Hong Kong ดงของดี

ถูกป้อนข้อมูลมานานว่าฮ่องกงคือดงของอาหารอร่อยและสินค้าแบรนด์เนม ดังนั้นการจะไปเที่ยวฮ่องกงก็คงหนีไม่พ้นสองเรื่องนี้แน่นอน
แต่พอได้ลองลุยล่องท่องเที่ยวฮ่องกงจริงๆ ข้อมูลที่ติดอยู่ในหัวถึงกับต้องรีบู๊ทใหม่ เพราะใช่ว่าจะมีแค่เรื่องกินกับเรื่องช้อป แต่มีของให้ ‘ชอบ’ อีกเพียบบนเกาะขนาดกำลังเหมาะมือเกาะนี้
พอรู้ตัวว่า Hong Kong Tourism Board (การท่องเที่ยวฮ่องกง) จะพาไปร่วมแข่งจักรยานรายการใหญ่ที่สุดของฮ่องกง Hong Kong Cyclothon (ฮ่องกง ไซโคลธอน) เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา นอกจากตื่นเต้นจนตัวสั่นกับประสบการณ์ปั่นครั้งใหม่และใหญ่มาก นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้สบตาและสัมผัสฮ่องกงตัวเป็นๆ
มหกรรมแข่งขันจักรยาน Hong Kong Cyclothon จัดขึ้นบริเวณ Tsim Sha Tsui (ซิมชาสุ่ย) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2559
เช้ามืดวันนั้น นักปั่นในประเภท 50 km. Challenge Ride / Team Challenge มาที่จุดนัดหมายที่ Salisbury Road, Tsim Sha Tsui ประมาณตีสี่ครึ่ง แม้ฟ้าจะยังไม่สว่างแต่ขบวนนักปั่นเกือบ 2,000 คน ก็เปลี่ยนความมืดและความงัวเงียง่วงนอนให้กลายเป็นคึกคักได้ดีทีเดียว
สำหรับเส้นทางประเภทนี้จะต้องขึ้นถึง 4 สะพาน และลอด 3 อุโมงค์ โดยช่วงแรกไปตามถนนออสตินตะวันตก (Austin Road West) ขึ้นทางยกระดับ West Kowloon Highway ลากยาวไปเรื่อยๆ บนเส้นทางที่เรียกได้ว่ามีวิวสองข้างทางสวยมากๆ โดยเฉพาะเมื่อขึ้นบนสะพานข้ามทะเลถึง 3 แห่ง แนวหน้าผาของเกาะฮ่องกง ท่าเรือ ทะเลที่ไกลสุดตา
ส่วนช่วงบ่ายแก่ๆ บนพื้นที่เดียวกันกลายเป็นสังเวียนเดือดระดับสากล International Criterium (อินเตอร์เนชั่นแนล ไครทีเรี่ยม) หรือการแข่งขันแบบปิดเมืองให้นักปั่นใช้ความเร็วได้เต็มที่ตลอดเส้นทาง โดยไม่มีสิ่งใดมากีดขวาง ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง แค่ได้เห็นโฉมหน้านักปั่นจากโปรทีมที่ตบเท้าเข้าร่วมงานนี้ก็ขนลุกแล้ว สมกับเป็นการแข่งขันระดับสากล
จบเรื่องการแข่งจักรยานแต่ยังไม่พ้นเรื่องจักรยาน เพราะที่จะไปแวะเวียนต่อจากนี้คือร้านจักรยาน VELO6 ในย่านเซ็นทรัล (Central) เป็นย่านที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงสียามค่ำคืน เป็นศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน และบริษัทชั้นนำของโลก
ท่ามกลางความเจริญอันใหญ่โตโอฬารของย่านนี้ ณ ซอกมุมหนึ่งมีร้านจักรยานเท่ๆ ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ไม่ใช่ด้วยขนาดแต่ด้วยคาแรกเตอร์อันชัดเจนตั้งแต่การตกแต่งหน้าร้าน เน้นสีสันฉูดฉาด แต่ดูไม่เด๋อด๋า พอเข้าไปในร้านซึ่งมีพื้นที่เพียงห้องแถวคูหาเดียว ความเท่ก็เข้ามาปะทะหน้าทันที แม้พื้นที่น้อยแต่ถูกใช้สอยอย่างเหมาะสม ทั้งอุปกรณ์จักรยานดูดีมีสไตล์ เครื่องแต่งกายชิคๆ เข้ากันดีกับของประดับตกแต่งสารพัดสิ่งซึ่งเกี่ยวกับจักรยาน
