‘บู้’ story สิ่งมีตำหนิที่สร้างสรรค์

‘บู้’ story  สิ่งมีตำหนิที่สร้างสรรค์

แค่คิดให้แตกต่างยังไม่พอ มันต้องมากกว่านั้น..และนี่คือธุรกิจอีกเสี้ยวของมือเบสวง Slur

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ เป็นที่รู้จัก เพราะเป็นมือเบสของวงSlur…. ส่วนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราได้ยินเรื่องของเขาอีกครั้งจากการเริ่มต้นแบรนด์เสื้อผ้าที่ชื่อ“Rompboy”

ในอย่างแรกมีหลักฐานบอกว่า เขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะหลังจากทำวง เขาเอาตัวเองไปปรากฏอยู่บนโชว์เทศกาลดนตรีนับสิบ บนรายการโทรทัศน์ หน้านิตยสาร กระทั่งบทภาพยนตร์ ขณะที่อย่างหลังแม้จะยังสรุปไม่ได้เบ็ดเสร็จ แต่ทั้งยอดขาย กระแส และจำนวนความต้องการสินค้าที่ส่งต่อไปถึงแผนธุรกิจในปีหน้า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ โดยเฉพาะในยุคที่คนดัง เน็ตไอดอล ต่างลุกขึ้นมาสร้างเครื่องหมายการค้าของตัวเอง

“ผมไม่อยากให้ใครจดจำว่านี่คือสินค้าดาราด้วยซ้ำ และผมจะยินดีมาก หากคนซื้อเขาเห็นคุณค่าในความเป็นผลิตภัณฑ์….คนเจนฯนี้กับความอยากมีอะไรเป็นของตัวเอง ผมว่า มันเป็นเรื่องของยุคสมัย ยิ่งมีโซเชียลมีเดียที่ทำให้เห็นว่า “เฮ้ย..ทำไมเพื่อนคนนี้อยู่ๆ รวยขึ้นมา” หรือสงสัยว่า “ไอ้นี่มันได้ไปประเทศนี้ด้วยวะ”เราก็กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า แน่ใจแล้วเหรอจะอยู่แบบเดิมไปเรื่อยๆ และถ้าเขามุ่งมั่น  เขาก็จะดิ้นรน ไม่ปล่อยให้ตัวเองตายไป ต้องพยายามที่จะมีชีวิตดีขึ้นกว่าเก่า ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ” บู้-ธนันต์ วิเคราะห์ความมุ่งหวังของคนในยุคสมัย

จากนี้ไปจึงเป็นมุมมองว่าด้วยธุรกิจ วิธีคิด ความทะเยอทะยาน จากสายตาของคนช่างสังเกต ที่ชื่นชอบศิลปะ แฟชั่น เคยเรียกตัวเองว่า ”ศิลปิน” และนิยามตัวเองใหม่ไม่นานมานี้ว่า “นักธุรกิจ”

ขณะที่มุ่งมั่นกับการเป็นนักดนตรี แล้วเห็นคนมีชื่อเสียงคนอื่นทำธุรกิจ ตอนนั้นคิดอะไรอยู่

ผมมองว่า เรื่องธุรกิจมันไกลตัวมากเลยนะ ไอ้คำว่าธุรกิจมันดูแก่สำหรับผม ผมรู้สึกว่าใครที่เข้าไปวงการธุรกิจ มันต้องมีแนวคิดอะไรบางอย่างที่น่าแอนตี้ และผมคงไม่เข้าใจแน่ๆ เพราะผมคือศิลปินไง เราคิดแค่ว่าขอแค่ผลงานดี เดี๋ยวก็จะมีคนมาจ้างเราเองแหละ หรือถ้าเพลงฮิตก็จะมีเงินเอง ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับผลงานล้วนๆ ซึ่งมันแตกต่างกับธุรกิจที่สามารถกำหนดรูปแบบ วางแผนกับมันได้ประมาณหนึ่ง 

