลือด ฯลฯ ของคนๆ นั้น

“คนสูงวัยต้องระวังเรื่องการใช้ยา เพราะตับไตแย่ลงแล้ว และค่าเฉลี่ยไม่ว่าตับ ไต หัวใจ แม้จะมีผลชี้ชัดแน่นอน แต่การรักษาผู้สูงวัย เราไม่สามารถดูแค่สภาพภายนอก ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในที่มองไม่เห็น หมอจึงต้องพยายามให้ความรู้กับแพทย์ทั่วไป เพราะบ้านเรามีผู้สูงวัยเยอะมาก เราจึงต้องเอาความรู้ที่จำเป็นในเรื่องการดูแลผู้สูงวัยเข้าไปไว้ในระบบการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข”
อีกเรื่องที่คุณหมอสิรินทร เล่าให้ฟัง ก็คือ การสั่งจ่ายยาสำหรับผู้สูงวัย จะไม่เหมือนคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน

“การสั่งจ่ายยาให้ผู้สูงวัยจะยากกว่าคนทั่วไป บางคนระดับน้ำตาลแกว่งมาก ก็ต้องเลือกยาให้ถูกต้อง หรือยารักษาความดันโลหิตแต่ละกลุ่ม หมอจะจ่ายให้ไม่เหมือนกัน อย่างกลุ่มคนอายุไม่มาก ตัวโตๆ หรือกลุ่มคนทำงานเครียดๆ หมอก็ต้องเลือกยาลดความดันอีกแบบ ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยมีปัญหาความดันโลหิตเลย ไม่มีประวัติครอบครัว แล้วเริ่มมีปัญหา ก็ต้องหาสาเหตุให้พบ อาจมีสาเหตุบางอย่างซ่อนอยู่ ”คุณหมอสิรินทร หนึ่งในแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงวัย ที่มีอยู่เพียงหยิบมือในประเทศ เล่า

และด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้เกษียณแล้ว คุณหมอก็ยังต้องทำงานลับสมองต่อไปเรื่อยๆ