ในพื้นที่ร้านกว่าครึ่งคือคาเฟ่สำหรับคนรักจักรยาน และที่น่าสนใจคือที่นี่เป็นร้านจักรยานสไตล์คาเฟ่แห่งแรกของฮ่องกง ที่ไม่ว่าจะมาซื้อของจักรยานหรือมานั่งจิบชากาแฟก็ทำได้ในที่เดียว แถมถ้าใครปั่นจักรยานมาเหนื่อยๆ ก็เติมน้ำดื่มได้ฟรี
ส่วนด้านหน้าร้านคือรถคันใหญ่ ที่ปรับเป็นห้องเซอร์วิสที่ให้บริการซ่อมแซม ประกอบจักรยาน รวมทั้งจำหน่ายอุปกรณ์จักรยานทุกชนิด เมื่อต้องไปออกงานก็เคลื่อนย้ายไปได้ทั้งคัน (รายละเอียดร้าน VELO6 ที่ www.facebook.com/Velo6HK)
ไหนๆ ก็พาเที่ยวร้านจักรยานสายชิคๆ ไปแล้ว ก็ต้องพาไปเยือนร้านจักรยานสายลุย สายเท่ ร้านนี้ในย่านเซ็นทรัลเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือขยับไปที่เขต Sai Ying Pun (ไซ้เหย่งผู่น) ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัย จึงค่อนข้างเงียบสงบ มีวิถีชีวิตแบบชาวจีนดั้งเดิมให้เห็น ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายของตะวันตกเจืออยู่จางๆ จากชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในย่านนี้ อันที่จริงย่านนี้เป็นอีกสรวงสวรรค์ของนักกิน เพราะมีร้านอาหารหลายประเภท ทั้งอาหารฝรั่ง อาหารจีน คาเฟ่ บาร์ แต่ด้วยเวลาจำกัดผมจึงเลือกไปร้านจักรยาน...
ร้านนี้มีชื่อว่า Bikeaholic เป็นร้านจักรยานเล็กๆ (เล็กกว่าร้านเมื่อกี้อีก) แต่ไม่เล็กด้วยประสบการณ์ของเจ้าของร้านที่ไม่ใช่แค่ขายกับเซอร์วิสได้เท่านั้น เพราะเจ้าของร้านคือนักปั่นสายโหด ที่โดดมาแล้วทั่วฮ่องกง กล่าวกันง่ายๆ คือ เขาเป็นนักปั่นจักรยานเสือภูเขาประเภทดาวน์ฮิลล์, ฟรีไรด์, เอนดูโร่ ที่ต้องเข้าป่า กระโดดเนิน ลงเขาชันๆ ความสามารถอันบ้าระห่ำนี้ทำให้ได้เป็นนักแสดงแทน (สแตนด์อิน) ในฉากปั่นจักรยานเสี่ยงตายในหนังและละครฮ่องกงหลายๆ เรื่อง
แน่นอนว่าสินค้าในร้านนี้เน้นจักรยานประเภทเสือภูเขา (MTB – Mountian Bike) และสารพัดอุปกรณ์ที่นักปั่นขาลุยมาแล้วต้องตกหลุมรัก เพราะในบ้านเราจะหาร้านเฉพาะทางแบบนี้ได้ยากเหลือเกิน สำหรับการเดินทางมาที่นี่ก็ง่ายดายแค่นั่ง MTR มาลงสถานี Central ออกทางออก D1 แล้วเดินต่ออีกหนึ่งเหนื่อยก็เจอแล้ว (รายละเอียดร้าน Bikeaholic ที่ www.facebook.com/bikeaholichk)
เดินเล่นแถมแอบช้อปที่ร้านจักรยานจนเหนื่อย เสียงกระจองอแงจากพุงน้อยๆ ก็ดังขึ้น บ่งบอกว่าเราต้องไปหาอะไรกินแบบฟินๆ กันแล้วละ