1-2ปีที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองมองอะไรเปลี่ยนไปเยอะมาก อาจเป็นเพราะความรับผิดชอบ ทำให้ผมแก่ขึ้นมั้ง จากวันหนึ่งเลี้ยงตัวเองแทบไม่รอด กลายเป็นเลี้ยงดูครอบครัว ให้เงินเดือนคนที่บ้าน พ่อก็กำลังจะเกษียณ แม่กำลังเลิกทำร้าน 

ผมเห็นค่าของเงินที่ต่างกันลิบลับเลยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อย่างในอดีตเราเคยเห็นว่า เงิน1 ล้านนี่มันเยอะมากนะ  แต่วันนี้คิดว่า เงินล้านหนึ่งแค่นี้ลงทุนไปกับของเดี๋ยวเดียวก็หมดแล้ว หรือจะทำวีดีโอโปรโมทเคยคิดว่าทำไมผู้กำกับคนนี้เรียกแพงนัก วันนี้เราคิดว่า เงินทำหน้าที่ของมันแบบสมเหตุสมผล ในแบบของมัน และผมก็พร้อมจะลงทุน ถ้ามันจะตอบแทนด้วยคุณค่าอะไรบางอย่าง

ดูเหมือนธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดี แบบเดียวกับวงดนตรีที่เคยทำมาก่อน มีความล้มเหลวอะไรบ้างที่คนอื่นยังไม่รู้

มีครับ มีเต็มไปหมด ทุกอย่างมันไม่ง่ายเลย อย่างรองเท้านี่เบื้องหลัง มันเต็มไปด้วยความล้มเหลวทุกอณู คนมักมองว่าแบรนด์นี้มันเปรี้ยง มันดังเร็ว เพราะผมอาจจะมีใบเบิกทางเป็นศิลปินก็ได้ แต่จริงๆ แล้วผมทำมาสักพัก ทำมา 2 ปีกว่า เริ่มจากเสื้อผ้า แล้วตอนนั้นความรู้เรื่องธุรกิจ ผมนี่ศูนย์เลยนะ คือเป็นมวยวัด ชกมั่ว ลองผิดลองถูก แรกๆ ผมนำถุงเท้ามาจากต่างประเทศมาขาย ฝันของผมคือ ทำร้านถุงเท้าที่ทั้งร้านมีแต่ถุงเท้าเต็มไปหมด ช่วงเริ่มต้นขายดีมาก แต่ทำไปทำมา สุดท้ายมีคนมารับที่เดียวกับผม แล้วขายตัดราคา พอเราขายถูกไม่ได้เท่าเขา มันเหมือนเจอทางตัน ไปต่อไม่ได้ ก็เจ๊งไป

จากนั้นมาทำกางเกงขาสั้น มันก็มีทั้งที่ขายได้ และขายอืดมาก อาจเพราะสไตล์ที่ผมชอบ ดีเทลมันเยอะด้วย คนไม่ค่อยเก๊ท ตอนนั้นเหมือนทำมาสนอง Need(ความต้องการ) ของตัวเองล้วนๆ ทำแบบงูๆ ปลาๆ เพื่อนก็ช่วยซื้อ แต่อะไรก็ตามที่ไม่ดี ลูกค้าจะบอกเรา แล้วเราก็แก้ไปเรื่อยๆ อย่างตอนทำรองเท้า แรกๆ ก็เหมือนกัน ผมแทบร้องไห้เลย คือมันลงทุนกับการทำแบบค่อนข้างเยอะ ทำแบบทีเหมือนซื้อรถคันนึง พอโรงงานทำออกมาเราอยากจะเขวี้ยงมันทิ้งเลยนะ คือเขาไม่เข้าใจแนวคิดเรา เขาพยายามจะแก้ให้ดีในแบบของเขา แต่เราคิดว่าไม่ใช่ในแบบที่เราต้องการ ก็ทำใหม่ตอนนั้นคิดว่า ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว คิดว่าจะขายให้พอคืนทุน ก็พอ เราเลยแก้มาเรื่อยๆ จนได้แบบที่ต้องการ และจุดเปลี่ยนก็เหมือนเป็นช่วงปีนี้ที่มันโตเร็วมาก จนผมไม่น่าเชื่อว่าจะขายรองเท้าได้เยอะขนาดนี้

