เปิดใจไกด์ไทยวัยเก๋า กับกรณีทัวร์ศูนย์เหรียญในตำนาน ที่กำลังถูกกวาดล้างอยู่ในขณะนี้
เมื่อรถทัวร์จอดลงที่หน้าศูนย์ขายเครื่องประดับแสนหรู ชาวคณะทัวร์จากแดนมังกรทยอยเดินลงจากรถพร้อมแววตาตื่นเต้นกับการเปิดประสบการณ์แปลกใหม่..
บ้างตื่นเต้นเพราะนี่คือการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต บางคนกำเงินก้อนโตลงมาด้วยความรู้สึกพร้อมจับจ่าย หรือบ้างก็ไม่ประสีประสา ตามเขามาเพราะคิดว่า น่าสนุก!
แต่ในใจของใครบางคน อาจกำลังคิดว่า... ถึงเวลาทำยอดอีกแล้วใช่ไหม แล้วงวดนี้จะได้ หรือ ติดลบ!?
- ศูนย์เหรียญในตำนาน
แม้จะเป็นเพียงแค่เสียงเดียวของไกด์ชาวไทยที่รับทัวร์จีนซึ่งมีอยู่ราวๆ 8,000 - 10,000 คน แต่ 'เขา' ก็ถือเป็นไกด์รุ่นเก๋าที่ทำทัวร์ และพบเห็นภาพเช่นนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 25 ปี
"ถ้ายอดขายไม่ถึงเป้า ไกด์ก็จะโดนหักเงินที่ละ 2,000 - 5,000 บาทในแต่ละที่ครับ" เขาเล่าถึงยอดขายที่คนเป็นไกด์ต้องร่วมรับผิดชอบในการจับจ่ายของลูกทัวร์จากแดนมังกร ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมาในโปรแกรม 6 คืน 5 วัน และต้องเดินสาย 'จับจ่าย' ในร้านค้าที่ถูกวางโปรแกรมไว้แล้วในลิสต์
แน่นอนว่า ชื่อของ 'ทัวร์ศูนย์เหรียญ' ไม่ใช่เรื่องใหม่ และอาจคุ้นหูใครหลายคน แต่สำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจ จะขออธิบายคร่าวๆ ถึง กลยุทธ์การ 'ฟัน' ในเวลา 6 คืน 5 วัน ซึ่งเม็ดเงินหลักหมื่นต่อหัวแทบไม่ตกแก่กระเป๋าคนไทยเลย
"ทัวร์ศูนย์เหรียญ เกิดจากการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลอย่างวินาศสันตะโรในที่แล้วๆ มา และยังล้มเหลวในการบริหารจัดการ ทั้งๆ ที่หน่วยงานรัฐเป็นคนควบคุมและออกใบอนุญาตให้เปิดบริษัททัวร์ แล้วก็เป็นคนถือกฎหมายไว้ในมือ แต่ก็ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้มานานถึง 25 ปี ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนเส้นใหญ่ และกล้าหาญพอที่จะมาปราบได้" ไกด์รุ่นเก๋าสะท้อนความในใจ
และเล่าต่อถึงพัฒนาการทัวร์ทุนต่ำที่แต่เดิมใช้วิธีเอาราคาถูกมาล่อ แล้วค่อยมาทำ 'ยอด' ชดเชยให้คุ้มทุนด้วยการขาย และขาย และขาย
แต่ที่หนักกว่าถึงขั้นบริษัททัวร์และไกด์ไทยต้องกุมขมับ ก็คือ ถ้าอยากได้ทัวร์จีนมาลง หนทางเดียว คือ จ่ายเงินค่าหัวมาเสียดีๆ จะกี่พันบาทก็ว่ากันไป ส่วนจะได้ถอนทุนคืนแค่ไหน ก็แล้วแต่ 'ใจ' ใครจะแข็งกว่ากัน
"ไม่เคยเอาเงินเข้าเมืองไทยซักบาท แถมเอกชนไทยต้องจ่ายเงินซื้อนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ หัวละ 3 พันบาท ซื้อกันมาเป็นสิบปีแล้ว ราคาก็แตกต่างกันไปตามเมือง 3,000 - 3,500 คือ ราคาขั้นต่ำ ถ้าแพงหน่อยก็มีจ่ายกันถึง 8,000 บาทต่อหัว ซึ่งอันนี้จะเป็นนักท่องเที่ยวจากเมืองที่ไกลๆ ยังไม่ค่อยเจริญ คนมีเงิน แต่ยังไม่มีความรู้ โดนหลอกง่าย อย่างพวกฮาบิน, ซินเจียง ฯลฯ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจากปักกิ่ง กวางเจา เสิ่นเจิ้น พวกนี้รู้มาก ค่าหัวจะต่ำ"
นั่นคือ รูปแบบทัวร์ที่คนในวงการเรียกว่า KB หรือ Kick Back ซึ่งนอกจากบริษัททัวร์ในไทยจะไม่ได้รับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวแต่ละคนแล้ว แถมยังต้องควักกระเป๋า 'ซื้อ' นักท่องเที่ยวให้มาลงกับทัวร์
ซึ่งแน่นอนว่า เงินไม่ได้ แถมต้องควักกระเป๋าจ่าย ทางเดียวที่จะรอด คือ ทำอย่างไรก็ได้ในลูกทัวร์จับจ่ายให้ได้มากที่สุด