ในทุกๆ ย่านของฮ่องกงล้วนมีร้านอาหารขึ้นชื่อตั้งอยู่ อย่างที่ถนน Granville Road ย่าน Tsim Sha Tsui ก็มีร้านน่านั่งอยู่มากมาย Yum Cha เป็นร้านที่เราเลือก เพราะที่นี่นอกจากจะบรรยากาศสบายๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ที่นี่คือร้านอาหารที่เสิร์ฟสารพัดเมนูจีน ทั้งแบบดั้งเดิมไปจนถึงแบบประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย
อาหารประเภทติ่มซำ อย่างขนมจีบ ฮะเก๋า ซาลาเปา คงไม่ต้องบอกว่าที่ฮ่องกงคือสุดยอดของเมนูเหล่านี้ แต่ที่น่ากินแต่กินไม่ลงก็คงหนีไม่พ้นเมนูประยุกต์ที่ใส่ลูกเล่นเข้าไปจนผมถึงกับงงว่าต้องกินอย่างไร และบางเมนูอย่างซาลาเปาหน้าตาน่ารักๆ ก็ดูดีจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว
...แต่พอกัดเข้าไปเท่านั้นแหละครับ...ร้อน! (ฮา)
“กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” แม้ไม่เคยเชื่อสำนวนโบราณนี้ แต่เมื่อมาฮ่องกงคงต้องเปลี่ยนทัศนคติ ถึงแม้จะอิ่มเอมกับอาหารคาวแสนอร่อย แต่จะปล่อยให้ของหวานที่ขึ้นชื่อลือชาแห่งฮ่องกงไปได้อย่างไร
จัดไป...เหลือบเห็นป้าย Michelin Recommended อยู่หน้าร้านขนม Mammy Pancake ริมถนน Carnarvon Road ย่าน Tsim Sha Tsui พร้อมกับเห็นแถวต่อคิวซื้อขนมชนดนี้ยาวพอสมควร ทุกอย่างประจักษ์ตาขนาดนี้จะเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจากว่า “ต้องลอง”
จากเมื่อก่อนที่คุ้นว่ามาฮ่องกงต้องกินทาร์ตไข่ ตอนนี้คงเป็นยุคสมัยที่ขนมรังผึ้งบวมๆ ชนิดนี้เข้ามาตีตื้นแล้ว Mammy pancake เป็นขนมวาฟเฟิลที่มีหนาตาประหลาดกว่าวาฟเฟิลทรงรังผึ้งทั่วไปตรงที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมโต ข้างในเนื้อแป้งจะผสมวัตถุดิบตามแต่ลูกค้าต้องการ เช่น เกาลัด, เผือก, ช็อกโกแลต ฯลฯ บอกเลยว่ากินตอนร้อนๆ อร่อยใช้ได้เลย แต่ถ้าใครอยากลองชิม ที่บ้านเราก็เห็นมีขายมาสักพักใหญ่แล้ว แต่คงไม่มีป้ายรับรองจาก Michelin ให้รู้สึกกินไปภูมิใจไปก็เท่านั้นเอง
พ้นเรื่องกินกลับมาเที่ยวกันต่อ ช่วงเช้าๆ ของวันใหม่ ควรค่าแก่การออกไปหาที่สวยๆ งามๆ ที่ธรรมชาติแสนสดชื่นรออยู่
ที่ เขตหยวนลอง (Yuen Long) หากมีเวลาสัก 2 ชั่วโมง และมีเรี่ยวแรงพอจะปั่นจักรยานแค่ 7 กิโลเมตร (สบายๆ) ควรลองมาที่ นามซังไหว่ (Nam Sang Wai)
ที่นี่เป็นพื้นที่ชนบทฮ่องกงที่แม่น้ำกั๋มทิ่น (Kam Tin) และแม่น้ำซานปุย (Shan Pui) ไหลมาตัดกัน ทิวทัศน์แบบชานเมืองที่สวยงามของนามซังไหว่ดึงดูดให้บรรดานักส่องนก นักปั่นจักรยาน ผู้ที่ชื่นชอบการปิกนิก รวมถึงช่างภาพและกองถ่ายภาพยนตร์ต้องเดินทางมาสัมผัส
พื้นที่โดยรอบบนเส้นทางถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยทัศนียภาพของไร่นา (ที่ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้าง) และผืนน้ำของบึงปลาที่ส่องประกายระยิบระยับ โอบล้อมด้วยต้นอ้อสูงยาวพลิ้วไหวไปตามแรงลมและกระท่อมไม้เรียบง่ายเรียงรายอยู่ เสมือนได้หลุดจากสังคมเมืองของฮ่องกงไปสู่โลกใบใหม่
