เมื่อความวุ่นวายในเมืองใหญ่และอันตรายจากสารเคมีรอบตัว ผลักไสคนกลุ่มหนึ่งให้หลุดวงโคจรโลกทุนนิยม ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็น ‘คำตอบของชีวิต'
นับตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต ทุกเรื่องที่เกือบถูกลืมเลือนเกี่ยวกับพระองค์กลับมาเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะ ‘ศาสตร์พระราชา’ แม้จะมีมานานแต่นี่คือช่วงเวลาที่วลีนี้ฮิตติดหูคนไทยมากที่สุด
อธิบายง่ายๆ อย่างรวดเร็ว ‘ศาสตร์พระราชา’ คือ ความพอเพียง การพึ่งพาตนเองได้ โดยเข้าถึงแก่นแท้และรากฐานเดิมที่มีอยู่ ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดและยั่งยืน ซึ่งหลายคนตีความไปว่าเหมาะสมกับเกษตรกรที่ต้องปลูกผักปลูกหญ้า อันที่จริง ยังมีอีกหลายกรณีตัวอย่างสุดย้อนแย้ง
- ‘ฟาร์มพอสุข’ สุขที่พอ
หลังจากร่ำเรียนจบในสายศิลปะ เยียร์ - นิติ พจน์ปฏิญญา เริ่มต้นชีวิตการทำงานตามวิถีมนุษย์เงินเดือนเฉกเช่นคนทั่วไปแล้วเจียดเวลาเพื่อทำงานศิลปะที่ตัวเองรัก แต่ตัวตนที่ชัดเจนเกินไปทำให้เส้นทางพนักงานออฟฟิศไม่ราบรื่นนัก เขาจึงเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ ซึ่งแต่ละที่เขาฝืนทำได้ไม่เกินหนึ่งปี บางช่วงเขาสลับไปค้าขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า
“ผมไม่ชอบการทำงานออฟฟิศและวิธีการใช้ชีวิตของคนทำงานออฟฟิศ ผมคิดว่าถ้าเราทำงานต้องทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด แต่บางคนทำบ้างไม่ทำบ้าง หรือระบบการจัดการงานที่ใครเป็นพวกใครก็ส่งเสริมกันไป และเดี๋ยวนี้ผมเห็นว่าไม่ค่อยได้ทำงานกันสักเท่าไร ไม่ได้ทำให้ผลงานดีสักเท่าไร ทำงานเพื่อรอเงินเดือน และทำเพื่อหา...เดี๋ยวนี้เขาใช้คำหรูๆ ว่าหาคอนเน็คชั่น ซึ่งเราไม่ชอบทางนั้น เลยเป็นคนที่อยู่กับงานซะมากกว่า”
ลองแล้วลองเล่าเขากับสถานะพนักงานออฟฟิศก็ไม่ควบรวมกันสักที ด้วยความที่ชอบทำอาหาร และทำอาหารเก่งโดยไม่ต้องร่ำเรียนจากสำนักไหน เขาจึงเปิดร้านสเต็กเล็กๆ ริมถนน แต่แบกความฝันอันยิ่งใหญ่เอาไว้ด้วย
เชฟเยียร์เล่าว่าเขามีอยู่สองฝันหลักๆ ฝันแรกคือ อยากเปิดร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบดี อร่อย แต่ราคาไม่แพง เพื่อวันหนึ่งมันจะสานต่อไปยังฝันที่สองคือ มีเงินสักก้อนไปซื้อที่ดินสักแปลง แล้วเพาะปลูก ผลิตวัตถุดิบเอง แล้วนำมาทำอาหารให้ลูกค้าได้กินของดีๆ ราคามิตรภาพ
เหมือนฝันจะสอดคล้อง แต่ในโลกจริงกลับตาลปัตร การทำร้านอาหารของเขาไม่ได้สร้างกำไรมากมาย เพราะวัตถุดิบดีที่ปลอดภัยจากสารเคมี แต่ต้องซื้อหาจากตลาดปกติทำให้ต้นทุนมากจนแทบจะคาดหวังกับส่วนต่างไม่ได้
“นานวันราคาวัตถุดิบก็ยิ่งแพง แต่คุณภาพต่ำลง เราก็ต้องขยับราคาขายขึ้นไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมรู้สึกว่าระบบธุรกิจปกติมันเริ่มกินวิญญาณของผมไป จากที่เราตั้งใจทำอาหารที่ไม่แพง เราเริ่มทำไม่ได้ จนเราอยู่ไม่ได้ กลายเป็นว่าเรากำลังทำธุรกิจเพื่อจะมีทุนไปหาซื้อที่ทาง แต่มันก็ไม่ถึงจุดนั้นสักที เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจเหมือนที่คนอื่นเขาทำ”