ปรากฏการณ์ความต้องการรองเท้านี่คือความตั้งใจหรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญจากความผิดพลาดที่ต้องแก้ไข

Concept เรื่องงาน limited ผมตั้งใจให้มันเป็นตั้งแต่ตอนทำเสื้อผ้าแล้ว เพราะผ้าที่เราได้มาคือ ผ้าค้างสต็อกที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น แล้วไม่มีใครซื้อ แต่เราเห็นค่าของมัน มันพิเศษกว่าในท้องตลาด เพราะผ้าในท้องตลาดนั้นเราสามารถสั่งกี่ครั้งก็ได้ เท่าไรก็ได้ แต่ผ้าบางชิ้นจำกัดที่ทำเสื้อได้เพียง 5 ตัว หมดแล้วหมดเลย ซึ่งผมว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง แล้วตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น

เรื่องรองเท้าตอนแรกที่ทำมันเป็นผ้าเก่า เป็นผ้าเก่าที่ทำจำกัดจำนวนขอบยางรองเท้าไม่เท่ากันบ้าง พื้นรองเท้าไม่เท่ากันบ้าง แต่ผมคิดว่ามันสวย จึงเอาตำหนิเป็นจุดขาย ผมตั้งใจที่จะคงตำหนิตรงนั้นไว้ งานผมอาจจะเป็นรองเท้าเจ้าแรกที่บอกว่าตำหนิมันสวย อยู่ที่ว่าเราตีความมากกว่า ถ้ามองยุคเริ่มแรกของรองเท้างานอเมริกา งานยุโรป มันจะเห็นเป็นงาน Craft (ทำมือ) มีจิตวิญญาณอยู่ แรกๆ คนอาจไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้พอกระแสดี ความต้องการเยอะขึ้น เราก็ดีใจที่มีคนคิดเหมือนกันด้วย

มันมีทั้งที่คิดว่า มาไกลกว่าที่คิด และคิดไว้ว่ามันต้องเป็นแบบนี้ อย่างปีก่อน ขายได้หลักร้อยคู่ เราคิดว่าแค่ขายเพื่อน ขายแฟนคลับ แล้วที่ Walk-in เข้ามาส่วนหนึ่ง ก็โอเคแล้ว และที่มันเป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่ง ก็ยอมรับว่าเขามาตามกระแส มันเป็นธรรมชาติของคนวัยนี้ ผมวาง Target ของผมไว้แล้ว คนที่จะใส่รองเท้าของผม คือ คนที่ชอบเดินจตุจักร ซื้อเสื้อผ้าสักที ก็ไม่ค่อยเจอรองเท้าที่ตัวเองถูกใจ เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับคนเรียนศิลปะ แล้วก็พอจะมีเงินหน่อย เริ่มสนุกกับการแต่งตัว และใส่เสื้อผ้าที่ไม่อยากซ้ำกับใคร เพราะบางคนอาจมองว่าแพงจัง

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมาซื้อ เพราะเขาเข้าใจในงาน เข้าใจความเป็นงาน Craft ความไม่เหมือนใคร มันอยู่ที่มุมมองนะ เคยมีคน Inbox มาหาผมว่า ทำไมรองเท้าสองด้านไม่เท่ากัน เราก็อธิบายไปแล้ว ก็จบที่ว่าถ้าไม่ชอบใจเรายินดีซื้อคืนนะ แต่จบที่ว่า เขากลับชอบ และอยากสนับสนุนที่เราทำอย่างนี้