เริ่มต้นที่ถนนนามซังไหว่ เดินเล่นหรือปั่นจักรยานชิลๆ บนเส้นทางริมฝั่งแม่น้ำซานปุยเพื่อชมวิวเขียวชอุ่มร่มรื่น ที่นี่เมื่อปี 2003 เคยเป็นข่าวว่ามีจระเข้ยาว 1.5 เมตรอาศัยอยู่ ชื่อว่า ‘ปุยปุย’ อีก 7 เดือนต่อมาปุยปุยถูกจับ และปัจจุบันอาศัยอยู่ในฮ่องกงเวทแลนด์ปาร์ค (Hong Kong Wetland Park)
ด้วยความที่นามซังไหว่เป็นสันดอนทราย จึงเหมาะแก่การชมนกนานาพันธุ์ รวมถึงนกที่อพยพย้ายถิ่นด้วย นอกจากนี้เขตพื้นที่ชุ่มน้ำของนามซังไหว่ยังอุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยปลาตีนและปูก้ามดาบ
การเดินทางมาที่นี่ก็ง่ายดาย จากสถานีรถไฟ MTR สถานีหยวนลอง ออกทางออก G2 ไปที่ป้ายรถประจำทาง Sun Yuen Long Centre (บนถนน Long Yat) ขึ้นรถประจำทางสาย 76K หรือมินิบัส 36, 37, 38, 75, 76 ไปลงที่ Hung Mo Kiu ก็จะมาถึงถนนนามซังไหว่
หากย้อนไปเมื่อกี้ ผมกล่าวถึง “ปุยปุย” จระเข้ชื่อดัง ได้ยินมาว่าปุยปุยเป็นเสมือนเซเลบของวงการจระเข้ฮ่องกงเลยทีเดียว แน่นอนว่าผมต้องสวมบทบาท ‘ติ่ง’ ไปตามกรี๊ดโอปป้าปุยปุยถึงที่ ฮ่องกงเวทแลนด์ปาร์ค (Hong Kong Wetland Park)
อย่างที่รู้กันดีว่าฮ่องกงก็คล้ายๆ สิงคโปร์ แม้ทุกวันนี้จะเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยความทันสมัย แต่เมื่อมองย้อนไปที่รากฐาน ประเทศและเกาะแบบนี้มักขาดแคลนทรัพยากรทางธรรมชาติ ทว่าการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้มีเงินมากพอที่จะสร้างและซื้อทรัพยากรมาทดแทน
เมื่อฮ่องกงไม่ค่อยมีป่า พวกเขาจึงสร้างพื้นที่ป่า ทั้งเพื่อเป็นระบบนิเวศและเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวฮ่องกง พอคนไทยอย่างเราไปเห็นก็ไม่ถึงกับตื่นตาตื่นใจ แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้ว่าทางการเขาตั้งใจทำเพื่อประชากรของเขามากทีเดียว
ถึงขั้นว่าฮ่องกงเวทแลนด์ปาร์คได้รับยกย่องว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติระดับโลก ด้วยพื้นที่ที่ถูกจัดสรรอย่างดี ทั้งอาคารจัดแสดงขนาดใหญ่ที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้เรื่องธรรมชาติทุกรูปแบบ ไปจนถึงทางเดินสำรวจธรรมชาติของจริง มีทั้งพืชพรรณ สรรพสัตว์ และระบบนิเวศค่อนข้างสมบูรณ์ ที่สำคัญ ผมได้ทักทายเจ้าปุยปุย เซเลบแห่งวงการจระเข้ฮ่องกงด้วย
แม้จะไม่ได้ไปชอปปิงตามสไตล์นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขาดหรือด้อยโอกาส อย่างที่ถูกป้อนข้อมูลเรื่องสินค้าแบรนด์เนมของฮ่องกงมาตลอด แต่ผมกลับรับรู้ได้ถึงบางแง่มุมที่แม้จะเปิดไกด์บุ๊คนำเที่ยวฮ่องกงหลายเล่มก็บอกผมไม่ได้ นั่นก็คือ ฮ่องกงไม่ได้มีแค่มุมเดิมๆ แต่ฮ่องกงคือดงของดี ที่ยังรอให้มาค้นหาอีกเพียบ