เขาแทบขยำความฝันนั้นทิ้งถังขยะ แต่เมื่อทบทวนจนถ่องแท้ จึงรู้ว่าแค่ ‘พอ’ ในสิ่งที่ตัวเองมีก็น่าจะทำให้ฝันเป็นจริงได้ แม้ไม่ทั้งหมดแต่ก็ไม่ทรมานจากการดิ้นรนเกินตัว จากร้านสเต็กริมทางจึงพลิกโฉมเป็นร้านอาหารฟาร์มพอสุข เพิ่มสารพัดเมนู แต่เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ที่สุดเท่าที่จะหาได้ ทั้งจากตลาด ผลิตเอง และจากเครือข่ายที่ทำเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ได้มองกำไรก้อนโตที่จะหาซื้อที่ดินอีกต่อไปแล้ว
“ผมกลับมาคิดว่าเรามีอะไรบ้าง ที่ต่างจังหวัดมีที่ดินของยายซึ่งเป็นที่วัด เช่าเพื่ออยู่อาศัย แต่ผมกลับไปปลูกพืชปลูกผักที่นั่น แต่ก็ไม่ได้ผลผลิตมากมายเพราะเราไม่มีเวลา พอคิดว่าเราถนัดอะไร บางคนเขาถนัดเกษตร เรื่องปลูก เรื่องเลี้ยงสัตว์ แต่ผมเก่งเรื่องทำอาหาร ก็พยายามเอาสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันให้ได้”
ความฝันก้อนใหญ่อาจไม่เป็นจริง แต่เขายืนยันว่าความฝันยังอยู่ แค่เปลี่ยนจากที่ดินทางเหนือ แปลงเกษตรขนาดใหญ่ แหล่งน้ำแบบจริงจัง ถอยกลับมาเป็นสิ่งที่มี เป็นแปลงผักเล็กๆ ขุดบ่อน้ำขนาดย่อม ปลูกข้าวในถังสี ซึ่งได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วจริงๆ
“เราเคยไปอบรมกสิกรรมธรรมชาติ แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเรา กับพื้นที่เรา ว่าเรามีพื้นที่น้อยจะทำอะไรกับมัน บางทีเราไปคิดใหญ่มากเกินไปจนต้องดิ้นรนมากไปก็ลำบาก เราแค่ดูว่ามีกำลังแค่ไหนก็ทำแค่นั้น พอมีกำลังมากค่อยพัฒนาไป แต่บางคนกระโดดเลย ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน เลยทำงานเก็บเงินเพื่อไปซื้อความฝัน แต่มันไม่มีทางจะทำได้ทันที บางทีก็ล้มเหลว บางทีก็เสียเปล่า การใช้เงินซื้อทุกอย่างไม่พัฒนาอะไรสักอย่าง”
การที่เขาเลือกแนวทาง ‘การพึ่งตนเอง’ ไม่ได้ทำให้เขามีเงินมากมาย แต่เขาการันตีจากประสบการณ์จริงว่า จะทำให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะมีอาหารปลอดภัยกินแน่นอนไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรขึ้น
- สวยใส...ไร้สาร
“เมื่อก่อนเป็นพริตตี้ เอ็มซีค่ะ”
คำบอกเล่าถึงอาชีพเดิมของ ปีใหม่ - วรางคณา รัตนผดุงธรรม ทำให้อึ้งและทึ่งในคราวเดียว เพราะทุกวันนี้สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ เหมือนอยู่คนละดาวเดียวกัน
ทราบกันดีว่าภาพลักษณ์ของสาวๆ พริตตี้ คือความสวยความงาม และนั่นคือโลกใบเดิมที่ปีใหม่เคยอาศัยอยู่เมื่อหลายปีก่อน และในโลกใบนั้นเธอไม่ใช่พริตตี้ไก่กา แต่ปีใหม่คือตัวรองท็อปของวงการเลยทีเดียว
ชีวิตความเป็นอยู่หรูหราที่คนมองเข้ามา เธอยอมรับว่าก็หรูหราอย่างนั้นจริงๆ เพราะอาชีพแบบนี้หาเงินได้มาก จึงใช้จ่ายได้มากเท่าที่ตัวเลขในบัญชีจะเอื้ออำนวย อย่างกระเป๋าที่อดีตพริตตี้คนนี้เคยซื้ออย่างไม่เสียดายก็ราคาราวๆ แสนสองแสน! ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นเรื่องปกติ