เรื่องราคา ผมเชื่อว่า ราคารองเท้าของเราค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะตอนที่เริ่มทำรองเท้า ผมศึกษาจากรองเท้าที่หาซื้อในสโตร์ไม่ได้แล้ว อย่าง Converse ยุค 60’s-70’s ซึ่งมีราคาประมาณ 20,000 บาทไปจนถึง 50,000 บาท ประกอบกับผมจะไม่ทำโปรโมชั่นลดราคารองเท้า เหมือนคอลเล็กชันแรกที่เคยทำเด็ดขาด ที่สำคัญผมเชื่อว่าในยุคนี้ การทำรองเท้าที่มีสมดุลที่ดี ควรจะมี supply น้อยกว่า 3 เท่าของความต้องการของผู้บริโภค ให้ลูกค้าด่าบ้าง ดีกว่าได้ของถ้วนหน้า ผมว่าอันนี้คือการสร้างตัวเองให้มีคุณค่า ถ้าการผลิตมันเยอะ มันผิด แบบนี้จะมาไวไปไว และคนก็จะหาอะไรที่มันใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

ความอยากมีตัวตนของคนยุคนี้รึเปล่าที่คุณหยิบมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ 

ใช่นะ พูดถูกเลย เรารู้สึกว่าคนยุคนี้ อยากเป็น freelance มากขึ้น ไม่อยากทำงานตรงเวลา พยายามสร้างสไตล์ให้กับตัวเองเราเข้าใจเขาเหมือนเข้าใจตัวเอง

อย่างไรมันก็หนีไม่พ้นความคิดสร้างสรรค์ ตอนผมทำเพลงแต่ละชุดก็ไม่เหมือนกัน รองเท้าก็เช่นกันปรับไปเรื่อยๆ ไม่อยู่กับที่ คือทรงอาจจะใกล้เคียงกัน แต่ทั้ง 4ล็อตเนี่ย มันจะถูกพัฒนาไปตามความรู้สึกเป็นหลัก ที่เหลือคือการพัฒนาด้วยการรับฟังผู้บริโภค 2 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำแบบเดิมเลยนะ พัฒนาไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ผมเจอเยอะนะ เจอเพื่อนศิลปินอยากมีแบรนด์ของตัวเอง อาจจะเป็นเสื้อยืด ที่เข้าถึงง่ายที่สุด ราคาไม่แพง แต่เชื่อเถอะ ถ้ามันไม่ดีจริง ไม่ใส่กิมมิค อาจจะขายดีช่วงแรก แต่ก็จะค่อยๆเฟดไปเรื่อยๆ ผมทำธุรกิจทุกวันนี้ บางทีแทบไม่ได้คิดเรื่องโปรโมชั่นเลย ผมคิดแค่ว่าทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์มันUnique (เฉพาะตัว) ที่สุด

ผมมองว่าความเท่ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันอยู่ที่ว่าคุณจะนำเสนอกับมันยังไง สนุกแค่ไหน …ลองคิดดูสิ สมัยก่อนพอคิดถึงเชฟทำอาหาร คุณจะคิดว่าต้องเป็นคนจีน ควันโขมง มีกลิ่นอาหาร ดูตอนนี้สิ คนเป็นเชฟอย่างเท่ ดูดี ยืนหล่อๆ ทำร้านสวยๆ หรือช่างตัดผม สมัยก่อนคุณคิดอะไร คิดแค่ตัดผมราคา40 บาท 80บาท  แต่ตอนนี้ต่างกันเลย สมัยนี้ช่างตัดผม รวมกลุ่ม สร้าง Story ให้การเข้าร้านมันมีคุณค่า 

กว่าจะคิดแบบนี้ได้ คุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดแค่ไหน

ผมไม่รู้เรื่องทางการตลาดเลย ผมเคยบอกตัวเองว่า ผมศิลปิน เวลาผมคุยกับนักธุรกิจ แล้วเขาพูดอะไรมา ผมบอกเขาไปว่า “พี่ช่วยแปลได้ไหม”