...ปฏิบัติการ 'ถอนทุนคืน' จึงถือกำเนิดขึ้น
ทิ้งไว้กลางทาง
สำหรับตัวเขาเอง เลือกที่จะทำทัวร์อย่างแรก คือ ประเภทที่ไม่ต้องซื้อหัวนักท่องเที่ยว โดยยังคงได้รับค่าจ้างในฐานะไกด์อยู่ เพียงแต่รายรับสุดท้ายจะผันแปร มากหรือน้อย ตามแต่ยอดการจับจ่ายของลูกทัวร์ เพราะในการลงแวะแต่ละจุด จะต้อง 'เป้ารายได้' กำหนดไว้ชัดเจน และถ้าไม่ถึง ไกด์จะต้องถูกปรับ
โดยเฉลี่ยแล้ว ใน 100 กรุ๊ป ก็อาจจะมีติดลบสัก 5 กรุ๊ป ก็เป็นที่พอรับได้ เพราะยังดีกว่า ต้องไปรับบทขาโหด ขู่บังคับ หรือถึงขั้นปิดประตูร้าน เพื่อกดดันให้ลูกทัวร์ควักกระเป๋า
"ถ้าลูกทัวร์ไม่ยอมซื้อของ หรือจ่ายโน่นนี่ ก็จะทิ้งทัวร์ ทิ้งไว้ข้างถนนบ้าง ทิ้งไว้ที่โรงแรมบ้าง แล้วก็มาประจานว่า ไกด์ไทยเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่พวกนี้ ไกด์เถื่อนทั้งนั้น ไม่ใช่คนไทยเลย ซึ่งเรื่องนี้ ทางไกด์ไทยก็พยายามชี้แจง และเรียกร้องมาตลอดว่า ให้จัดการ แต่ก็ไม่มีใครฟัง"
เขาบอกว่า รูปแบบทัวร์มหาโหดเช่นนี้ กินส่วนแบ่งมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของคณะกรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดจากแดนมังกร
ส่วนปลายทางของแหล่งท่องเที่ยวก็แทบไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว โชว์สาวประเภทสอง อาจจะมีล่องเรือกินข้าว ไปเที่ยวเกาะล้าน ท่องสวนผลไม้ หรือจะสวนเสือศรีราชา
แต่หลักๆ จะต้องมี วัดพระแก้ว และ ทะเล
ที่สำคัญ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดก็คือ การแวะลองสร้อยสวยๆ จากร้านจิวเวลรี ช้อปกระเป๋าหนังจระเข้ ดูโชว์งูแสนตื่นตาพร้อมด้วยจ่ายเงินกว่าครึ่งหมื่นสำหรับยาสมุนไพรสรรพคุณสุดยอดของการบำรุงเพราะมีส่วนผสมของกระดูกงู (ที่ไม่รู้ว่า ใส่มาแค่ไหน) หรือจะแวะซื้อหมอนยางพาราของดีของเมืองไทยกลับบ้านสักใบสองใบ...
แค่นี้ บริษัททัวร์ก็แสนจะแฮปปี้ เพราะไม่ว่าจะโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง ต่างก็จัดเป็น 'เครือข่าย' กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา กันแทบทั้งนั้น
คำถามสำคัญที่หลายๆ คนยังรอความกระจ่าง นั่นคือ เครือข่ายใหญ่ยักษ์นั้นมีใครเป็น "ทุน"
"ไม่รู้ว่า เหลือเงินไว้ในประเทศไทยถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า" ไกด์วัยเก๋าเปรย เพราะเห็นเต็มๆ ตาว่า โรงแรมก็ของคนจีน.. ร้านอาหารก็ของคนจีน.. ร้านชอปปิงก็ของคนจีน..
ถ้าไม่ล้างบาง เขาบอกว่า ไม่แน่ต่อไป ประเทศไทย ก็คงเป็นของคนจีน!
ไกด์รายเดิม ฉายภาพต่อว่า ในจำนวนไกด์ไทยที่รับทัวร์จีนซึ่งมีอยู่ราวๆ 1 หมื่นคนนั้น ในวันนี้ อยู่ในสภาวะ 'ตกงาน' เกือบหมด จะเหลือที่พอทำมาหากินได้ ก็ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ยังพอมีที่ทาง มีบริษัททัวร์น้ำดีให้ได้ร่วมงาน นอกนั้นเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นกันแทบหมดแล้ว
แน่นอนว่า เป็นความเจ็บใจที่ถูกไกด์เถื่อนชาวจีนเบียดบังมานานนับสิบปี แม้ที่ผ่านมาจะลุกขึ้นมารวมตัวเรียกร้องหลายต่อหลายครั้ง บางครั้งก็ได้ความเห็นใจ แต่บางครั้งก็ได้ 'เลือด' กลับมาแทน
"โดนแทงก็มีครับ แต่พอไปฟ้อง ทำไปทำมา กลายเป็นไกด์ไทยผิดเสียอย่างนั้น จนเดี๋ยวนี้ เขาต้องออกจากวงการไปเลย" เขาเล่าถึงเคสหนึ่งที่เคยลุกขึ้นสู้ แต่กลับต้องแพ้ 'อิทธิพล' และเป็นเหตุผลที่เจ้าตัวขอไม่ให้เอ่ยนาม
เพราะกลัวความปลอดภัย!