ชีวิตสุดอู้ฟู่ดำเนินไปสลับกับการเข้าสังคมแทบทุกวัน ไม่ว่าจะปาร์ตี้ไหนเธอไปหมด เพื่อนกลุ่มไหนชวนเที่ยวมีหรือที่จะพลาด อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดอิจฉาในความสุขสบาย
แต่วันหนึ่งขณะที่ปีใหม่กำลังเดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา
“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผักพวกนี้ปลอดสารเคมีจริงๆ หรือเป็นออแกนิกจริงๆ”
ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีอาการป่วยบ่อย แล้วตรวจเลือดพบยาฆ่าแมลงตกค้างในเลือด ถึงขั้นมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง จากคนที่มีเงินเป็นสรณะ พลิกความคิดทันทีว่า “ถึงจะหาเงินได้แค่ไหน ถ้าไม่ดูแลสุขภาพจากต้นทาง ก็ไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้”
สาวสวยที่มีชีวิตสุขสบาย (ตามแบบโลกทุนนิยม) จึงใฝ่หาความเรียบง่าย
“ซึ่งมันไม่ง่ายนะคะ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนได้เลย ถ้าเราอยากปลูกผักเองมันก็คงยาก ก็คิดว่าจะเปลี่ยนอย่างไรดี เลยเปิดยูทูบเจอพี่โจ (โจน จันใด) ดูไปเรื่อยๆ ก็เจออาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาถึงขนาดนี้ แค่คิดว่าอยากปลูกผักกินเอง”
จากวันนั้นจนวันนี้เกือบสองปีที่พริตตี้สาวกลายเป็นชาวสวนเกษตรอินทรีย์ สังคมนิยมปาร์ตี้ที่เคยไม่ว่างเว้นก็กลายเป็นถอยห่างไปจนไม่ได้เจอกันอีกเลย เมืองใหญ่ที่เคยอาศัยถูกละทิ้งเพื่อไปพัฒนาที่ดินของแฟนที่ศรีสะเกษ ทั้งทำนา ขุดสระเพื่อการเกษตร ปลูกพืชสมุนไพร โดยเริ่มจากทำเพื่อใช้เอง เมื่อมีมากก็นำมาขาย...ตามสเต็ป
“ตอนแรกก็คิดนะว่าเรามาทำแบบนี้ทำไม พอคิดย้อนกลับไปที่เป้าหมายของเรา มันก็ยากนะที่เราเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ แต่มันก็คุ้มมากนะ คิดง่ายๆ นะ ถ้าคนสวยแต่สุขภาพไม่ดี จะอยู่ไปได้อีกกี่ปี แต่ถ้าเราสวยด้วย สุขภาพจิตก็ดีด้วย คนน่าจะอิจฉาเรามากกว่าอีก”
แม้การเปลี่ยนแปลงสุดขั้วนี้จะทำให้ต้องสละกระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเธอบอกว่า “คือความสุขที่ไม่ต้องวิ่งหาจากคนอื่น สมัยก่อนเราทำตามกิเลสคนอื่นไปวันๆ เพื่อนอยากให้เราเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องเป็นอย่างนี้ แต่พอทำแบบนี้ เรามีความสุขที่ไม่ต้องตามใคร เรามีอิสระในชีวิต และมีอิสระทางอาหาร”
เมื่อได้สิ่งหนึ่งอาจต้องยอมเสียอีกสิ่งหนึ่ง การค้นพบแนวทางชีวิตใหม่ของปีใหม่ก็เช่นกัน เธอบอกว่าไม่เสียดายเลยที่ต้องอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีชีวิตฟุ้งเฟ้ออีกต่อไป
“แต่รู้สึกว่าเสียดายเวลาที่เรารู้ช้าไป เหมือนว่าที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตไม่มีสาระเลย”
- เมื่อ ‘ดาว’ สัมผัส ‘ดิน’