มันเป็นเรื่องชั่วโมงบินมากกว่าเรื่องของช่วงอายุและวัยที่มากขึ้น มันโตขึ้น ก็ต้องหาอะไรทำที่อยู่รอด คือก่อนหน้านี้ผมไม่มีมุมมองแบบนี้เลย แต่สิ่งที่เราทำมัน ต้องใช้เงิน มันส่งผลถึงวิธีคิดที่ทำอย่างไรให้อยู่รอด ไม่เจ๊งทุกวันนี้ ผมอ่านบทความการทำธุรกิจเยอะมากนะ หาอะไรที่ปรับใช้ได้

ผมเปลี่ยนไปแล้ว ทุกวันนี้ผมกลายเป็นนักธุรกิจไปแล้วครับ แล้วเป็นการตกลงกับทางวงด้วย คือ ตั้งแต่เป้(อารักษ์) ออกไป เราคิดว่าทุกคนต้องหาหน้าที่การงานของตัวเองทำ หาธุรกิจมารองรับ เพราะเรามองว่าการทำอัลบั้มตอนนี้ มันเป็นสิ่งที่เติมเต็มจิตวิญญาณ แต่คงไม่ได้ทำวงเพื่อหาเงินทำวงมา 10ปี เล่นโชว์มาเป็นสิบๆ โชว์ จะต้องมานั่งเล่นเพลงซ้ำๆ มันก็ต้องถามตัวเองว่า ยังมี Energy ที่อยากทำแบบนั้นอยู่หรือ เพราะถ้าคุณเล่นมาก ได้เงินจากค่าแสดงมาก Energy คุณก็จะหมด ตอนนี้ผมให้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่ง และธุรกิจคือเรื่องหลัก

ผมมีเพื่อนนักดนตรี หรือเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เข้ามาคุยเยอะ และปรึกษาเรื่องสินค้าของตัวเอง แต่เอาเข้าจริง ผลิตภัณฑ์ที่มันยังไม่โดน ทำให้ช่วงแรกๆ อาจจะขายดี เพราะมันใหม่ มีกระแส แล้วคนไทยเขาเชื่อในดารา ใน influencer แต่พอกระแสหมด มันจะลดมาเรื่อยๆ

มันมีอยู่แล้วครับ วันนี้มันเหมือนมีคนยิงนกให้ดู พอคนอื่นเห็นว่า มีนกเขา ก็จะยิงบ้าง ผมเปิดตลาดรองเท้า Hand made คนรู้สึกได้ว่าเวิร์ค ปีนี้มีมาทำคล้ายๆกันแล้ว ปีหน้ามาอีก เพราะเขารู้ว่ามันมีตลาด ทุกวันนี้ผมคิดมาตลอดว่า ผมจะฆ่าแบรนด์นั้น-แบรนด์นี้  มันก็มีคนรุ่นใหม่คิดเหมือนกัน ไม่เป็นไร ผมคิดแค่ว่า ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะแข่งกับใคร ก็ต้องศึกษาวิธีคิดของเขา มันจะเจ็บบ้าง จะเป็นที่สอง เป็นที่สาม แต่ผมต้องไปต่อ ในเมื่อเรามีความคิดสร้างสรรค์ มันไม่ตาย 

มบอกตัวเองตลอดว่า จะไม่อยู่กับที่ มันต้องแตกต่าง สนุก และห้ามทำซ้ำ พอทำซ้ำปุ๊บ คิดว่าเจ๋งแล้วสต๊าฟมันไว้ คู่แข่งก็จะตามทัน เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ฉีก แต่ต้องดีขึ้นกว่าอีก ไม่ด้วยคุณภาพ ก็ใช้การโปรโมท ความสนุก ให้คนเข้าใจว่ามันน่าซื้อ และต้องซื่อสัตย์ ผมเคยกระทั่งรับปากกับลูกค้าว่า จะหาของให้ แต่เอาเข้าจริงผมหาของมาขายไม่ทัน ผมเลยไปซื้อกับลูกค้าอีกคนหนึ่งซึ่งแพงกว่าราคาเดิมมาขายด้วยซ้ำ เพราะผมคิดว่าต้องรับผิดชอบ ผมเอาจริง  และคิดว่าถ้าเราไม่หยุด มันไม่ได้ร่วงมาง่ายๆแน่