อีกหนึ่งชีวิตที่วิ่งวนอยู่ท่ามกลางแสงไฟและการนับหน้าถือตา อาชีพศิลปินนักร้องของ แอ๊ป - ธุวชิต วิไลโอฬาร จากค่ายการ์เด้นมิวสิก น่าจะเป็นอีกชีวิตที่หลายคนปรารถนาจะได้เป็น เพราะสิ่งที่คนนอกมองเห็นคือชื่อเสียงและเงินทอง
แอ๊ปเข้าวงการเพลงรวมแล้วเป็นปีที่ 13 เขาตอบกลับทันทีเมื่อถูกถามว่าชีวิตสวยหรูหรือไม่ ว่าไม่เลย เพราะขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีความแน่นอนอะไรทั้งสิ้น จะเจออุปสรรคอะไรบ้าง และสิ่งที่ทำไปจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เหมือนคนที่เดินไปเรื่อยๆ ทั้งที่มีเป้าหมายแต่ก็ไม่รู้ไปถึงเมื่อไร
“แต่ยอมรับนะว่าสนุก เพราะผมรักในเสียงเพลง มันคือความฝันตั้งแต่เด็กว่าเราอยากเป็นศิลปิน อยากมีชื่อเสียง อยากประสบความสำเร็จ มันเป็นความตั้งใจแรกเลย”
ในวันที่มีชื่อเสียงมีคนรู้จักเขามากขึ้น มีคนเข้าหามากขึ้น นั่นเคยทำให้เขาเคยหลงลืมตัวไปบ้าง แต่คิดได้ว่าเป็นแค่สิ่งฉาบฉวยที่เข้ามาและจะผ่านไปก็กลับมาอยู่กับความคิดที่จับจดกับงาน ซึ่งก็ยังไม่พ้นเรื่องความบันเทิงเริงรมย์อยู่ดี
แต่อีกมุมหนึ่ง นักร้องหนุ่มหลงใหลการปลูกต้นไม้ อยากมีสวน แต่เพราะไม่รู้จึงใช้ปุ๋ยเคมีปลูกพืชพรรณทุกชนิด จนกระทั่งวันที่ต้นไม้ออกดอกออกผล พอจะเก็บกินก็เกิดสะกิดใจว่านี่มันสารเคมีทั้งนั้นเลย
“ก็เริ่มคิดว่าถ้าเราปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี หรือปลูกผักสวนครัวกินเองโดยที่เราไม่ต้องไปซื้อ ก็น่าจะดีนะ และได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องศาสตร์พระราชา ก็พบว่ามีอะไรมากกว่าที่เราเคยคิดไว้”
แต่เดิมแอ๊ปมีชีวิตแบบคนเมืองขนานแท้ พอจะนำเรื่องวิถีพอเพียง การพึ่งตนเองมาประยุกต์ใช้ แม้แต่ตัวเขาเองยังเคยสงสัยว่าจะไปด้วยกันได้หรือเปล่า จนต้องถามไถ่ผู้รู้เมื่อไปอบรมเรื่องศาสตร์พระราชา จนได้คำตอบว่า ดำเนินชีวิตในเมืองอย่างเดิม แต่ต้องเริ่มต้นทำบางอย่าง ที่เป็นอินทรีย์จริงๆ เพื่อตัวเองก่อน เช่นปลูกผักกินเอง ทำปุ๋ย ทำน้ำหมัก เพื่อบำรุงดิน หรือแม้กระทั่งทำน้ำยาต่างๆ จากสารอินทรีย์ เช่น แชมพู น้ำยาล้างจาน
“ถ้าเราทำเองจะได้รู้ว่าทั้งหมดนี้มันมีอะไรประกอบบ้าง ถ้าเราซื้อมาใช้จะไม่รู้เลย อันที่จริงสิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนวิธีคิดว่าต้องทำสิ่งรอบตัวเราให้เกิดประโยชน์ที่สุด”
สำหรับนักร้องหนุ่มที่ยังมีอีกด้านคือนักร้องและเป็นคนเมืองที่ยังต้องทำงานหาเงิน นี่คือจุดเริ่มต้น ซึ่งเขาบอกว่า “ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบตูมเดียว แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ที่เห็นชัดๆ ตอนนี้ผมเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี ทำผลิตภัณฑ์จากสารอินทรีย์เพื่อใช้เองได้แล้ว และที่สำคัญทัศนคติของเราเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว”
...
บางทีการปีนป่ายหนีไปให้ไกลจากดินที่เคยเดิน อาจเหนื่อยเกินกว่าที่จะกลับมาคืนสู่ดินที่ฝังรากเหง้าของเราเอาไว้





